An Idiom A Day : Rain cats and dogs

ภูมิเริ่มสนใจสำนวนในภาษาอังกฤษ (idiom) จากการอ่านหนังสืออ่านเล่น เพราะลักษณะพิเศษของสำนวน คือความหมายไม่ตรงกับคำศัพท์ ซึ่งจะว่ายากก็ยาก จะคิดให้สนุกก็สนุก

เวลาอ่านเจอสำนวนประหลาดๆ ภูมิก็จะถาม และพอรู้ความหมาย ก็จะขำชอบใจ และเอาสำนวนที่เจอใหม่มาพูดเล่นแบบตลกๆ กัน

เมื่อ 2-3 เดือนก่อน ผมคิดว่าน่าจะชวนภูมิเอาความสนุกที่เขาเจอในสำนวนต่างๆ มาบันทึกเก็บไว้ และคุยกันเลยไปถึงไอเดียการทำรายการเสียงเกี่ยวกับสำนวนภาษาอังกฤษ ภูมิฟังแล้วชอบและอยากลองทำดู (เย้!)

เราตั้งใจทำโปรเจกต์การเรียนรู้นี้เป็นเหมือนรายการวิทยุ ส่วนหนึ่งเพราะความชอบส่วนตัวของภูมิ เพราะตั้งแต่เล็ก ภูมิเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากการฟังค่อนข้างมากและจะมีสมาธิกับการฟังมากกว่าการดู และอีกส่วนหนึ่งคือความไม่ซับซ้อนของขั้นตอนการทำ เพื่อให้เขาสามารถทำเองได้ทุกอย่างในท้ายที่สุด

สำหรับตอนแรกของรายการ ‘An Idiom A Day by Bhoom (and papa)’ ภูมิเลือกสำนวน “Rain cats and dogs” มาทำครับ — พ่อต้องร่วมรายการด้วยเพราะภูมิอยากให้เป็นบรรยากาศแบบคุยกัน

ภูมิบอกว่าอยากให้ฟังสนุกและมีประโยชน์ ลองฟังกันดูนะครับ

Advertisements

ร่วมรอส่งพระบรมศพพระราชาผู้เป็นที่รักของเรา

เมื่อวานนี้ (14 ตุลาคม พ.ศ.2559) กว่าสี่ชั่วโมงที่ครอบครัวเราร่วมรอส่งพระบรมศพพระราชาผู้เป็นที่รักของเรา ท่ามกลางแดดร้อนและพื้นที่ที่จำกัด เล็กบอกน้องภูมิว่า “อดทนนะลูก เราอาจจะไม่พบใครที่เรารักมากพอที่จะทำอย่างนี้อีกแล้ว” ขอบคุณพระเจ้าที่น้องภูมิอดทนและได้กราบลาในหลวงของเราด้วยกัน (น้องภูริเริ่มโยเยในชั่วโมงที่สาม คุณก๊อกก็เลยต้องพาออกมาด้านนอก)

ตอนเดินกลับ เล็กบอกกับภูมิว่า “ขอบใจนะ ที่อดทนและทำให้แม่ได้อยู่ร่วมส่งในหลวงครั้งสุดท้าย แม่ภูมิใจในตัวภูมิมากๆ เลยนะ” ภูมิยิ้มและพูดว่า “ภูมิก็อยากอยู่ส่งท่านอยู่แล้วแม่ ภูมิก็รักในหลวงเหมือนกัน”

DCIM104GOPRO

บันทึกของภูมิเกี่ยวกับวันที่ไปรอส่งในหลวง

15 ตุลาคม 2016

(ภาพวาดรถที่ใช้ส่งพระบรมศพ)
ภูมินั่งรอที่แยกอรุณอมรินทร์เพื่อรถคันนี้

ภูมิรอในหลวงรวมเวลา 3 ชั่วโมง (หรือ 3 ครึ่ง หรือไม่ก็ 4, จำไม่ได้!) แต่ภูมิเต็มใจรอเพราะนี่เป็นครั้งสุดท้ายที่ภูมิจะได้รับในหลวง และเป็นเวลาที่ภูมิไม่ควรลืม และก็เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตภูมิที่ภูมิจะได้เจอในหลวง

พอรถมา ภูมิมองไปรอบๆ เกือบทุกคนร้องไห้ แม่ก็ร้อง ภูมิรู้สึกเสียใจมากเหมือนกัน แต่ยังไง ในหลวงก็ยังอยู่ในดวงใจ

(ภาพท้ายรถที่กำลังแล่นจากไป)

ภูมิอธิบายได้แค่นี้

20161015-_dsc8602-2

(ลอง)ซ้อมเดาะปิงปอง เพื่อชนะตัวเอง

20160815-_mg_2392

เกือบ 5 เดือนที่น้องภูมิเรียนปิงปอง เขาอยากเก่งเหมือนพี่ๆ และเพื่อนๆ ที่เรียนก่อนหน้าเขา (ส่วนใหญ่เรียนมามากกว่า 1 ปี) สำหรับภูมิ การตีปิงปองเก่งขึ้นคือ การตีลูกได้แรง การตบ การตีท่ายากต่างๆ และการชนะในการเล่นแข่งกัน

น้องภูมิจะบอกผมด้วยความภูมิใจทุกครั้งที่เขาสามารถตีลูกแบบยากๆ (เท่ๆ) ได้

ที่ผ่านมา ภูมิยังคงรู้สึกแย่แทบทุกครั้งที่เขายังไม่สามารถชนะคนอื่นได้ สลับดีใจกับแต้มที่ได้เป็นครั้งคราว และถึงแม้ว่าจะตีได้ดีขึ้นมาก (ครูบอก) แต่ความมั่นใจในตัวเองของเขาจะขึ้นอยู่กับผลแพ้ชนะในการตีแข่งกับคนอื่น

ผมบอกภูมิอยู่เสมอๆ ว่า เขาน่าจะใช้เวลาฝึกซ้อมกับตัวเองในเรื่องพื้นฐานให้มากๆ เช่น เดาะปิงปอง เพราะจะช่วยให้เขาเล่นได้ดีขึ้น แต่ภูมิรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ และไม่สนใจที่จะฝึกฝนเลย บางครั้ง หลังจากบอกไป กลับทำให้เขารู้สึกไม่ดี (ผมเข้าใจว่าเป็นเพราะเขารู้ว่าตัวเองทำไม่ได้ และไม่อยากยอมรับมัน)

ผมรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องนี้กับเขา เพราะเชื่อลึกๆ ว่าเขาเองก็อยากทำให้ได้ แต่ยังยอมรับไม่ได้ว่ามันต้องใช้เวลา และต้องค่อยๆ ฝึกไป สำหรับผม การเป็นส่วนหนึ่งของเดินทางของลูก คือการเดินไปกับเขา ไม่ใช่ยืนรอเอาใจช่วยระหว่างทาง หรือคอยลุ้นอยู่ที่ปลายทาง

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมชวนน้องภูมิเดาะปิงปองแบบมีเป้าหมายกัน แต่เป็นเป้าหมายที่จำนวนครั้งไม่สำคัญเท่าคุณภาพของการเดาะ เกณฑ์ในการเดาะเล่นของเราคือ ให้เดาะตามจังหวะเครื่องเคาะจังหวะ (metronome) เพราะสิ่งสำคัญคือการควบคุมลูกปิงปองให้ได้ดั่งใจ

ครั้งนี้ผมชวนภูมิด้วยท่าทีที่ไม่คาดหวังเรื่องผลลัพธ์ เน้นที่ความตั้งใจและความสุขในการทำ ให้เขาโฟกัสที่การเดาะแต่ละครั้งมากว่าจำนวนครั้ง ที่เหลือค่อยว่ากันตามจังหวะของตัวเขาเอง น้องภูมิตอบรับแผนการฝึกเดาะปิงปอง 1 เดือนของเราด้วยความยิ้มแย้ม

วันแรกที่เราเริ่มทำ การเดาะตามจังหวะเพียง 10 ครั้งก็เป็นเรื่องยากสำหรับภูมิแล้ว

เราจึงตั้งเป้าหมายสัปดาห์แรกไว้เพียง เดาะ 20 ครั้ง 3 ชุดทุกวัน
และเพิ่มเป็น 30 ครั้ง 3 ชุดในสัปดาห์ที่สอง
จนสัปดาห์ที่ 4 จะเป็นการเดาะ 50 ครั้ง 3 ชุด

แต่ละวัน ผมจะจดจำนวนครั้งที่ภูมิเดาะได้สูงสุดไว้ในปฏิทินให้เขาได้เห็น บางวันต้องขีดจำนวนที่จดว่าเดาะได้สูงสุดทิ้งไป เพราะเขาเดาะได้มากกว่าที่คิดว่าได้มากที่สุดแล้ว

ผมพบว่าการมีเป้าหมายที่คุณภาพของการเดาะ และเสียงหัวเราะระหว่างเรามีผลต่อพัฒนาการของภูมิมาก ผมจะเดาะเล่นไปกับเขาด้วย ทำตัวเหมือนเพื่อนร่วมซ้อม และในครั้งที่เขาทำไม่ค่อยได้ เราแซวเล่นกันเพื่อให้ความยากเย็นเป็นเรื่องขบขัน

หลังจากผ่านสัปดาห์แรก ภูมิบอกเองว่าต้องปรับเป้าหมายของสัปดาห์ที่สอง และสัปดาห์ต่อๆ ไปใหม่ เพราะเขาทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ครั้งแรกมาก ผมถามความคิดเห็นจากเขาว่าควรเป็นเท่าไหร่ดีแทนที่จะกำหนดให้เขาใหม่ ภูมิตัดสินปรับเพิ่มจำนวนครั้งและจำนวนชุดไปอีกเท่าตัว

เราขีดฆ่าเป้าหมายเดิมทิ้ง และเขียนเป้าหมายใหม่ไว้ข้างๆ กันเพื่อให้ตัวเขาเองเห็นว่าเขาพร้อมที่จะเพิ่มระดับความท้าทายให้ตัวเองแล้ว

ตอนนี้เราเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 และวันนี้ภูมิสามารถเดาะได้สูงสุด 750 ครั้ง แถมบอกเองว่าอยากทำให้ได้ 1,000 ครั้ง

เวลาที่เขาฝึกกับตัวเอง สิ่งสำคัญไม่ใช่ชัยชนะเหนือคนอื่น แต่เป็นความสุขที่ได้ชนะตัวเอง

— ภูมิในวัย 8 ขวบ, สิงหาคม พ.ศ.2559

พาไปดู Siam Serpentarium

20161002-_mg_2812

สัปดาห์ก่อนครอบครัวเราพาเด็กๆ ไปเที่ยวเล่นที่สยาม เซอร์เพนทาเรียม (Siam Serpentarium) กันมาครับ เราไม่เคยรู้จักสถานที่นี้มาก่อนเลย แต่พอดีได้รับคำชวนจากครอบครัวที่สนิทกัน บอกว่าเด็กๆ ไม่ได้เจอกันนานแล้ว อยากเจอกันและหาความรู้กันที่นี่ เราตอบรับทันทีเพราะน้องภูมิชอบงูและสัตว์เลื้อยคลานมาก และเห็นว่าช่วงนี้คนไทยสามารถเข้าชมได้ฟรีด้วยครับ (ถึง 31 ตุลาคม พ.ศ.2559) เด็กๆ อยู่เล่นที่นี่กันทั้งวัน เลยอยากเขียนแบ่งปันว่าสถานที่เที่ยวเกี่ยวกับงูแห่งใหม่นี้เป็นอย่างไรบ้าง

สยาม เซอร์เพนทาเรียม (Siam Serpentarium) ตั้งอยู่แถวลาดกระบังครับ ถ้าขับรถไป ใช้ทางมอเตอร์เวย์จะสะดวกมาก สามารถเห็นอาคารได้จากมอเตอร์เวย์เลย ไม่ต้องกลัวหลง และที่จอดรถสะดวกสบาย (ดูแผนที่จาก Google Map ได้ที่นี่ครับ)

การเข้าชมที่นี่จะเป็นการเดินชมด้วยกันเป็นกลุ่ม โดยมีเจ้าหน้าที่อธิบายข้อมูลในแต่ละจุดให้ฟัง (มีการนำชมทุกๆ 15 นาที) หลังจากเดินเข้าประตูไปแล้ว ด้านในจะแบ่งออกเป็น 4 โซนใหญ่ๆ ครับ

โซนที่ 1 เป็นโซนความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับงู การออกแบบสถานที่มีลูกเล่นน่าสนใจ และมีการสร้างเรื่องราวชวนให้ผู้เข้าชมติดตามครับ

20161002-_mg_2586 

โซนที่ 2 เป็นโซนจัดแสดงงูจริง บรรยากาศดี เดินเพลิน เด็กๆ เดินไล่ดูทุกตู้และสนุกกับการมองหาว่างูแต่ละตู้อยู่ที่ไหน โซนนี้ภูมิชอบมากครับ

20161002-_mg_2661

โซนที่ 3 เป็นโซนการแสดงโชว์งูและการรีดพิษงู จะมีการแสดงปกติตลอดวัน ส่วนการแสดงโชว์พิเศษจะมีทั้งหมด 4 รอบ (11:00, 13:30, 14:30 และ 16:00 น.) ผมไม่ได้ดูโชว์พิเศษนะครับ แต่เห็นคุณพ่อที่มาด้วยกันบอกว่าสวยดีครับ

20161002-_mg_2719

โซนที่ 4 เป็นร้านขายของที่ระลึก ของส่วนใหญ่จะเป็นของที่จัดไว้สำหรับขายนักท่องเที่ยวต่างชาติครับ 

ผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่และทราบมาว่าที่นี่เปิดบริการให้นักท่องเที่ยวจีนมาก่อนหน้านี้นานพอสมควรแล้ว แต่เพิ่งมาเปิดให้คนไทยได้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 กันยายนนี้เอง

ประสบการณ์รวมๆ ของการมาที่นี่ให้ความรู้สึกเหมือนสถานที่ท่องเที่ยวมากกว่าแหล่งเรียนรู้ครับ บรรยากาศดูสนุก น่าสนใจ แต่มีรายละเอียดไม่มาก และไม่สามารถใช้เวลาอย่างอิสระเพื่อค่อยๆ เรียนรู้ พูดคุยกันไปได้ (โซนที่ 1) เพราะจะต้องเดินตามเจ้าหน้าที่นำชมไปเป็นรอบๆ ครับ

ที่นี่มีร้านอาหารบริการ ชื่อว่า Snaka Cafe กลุ่มเราได้ลองกันน่าจะทุกเมนู เนื่องจากไปกันหลายครอบครัวครับ อาหารรสชาติดี ราคามิตรภาพ ฝากท้องได้ครับ :)

ตอนนี้เปิดให้คนไทยเข้าชมได้ฟรีถึง 31 ตุลาคม 2559 นะครับ

ค่าเข้าชมปกติ
ผู้ใหญ่ 350 บาท
เด็ก 150 บาท (สูง 90-135 ซ.ม.)

  • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปและเด็กที่มีความสูงน้อยกว่า 90 ซม. เข้าชมฟรี
  • นักเรียน/นักศึกษา ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล – ปริญญาตรี แสดงบัตรนักเรียน/นักศึกษาที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วเพื่อรับส่วนลดพิเศษ

(ลิงก์ข้อมูลค่าเข้าชม)

Cast member …ผู้อยู่เบื้องหลังความสุขในดิสนีย์แลนด์

เมื่อภูมิรู้ว่าจะได้ไปเที่ยวฮ่องกงดิสนีย์แลนด์อีกครั้ง ความตื่นเต้นดีใจที่จะได้สนุกกับเครื่องเล่นต่างๆ ก็ทำให้เขาอยากเร่งวันเร่งคืนให้ถึงวันเดินทางเร็วๆ ภูมิเริ่มวางแผนว่าจะเล่นเครื่องเล่นอะไรบ้าง จะทำอะไรบ้าง และยังชวนน้องภูริคุยถึงดิสนีย์แลนด์แทบทุกวัน (น้องภูริไม่ได้รู้เรื่องอะไรสักเท่าไหร่ครับ คราวที่แล้วที่ไปก็เพิ่งจะได้ขวบนิดๆ จำอะไรไม่ได้เลย ^^’) 

แม่เล็กกับผมฟังมากๆ ก็อดขำไม่ได้ แต่ก็ทำให้รู้ว่าเด็กๆ จะสนุกและมีความสุขกับทริปนี้แน่นอน

ปีนี้น้องภูมิอายุ 8 ขวบ เขาเริ่มมีความสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวแบบที่เป็นความสนใจจริงๆ ทำให้ผมคิดว่าถ้าเขาได้รู้จักดิสนีย์แลนด์ในมุมอื่นๆ บ้างก็น่าจะทำให้เขามองเห็นอะไรๆ มากขึ้น และเก็บเกี่ยวอะไรๆ ไปได้มากกว่าความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว

ผมนึกถึงหนังสือที่เคยอ่านเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ชื่อว่า ‘สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน’ ที่เขียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงของพนักงานทำความสะอาดรอบดึกคนแรกของโตเกียวดิสนีย์แลนด์ จนกระทั่งเป็นผู้จัดการฝ่ายการศึกษา อบรมพนักงานทั้งหมดดิสนีย์ ยูนิเวอร์ซิตี้

คุณฮิโรชิ คามาตะ (ผู้เขียน) เล่าเรื่องราวการเรียนรู้ของแคสท์*เกี่ยวกับการรับรองที่เกินคาดเพื่อให้เกสท์*ได้รับประสบการณ์ที่ดี และมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาเยือนดิสนีย์แลนด์ ผมจำได้ว่าเรื่องเล่าทุกเรื่องในหนังสือทำให้ผมรู้สึกทึ่งในความใส่ใจของแคสท์ที่ดิสนีย์แลนด์จริงๆ จนอยากไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง

*ดิสนีย์แลนด์เรียกพนักงานทุกคน รวมถึงพนักงานพาร์ตไทม์ว่า ‘แคสท์ (Cast)’ และเรียกลูกค้าว่าเกสท์ (Guest)

เราใช้เวลาตามหาหนังสือเล่มนี้นานสักหน่อย เพราะพิมพ์มาหลายปีแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้มา :)

ภูมิกับแม่เล็กใช้เวลาอ่านหนังสือ ‘สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน’ ด้วยกันประมาณสัปดาห์กว่าๆ ภูมิกับแม่สลับกันอ่านให้อีกคนฟัง เพราะบางเรื่องมีความซับซ้อนเกี่ยวกับความคิดและความรู้สึกของตัวละครที่แม่ต้องอธิบายให้ภูมิเข้าใจ

“ภูมิอยากเป็นแคสท์ที่ดิสนีย์แลนด์จังเลยแม่” คือสิ่งที่ภูมิบอกแม่ทันทีหลังจากที่อ่านบทแรกจบ

20160917-_mg_0122

เราไปดิสนีย์แลนด์ภูมิก็จะได้เจอพี่ๆ ที่เป็นแคสท์ตัวจริงนี่นา ทำไมลูกไม่ลองคุยกับพวกเขาดูล่ะ ภูมิมีอะไรที่อยากรู้เกี่ยวกับการเป็นแคสท์ก็ลองเขียนคำถามไว้ก่อน ถ้าไปถึงแล้วมีโอกาสได้คุยกับแคสท์ซักคนเราอาจจะขอสัมภาษณ์เขาสั้นๆ ดีไม๊” แม่เล็กลองเสนอ

ภูมิพยักหน้าเห็นด้วยและดูจะตื่นเต้นที่ได้ยินว่าจะได้คุยกับแคสท์จริงๆ 

ภูมิจดคำถามที่อยากจะถามแคสท์เอาไว้ในสมุดบันทึกของตัวเอง 7 ข้อ และตั้งใจว่าจะหยิบหนังสือ‘สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน’ ไปให้แคสท์ที่ดิสนีย์แลนด์ดูด้วย แต่ผมรู้ว่าเราต้องเดินกันเยอะจึงอยากให้เขามีสัมภาระเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ก็เลยบอกภูมิว่าไม่ต้องเอาไปดีกว่า

ในวันแรกที่ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ เราได้พบกับคุณวิง (Ms. Wing) เจ้าหน้าที่ที่จะดูแลเราในทริปนี้ และผมบอกน้องภูมิว่า ถ้ายังอยากสัมภาษณ์แคสท์ก็ลองบอกคุณวิงดูนะ เผื่อเธอจะแนะนำอะไรได้บ้าง หลังจากภูมิเข้าไปบอก คุณวิงทำหน้าสงสัยว่าทำไมภูมิถึงอยากสัมภาษณ์แคสท์ ภูมิเลยต้องเล่าเรื่องหนังสือที่อ่านมาให้ฟังและหยิบสมุดบันทึกให้คุณวิงดู

คุณวิงยิ้มกว้างและขอถ่ายรูปสมุดบันทึกของภูมิไว้ แต่ก็บอกเพียงว่าจะลองถามให้

เมื่อไปถึงสวนสนุกในช่วงบ่ายคล้อยเย็นวันเดียวกัน เราได้พบกับคุณโจอี้ (Mrs. Joey) ผู้ดูแลงานด้านการตลาดของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ เธอขอคุยกับภูมิและขอดูสมุดบันทึก เราได้คุยกันถึงเรื่องหนังสือที่ภูมิอ่านซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ภูมิอยากเป็นแคสท์บ้าง คุณโจอี้ก็ยิ้มให้ภูมิด้วยความเอ็นดู แล้วบอกว่า เธอนึกถึงคนพิเศษคนหนึ่งที่น่าจะตอบคำถามภูมิได้ดีที่สุดเลย ซึ่งเป็นเพื่อนของเธอเอง เธอจะลองติดต่อให้และจะบอกอีกทีว่าสามารถนัดให้ได้มั๊ย …ภูมิดูไม่ตื่นเต้นอะไร เพราะตอนนี้ใจไปอยู่ที่เครื่องเล่นแล้ว :)

20160920-_mg_0473

ก่อนนอนคืนนั้นเราได้รับข้อความจากลุงเด้งว่า คุณโจอี้นัดคุณอาเธอร์ เลา (Mr.Arthu Lau) อดีต Hong Kong Disneyland Ambassador เมื่อปี 2013-2014 ไว้ให้แล้ว แถมแนบลิงก์ประวัติของคุณอาเธอร์มาให้ได้ชื่นชมล่วงหน้า พร้อมกับข้อความจากคุณโจอี้ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า “คุณอาเธอร์มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่องอยากจะเล่าภูมิให้ฟัง”

เวลานั้นน้องภูมิหลับปุ๋ยไปแล้ว ปล่อยให้แม่กับพ่อตื่นเต้นกันอยู่สองคน :)

เราบอกน้องภูมิเกี่ยวกับคุณอาเธอร์ในตอนเช้า และเปิดประวัติการทำงานของคุณอาเธอร์ให้ภูมิอ่านแบบออกเสียงเพื่อแม่กับพ่อจะได้ฟังด้วย :D มีหลายตอนในบทความที่ทำให้พวกเราตื่นเต้นและเห็นด้วยกับคุณโจอี้ที่ว่า เขาเป็นคนที่น่าจะตอบคำถามของภูมิได้ดีที่สุด และบ่ายวันนี้ เราจะได้พบกับคุณอาเธอร์ตัวจริง

20160921-_mg_0668

เมื่อถึงเวลานัดหมาย คุณอาเธอร์ยืนรอน้องภูมิด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแม้ว่าอากาศวันนั้นจะค่อนข้างร้อนมาก และก้มตัวทักทายน้องภูมิด้วยการจับมือและแปะมือ high five อย่างเป็นกันเอง

20160921-_mg_1066

หลังจากทักทายทำความรู้จักกัน เราก็เดินไปหาที่นั่งบริเวณนั้นเพื่อให้ภูมิได้พูดคุยกับคุณอาเธอร์อย่างที่ตั้งใจ

คุณอาเธอร์เป็นผู้ชายที่มีรอยยิ้มที่จริงใจ แววตาสดใส สุภาพ และดูมีความสุข ท่าทางการพูดคุยอย่างให้เกียรติของคุณอาเธอร์ทำให้เรารู้สึกเป็นคนพิเศษ และน้องภูมิก็คงรู้สึกเหมือนกัน เพราะเห็นภูมิตั้งใจฟังคุณอาเธอร์ตลอดเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงที่คุยกัน

20160921-_mg_1157

สิ่งที่คุณอาเธอร์บอกและเล่าให้ภูมิฟังทำให้เราสัมผัสได้ถึงทัศนคติที่ดีในการทำงาน ความสุขจากการให้ ความเอาใจใส่ในรายละเอียด และการเป็นส่วนหนึ่งของความสุขของผู้อื่นในทุกๆ วัน — รวมๆ แล้วคงจะเรียกได้ว่าเราได้สัมผัสหัวใจของการบริการที่ดิสนีย์แลนด์ผ่านคุณอาเธอร์ก็ว่าได้

หลายอย่างที่คุณอาเธอร์บอกกับภูมิก็สัมผัสหัวใจผู้ใหญ่อย่างเราเหมือนกัน ถ้าฟังเผินๆ เหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อนึกถึงประสบการณ์ที่เราได้รับจากการมาดิสนีย์แลนด์แล้ว รู้สึกได้ว่าคำพูดง่ายๆ แบบนี้นี่แหละ ที่เป็นเบื้องหลังความสุขของทุกคนที่ก้าวเข้ามาที่ดิสนีย์แลนด์

อย่างเช่นคำตอบที่ได้รับจากคำถามนี้ “รู้สึกอย่างไรที่ได้ทำงานเป็นแคสท์ของที่นี่”

คุณอาเธอร์ตอบไว้(ประมาณ)ว่า “รู้สึกตื่นเต้น เพราะงานที่ดิสนีย์แลนด์คืองานในฝันสำหรับทุกคน เราได้ทำงานในบริษัทที่สร้างความสุขทุกวัน ที่ไม่ใช่เพียงแค่สำหรับลูกค้าเท่านั้น แต่เราสร้างความสุขให้กับเพื่อนร่วมงานด้วย มันเป็นความสนุกของผมที่ได้ทำอย่างนี้

…การทำงานที่นี่ คือการทำให้คนอื่นมีความสุข สร้างรอยยิ้ม และนั่นทำให้ผมมีความสุขไปด้วย”

และอีกหลายประโยคที่ได้ฟังแล้วอยากเขียนแบ่งปัน :)

“จริงๆ การทำงานที่ดิสนีย์แลนด์นั้นไม่ใช่งานโดยตรง แต่เป็นบทบาท เป็นภารกิจ ที่ช่วยให้คนอื่นมีความสุข ช่วยให้ฝันของคนอื่นเป็นจริง และเราก็จะมีความสุข”

“เมื่อเราทำให้ใครสักคนมีความสุข เขาก็จะมีแรงบันดาลใจที่จะทำให้คนอื่นมีความสุขไปด้วย”

20160921-_mg_1074

ในวัย 8 ขวบของภูมิ เขาอาจจะเข้าใจเรื่องราวที่ได้ฟังจากคุณอาเธอร์ไม่เหมือนกับที่ผู้ใหญ่อย่างเราเข้าใจ แต่เชื่อแน่ว่า ภูมิมีความสุขที่ได้พูดคุยและได้ฟังเรื่องราวเหล่านั้น …เป็นความสุขที่ได้สัมผัสถึงความสุขของคนที่ให้ความสุขกับคนรอบตัว

หลังสัมภาษณ์เสร็จ เราถามภูมิว่ารู้สึกยังไงบ้าง

“มีความสุขครับ”

20161004-_mg_2926

*** อ่านบล๊อกแล้วตามไปเจอกันได้บ่อยๆ ได้ที่ Facebook.com/bhoomplay นะครับ ***

ห้องนักบินจริงๆ เป็นอย่างนี้นี่เอง

20160922-_dsc7918

น้องภูมิเป็นเด็กที่ชอบเรื่องเกี่ยวกับอวกาศ วิทยาศาสตร์และหุ่นยนต์กลไก ทุกอย่างที่ดูซับซ้อน ไฮเทค และมีกลไกจะดึงดูดน้องภูมิได้เสมอ หลายครั้งที่เราคุยกันเกี่ยวกับเรื่องเครื่องบิน น้องภูมิจะบอกอยู่เสมอๆ ว่าอยากเห็นห้องนักบินจริงๆ เล็กก็บอกเขาไปว่าคราวหน้าถ้าเราเดินทางด้วยเครื่องบินก็ลองขอแอร์โฮสเตสดูสิ ถ้าเป็นเด็กๆ ขอ และเขาไม่ติดปัญหาอะไรในการปฏิบัติงาน บางทีเขาก็พาไปดูนะ

ทริปนี้น้องภูมิเลยตั้งใจว่าจะลองขอดู :)

ในเที่ยวบินขาไปเมื่อเครื่องลงจอดแล้ว น้องภูมิก็เดินไปถามถามแอร์โอสเตสว่า “Can I see the cockpit?” แต่ได้รับการปฎิเสธเนื่องจากเที่ยวบินขาไปตอนที่เครื่องลงจอดมีปัญหาขลุกขลักเล็กน้อยเกี่ยวกับการปิดเครื่องยนต์บางส่วน (กัปตันอธิบายแล้วแต่เล็กฟังไม่ค่อยเข้าใจ ^^’) ทำให้ผู้โดยสารจะต้องรออยู่บนเครื่องจนกว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย เล็กบอกลูกว่าไม่เป็นไร เขากำลังแก้ไขปัญหากันอยู่ ตอนนี้คงไม่เหมาะ ยังไงขากลับลองดูใหม่นะ

เที่ยวบินขากลับการเดินทางราบรื่นดี เมื่อเครื่องลงจอดสนิทที่สนามบินแล้ว น้องภูมิลองเดินไปถามพี่แอร์โอสเตสอีกครั้ง ตอนแรกเธอยิ้มให้น้องภูมิพร้อมกับส่ายหน้า น้องภูมิก็ยิ้มตอบจ๋อยๆ แล้วก็เดินคอตกกลับมาเก็บของตัวเอง ซักพักพี่แอร์โฮสเตสคนเดิมก็มากระซิบกับภูมิว่า “I’ll ask captain for you, but you have to wait until all the passengers got off the plane.” น้องภูมิหันมามองหน้าแม่กับป๊าเป็นเชิงถามว่า แม่กับป๊ารอได้ไม๊

แน่นอนค่ะว่า เรารอได้ :D

พอผู้โดยสารทุกคนในชั้น Business Class ออกจากเครื่องหมดแล้ว พี่แอร์โฮสเตสคนเดิมก็มาเรียกน้องภูมิแล้วพาไปที่ห้องนักบิน กัปตันและนักบินร่วมยังอยู่ในห้อง ทั้งสองคนหันมาทักทายพวกเราอย่างยิ้มแย้ม กัปตันน่ารักและใจดีมากค่ะ กัปตันอุ้มภูริไปนั่งตักและให้เวลาคุยกับน้องภูมิอย่างเป็นกันเอง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่พวกเขาก็ได้ส่งมอบแรงบันดาลใจให้เด็กคนหนึ่งอย่างมากมายจริงๆ คุยกันไปได้แป๊บนึง เล็กก็อุ้มภูริออกไปรอที่ทางเดินเข้า Gate เนื่องจากห้องนักบินค่อนข้างเล็ก ^^

ก่อนกลับออกมาน้องภูมิถามชื่อของกัปตันเพื่อจะเก็บไว้เขียนลงสมุดบันทึก กัปตันหยิบกระดาษขึ้นมาแล้วเขียนชื่อเขาลงไป พร้อมบอกว่ากระดาษนี้เป็นกระดาษบันทึกข้อมูลสภาพอากาศของเที่ยวบินนี้ เพราะฉะนั้นด้านหลังจะมีวันที่พร้อมรายละเอียดของเที่ยวบินนี้ทั้งหมด ภูมิจะได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก :D

20161003-screen-shot-2016-10-03-at-10-57-00

น้องภูมิกับปาป๊าเป็นผู้โดยสารสองคนสุดท้ายที่ออกจากเครื่อง ภูมิเดินออกมายิ้มหน้าบาน ท่าทางสดชื่นไม่เหมือนกับเพิ่งลงจากเครื่องขากลับ (ปกติจะหมดแรงและไม่ลั้ลลามาก เพราะรู้ว่าสิ้นสุดการเที่ยวละ) น้องภูมิเล่าให้เล็กฟังอย่างตื่นเต้นว่าเขารู้สึกอย่างไรบ้างตอนที่เข้าไป และได้คุยอะไรบ้างกับกัปตัน ขอบคุณพี่แอร์โฮสเตสที่น่ารัก และกัปตันของสายการบิน Hong Kong Airlines ที่มอบประสบการณ์และความทรงจำดีๆ ให้กับครอบครัวของเรา …ขอบคุณพระเจ้า :)

20161003-_dsc8225

////

เรื่องขำๆ ที่ภูมิคุยกับเล็กระหว่างเดินไปที่สายพานรับกระเป๋า

ภูมิ : แม่รู้ไม๊ กัปตันเป็นชาวเซอร์เบีย เขาถามภูมิด้วยว่ารู้จักนักเทนนิสที่เป็นชาวเซอร์เบียไม๊ ที่เป็นมือวางอันดับหนึ่งของโลกอ่ะ

แม่ : แล้วภูมิตอบได้ไม๊

ภูมิ : ได้สิแม่ Novak Djokovic ไง

..แม่ขำก๊าก (ภูมิรู้จักนักเทนนิสอยู่คนเดียวนี่หล่ะ ถ้ากัปตันมาจากประเทศอื่นแล้วถามคำถามนี้คงใบ้กิน ฮ่าๆๆๆ)

////

โพสหน้าคุณก๊อกจะมาเล่าเรื่องน่าประทับใจอีกเรื่องหนึ่งในทริปนี้ค่ะ เรื่องเกินคาดฝันที่ทำให้ภูมิได้เรียนรู้มากกว่าที่ตั้งใจไว้ก่อนเดินทาง

*** อ่านบล๊อกแล้วตามไปเจอกันได้บ่อยๆ ได้ที่ Facebook.com/bhoomplay นะคะ ***

ความน่ารักในดิสนีย์แลนด์ที่อยากเล่าให้ฟัง

โพสที่แล้วทำเอาเสียน้ำตากันไปหลายคนเลย วันนี้มาอ่านเรื่องน่ารักๆ กันบ้างนะคะ ^^

ดิสนีย์แลนด์เป็นสวนสนุกในฝันของใครหลายๆ คน และแน่นอนว่าเขาพยายามจะให้ทุกคนที่มาเที่ยวได้รับความสนุกและมีความสุขกลับไป  เรื่องของความสนุกนั้นเราก็คงจะได้รับกันตรงๆ จากเครื่องเล่นและโชว์ทั้งหลายอยู่แล้ว ส่วนเรื่องของความสุขเล็กคิดว่ามีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หลายอย่างที่ผสมผสานกันและทำให้เรารู้สึกอย่างนั้น เรื่องที่เล็กจะแบ่งปันในโพสนี้คือสิ่งละอันพันละน้อยที่เราได้รับและรู้สึกว่าทุกอย่างรวมกันแล้วทำให้เรารู้สึกมีความสุขที่นี่ :D

20160920-_mg_0452

ครั้งนี้ที่เราไปดิสนีย์แลนด์ น้องภูริอายุ 3 ขวบพอดี และโตพอที่จะไม่ยอมนั่งรถเข็นง่ายๆ ถ้าไม่หลับก็ไม่ค่อยจะยอมนั่ง เราเลยตัดสินใจกันว่าจะไม่เอารถเข็นของภูริไปด้วย เพราะคิดว่าน่าจะไม่ได้ใช้ แต่เราลืมไปว่าดิสนีย์แลนด์เป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ และแม้ว่าภูริจะชอบเดินเองเขาก็ยังเป็นเด็กเล็กที่เดินได้ไม่อึดเท่าพี่ภูมิ >.< แค่วันแรกที่เรามาถึง ขนาดว่าเราไม่ได้เดินกันมากเท่าไหร่ เราก็เริ่มเห็นแววแล้วว่ารถเข็นยังจำเป็นอยู่ เพราะพอภูริเริ่มเมื่อยปาป๊ากับแม่ก็ต้องแข็งแรงขึ้นมาทันที… เฮือก.. 13 กิโล =_=’

20160921-_mg_0898

แม่ขอแข็งแรงวันแรกวันเดียวก็พอละกันนะภูริ ^^’ วันที่สอง พอเข้าสวนสนุกปุ๊บเล็กก็เดินตรงปรี่ไปที่สถานีดับเพลิงทันที – – ที่ดิสนีย์แลนด์ พอเข้ามาจะเหมือนเรามาอยู่ที่เมืองเมืองหนึ่ง เป็นเมืองน่ารักๆ แสนสวย มีสถานีรถไฟ ถนนหลักของเมืองจะมีร้านค้าน่ารักๆ มากมาย ทั้งร้านเบเกอร์รี่ ร้านถ่ายรูป ร้านกาแฟ ฯลฯ และเขาก็จะพยายามทำส่วนบริการอื่นๆ เช่นห้องพยาบาล จุดบริการลูกค้า ให้รวมอยู่ในเมืองแห่งนี้อย่างแนบเนียน

ดังนั้น ที่เล็กตรงไปยังสถานีดับเพลิงก็เพราะ ตรงนี้เป็นจุดให้ยืมรถเข็นนั่งเอง..ง…. ^^

รถเข็นที่นี่จะมีให้ยืมทั้งแบบของเด็กอายุประมาณ 2 ขวบขึ้นไป (น้ำหนักตัวไม่เกิน 25 กก. ถ้าจำไม่ผิดนะคะ) และแบบรถเข็นนั่งวีลแชร์ของผู้ใหญ่ การยืมไม่ยุ่งยากค่ะแต่มีจำนวนจำกัดและไม่มีบริการให้จอง ใครมาก่อนได้ก่อนค่ะ แนะนำว่าถ้าครอบครัวไหนต้องการใช้รถเข็นให้รีบเดินเข้ามาตรงจุดให้เช่าก่อนเลยนะคะ (อย่าเพิ่งแวะถ่ายรูปเล่น ^^) ค่าเช่าอยู่ที่คันละ 100 HKD มัดจำอีก 100 HKD รวมเป็น 200 HKD ต่อวันค่ะ เงินมัดจำจะได้คืนตอนที่เราคืนรถเข็นพร้อมแสดงใบเสร็จ ถ้าไม่มีใบเสร็จจะไม่ได้เงินมัดจำคืนนะคะ ต้องเก็บใบเสร็จให้ดีค่ะ (ตอนคืนรถเล็กเกือบจะหาใบเสร็จไม่เจอ จำได้ว่าแยกเก็บไว้อย่างดีแล้ว แต่ดันไม่ได้จำว่าเก็บไว้ตรงไหน ต้องเปิดกระเป๋ารื้อค้นกันเลย คือ..เก็บดีมาก ^^’)

20160921-_mg_1955

รถเข็นเช่าของที่นี่สะอาดและแข็งแรงทีเดียวค่ะ ที่นั่งเป็นแบบเปิดโล่ง เด็กๆ ขึ้นลงได้สะดวก มีเบรค มีสายล๊อคเอวกันตก และมีหลังคากันเแดดเล็กๆ ให้ด้วย รูปทรงของสองล้อหลังจะดูเอียงแปลกๆ แต่เราค้นพบภายหลังว่ามันทำให้เข็นได้ง่ายและคล่องตัวมากในที่แคบๆ 

ตอนที่เราติดต่อเช่า เขาจะให้เราเขียนป้ายชื่อของเราเพื่อใส่ไว้ที่ด้านหลังรถเข็นด้วย เพราะเวลาเราไปเล่นเครื่องเล่นหรือดูโชว์  จะต้องจอดรถเข็นไว้ในจุดจอดรถเข็นบริเวณทางเข้า ซึ่งทั้งรถเข็นเช่าหรือรถเข็นส่วนตัวก็จะต้องจอดที่เดียวกันนี้ค่ะ ทีนี้รถเข็นเช่าแต่ละคันมันจะดูเหมือนๆ กัน การมีป้ายชื่อก็จะช่วยไม่ให้เราหยิบผิดคันค่ะ

วันที่สองของเราในดิสนีย์แลนด์ เราได้ใช้เจ้ารถเข็นนี่ตลอดทั้งวันยันมืดเลย เดินเมื่อยๆ เหนื่อยๆ ก็ยังใช้แขวนสัมภาระของเราได้อีกด้วย รถเข็นเด็กคันนี้ช่วยเบาแรงและทำให้เราเดินเที่ยวได้สนุกขึ้นเยอะเลยค่ะ :D

20160921-_mg_1935

อีกเรื่องที่เล็กชอบมากคือบริการส่งของค่ะ เวลามาเที่ยวสวนสนุกอย่างนี้ เราต้องผลุบเข้าผลุบออกอยู่กับพวกเครื่องเล่นตลอดทั้งวัน แน่นอนว่าเราก็คงไม่อยากหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังใช่ไม๊คะ แต่บางทีเราเดินผ่านร้านขายของตามโซนต่างๆ เราก็อยากจะซื้อของที่ระลึก/ของฝาก บ้างเหมือนกัน ความที่ไม่อยากแบกของเยอะเล็กเลยวางแผนว่า ไว้ค่อยไปเลือกซื้อของที่ร้านใกล้ๆ ทางออก ตอนที่เราจะกลับจะได้ไม่ต้องหอบให้พะรุงพะรังตอนเดินเที่ยวในสวนสนุก

แต่วันแรกเราอยู่จนค่ำและเด็กๆ ก็หมดสภาพมาก อีกทั้งของบางอย่างก็มีขายเฉพาะที่โซนนั้นๆ เท่านั้น สุดท้ายก็ไม่ได้เดินเลือกดูของอย่างที่ตั้งใจ วันที่สองเล็กเลยตัดใจคิดว่าไม่เป็นไร เจออะไรที่คิดว่าจะซื้อก็ซื้อเลย แล้วก็หิ้วกันไปด้วยละกัน

แต่..เราไม่ต้องทำอย่างนั้นค่ะ ^^

ตอนที่ชำระเงิน Cast ประจำเคาน์เตอร์แคชเชียร์เห็นว่าของที่เล็กซื้อเป็นถุงใหญ่ ก็ถามเล็กทันทีว่าอยากจะฝากของไว้ก่อนไม๊ เธอบอกว่า คุณสามารถรับของที่ซื้อได้ที่จุดรับของบนถนนหลักก่อนกลับ อืมม์..เล็กว่าเป็นความคิดที่ดีเลย เล็กสอบถามเรื่องเวลารับและรายละเอียดอื่นๆ จำไม่ได้ว่าคุยอะไรกันบ้างแต่อาจจะมีพูดเรื่องโรงแรม Cast ก็รีบถามทันทีเลยว่า คุณพักที่นี่หรือเปล่า เล็กตอบว่าใช่ๆ เราพักที่ Disney’s Hollywood Hotel เธอก็เลยบอกว่างั้นให้ส่งของไปให้ที่โรงแรมเลยดีไม๊ ของน่าจะไปถึงประมาณ 4 โมงเย็น โอ้.. เอาสิคะ มันดียอดเยี่ยมไปเลย ถ้ารู้ว่ามีบริการอย่างนี้ก็ซื้อไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ถือแค่กระดาษไปรับของที่โรงแรมเท่านั้น เดินเที่ยวชิลๆ ไปได้เลยค่ะ :D

20160921-_mg_1353

พูดถึงเรื่องซื้อของ ในทริปนี้คุณแม่ของน้องเฌอแตมที่เดินทางไปกับเราด้วย เธอซื้อลูกโป่ง 2 ชั้น ให้ลูกสาวในวันแรกที่มาถึง (เป็นลูกโป่งเนื้อหนาอย่างดี ที่มีลูกโป่งหัวมิคกี้อยู่ข้างใน น่ารักมากๆ ค่ะ)  เธอก็บ่นว่าเสียดายจังตอนที่ซื้อลืมไปว่าเราไม่น่าจะเอาลูกโป่งขึ้นเครื่องบินกลับบ้านได้ แต่ถ้าต้องทิ้งก็น่าเสียดาย (ใบละร้อยกว่าเหรียญ ^^’) เธอลองกลับไปถาม Cast ที่ขายลูกโป่งว่ามีวิธีเอาลมออกได้หรือไม่ Cast ลองพยายามดูแล้วก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้ จึงบอกว่าคุณเปลี่ยนเอาใบใหม่ที่ยังไม่ได้เป่าไปได้เลย …น่ารักมากๆ เลยใช่ไม๊คะ :D

ความน่ารักที่เป็นความลับอีกอย่างที่หลายคนอาจจะไม่รู้ก็คือ Cast member (เจ้าหน้าที่) ทุกคนที่นี่มีสิ่งพิเศษซ่อนอยู่ในกระเป๋ากางเกง ไม่ว่า Cast คนนั้นจะมีหน้าที่อะไร ทำงานในส่วนไหน หากเราเดินเข้าไปถามเขาว่า “Do you have sticker?” ทุกคนจะพยักหน้า.. ยิ้ม… ล้วงกระเป๋ากางเกง และเอาสติ๊กเกอร์ตัวการ์ตูนต่างๆ ของดิสนีย์ยื่นให้เรา!!! (ความลับนี้เราก็เพิ่งรู้มาจากลุงเด้ง ^^) 

ขอได้ทุกคนจริงๆ นะคะ Cast ที่มีหน้าที่เก็บกวาดทำความสะอาดก็มี, Cast ที่มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็มี, Mr. Hong – Housekeeping Manager ของโรงแรมที่พาก๊ะมาส่งคืนให้เราก็มีค่ะ แถม Cast แต่ละโซนก็จะมีสติ๊กเกอร์ที่เป็นเรื่องราวของโซนตัวเอง น้องภูมิสนุกมากกับการสะสมสติ๊กเกอร์แบบต่างๆ ทริปนี้ทั้งภูมิและภูริได้สติ๊กเกอร์กลับมาเพียบเลยค่ะ ใครไปเที่ยวลองขอสติ๊กเกอร์จาก Cast ดูนะคะ สนุกดี ^^

อีกความน่ารักที่คุณก๊อกกับเล็กชอบมากๆ เลยคือถังขยะที่นี่ค่ะ ^^ ถังขยะที่นี่นอกจากจะสะอาด (มาก) ตลอดเวลาแล้ว มันยังทำตัวกลมกลืนมากๆ ในทุกที่ที่มันตั้งอยู่ ไม่ว่าจะในเป็นเมืองอวกาศ โลกอนาคต เมืองเจ้าหญิงแสนหวาน เมืองลี้ลับในป่าลึก เมืองของเล่น ในโรงแรม ฯลฯ เขาจะออกแบบลวดลายสีสันที่เข้ากั๊นเขากันค่ะ หันไปเจอทีไรต้องยิ้มให้มันทุกทีเลยสิน่า ที่เก็บภาพมานี่คือบางส่วนเท่านั้นนะคะ ทุกใบสะอาดแบบยืนพิงได้เลยค่ะ :D

ความน่ารักๆ เล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้หล่ะค่ะที่เล็กรู้สึกว่ามันประกอบกันแล้วทำให้เรารู้สึกมีความสุขที่ดิสนีย์แลนด์ :D

โพสหน้าเล็กจะมาเล่าให้ฟังถึงความประทับใจพิเศษของครอบครัวเราในเที่ยวบินขากลับ – น้องภูมิได้มีโอกาสเข้าไปในห้องนักบินและได้พูดคุยกับกัปตันด้วย ติดตามนะคะ :D

*** อ่านบล๊อกแล้วตามไปเจอกันได้บ่อยๆ ได้ที่ Facebook.com/bhoomplay นะคะ ***


ตอนนี้ ดิสนีย์แลนด์มีโปรโมชั่นห้องพักกับส่วนลดสูงสุดถึง 35% และสามารถอัพเกรดห้องพักได้ฟรี! ถึงวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ.2560 นะคะ ดูรายละเอียดและจองผ่านลิงก์ด้านล่างได้เลยค่ะ

https://www.hongkongdisneyland.com/th/offers-discounts/limited-time-room-offer/?CMP=BAC-CoopXmas17BlPlThThHtlLtdRmOfr