น้าครับ อันนั้นใช่ Walkie Talkie หรือเปล่าครับ

DCIM105GOPROGOPR0909.JPG

“น้าครับ อันนั้นใช่ Walkie Talkie หรือเปล่าครับ”

ภูมิชี้ไปที่อุปกรณ์ติดรถแท๊กซี่ที่เอาไว้ใช้พูดกับศูนย์ประสานงานฯ คุณคนขับแท๊กซี่ตอบว่า “เป็นวิทยุสื่อสารนะ แต่ไม่ได้ใช้แล้ว”

“แล้วคุณน้าใส่หูฟังทำไมเหรอครับ” (หูฟังที่เสียบอยู่กับโทรศัพท์มือถือ)

“อ่อ อันนี้เป็นโปรแกรมคล้ายๆ กับวิทยุสื่อสารนั่นแหละ ไว้ใช้คุยกับคนอื่นๆ”

“อ่อ ครับ”

แล้วคุณคนขับแท๊กซี่ก็หยิบโทรศัพท์มากดโน่นกดนี่สักพักเหมือนจะเช็คดูข้อความ (ซึ่งผมแอบเสียวอยู่นิดนึง) แต่แล้วก็มารู้ว่าเขาพยายามจะเซ็ตและโชว์ให้ภูมิดูว่าโปรแกรมนั้นเป็นยังไง และแถมด้วยการพูดคุยกับเพื่อนเป็นรหัสวิทยุสื่อสารให้ภูมิฟัง ทำเอาภูมิยิ้มกว้าง

และตลอดการเดินทางหลังจากนั้น เราก็คุยกันเรื่องวิทยุสื่อสารและรหัสพื้นๆ ต่างๆ ที่คุณน้าแท๊กซี่ใช้ประจำ เช่น 600 คือ ภรรยา, 00 คือ รอ, 39 คือ รถติด, 43 คือ ด่านตำรวจ ฯลฯ

รู้สึกขอบคุณความน่ารักของคุณคนขับแท๊กซี่จริงๆ กลับมาถึงบ้าน เราเลยมีอะไรสนุกๆ มาศึกษากันต่อ

10 มกราคม พ.ศ.2560

Advertisements

An Idiom A Day : Rain cats and dogs

ภูมิเริ่มสนใจสำนวนในภาษาอังกฤษ (idiom) จากการอ่านหนังสืออ่านเล่น เพราะลักษณะพิเศษของสำนวน คือความหมายไม่ตรงกับคำศัพท์ ซึ่งจะว่ายากก็ยาก จะคิดให้สนุกก็สนุก

เวลาอ่านเจอสำนวนประหลาดๆ ภูมิก็จะถาม และพอรู้ความหมาย ก็จะขำชอบใจ และเอาสำนวนที่เจอใหม่มาพูดเล่นแบบตลกๆ กัน

เมื่อ 2-3 เดือนก่อน ผมคิดว่าน่าจะชวนภูมิเอาความสนุกที่เขาเจอในสำนวนต่างๆ มาบันทึกเก็บไว้ และคุยกันเลยไปถึงไอเดียการทำรายการเสียงเกี่ยวกับสำนวนภาษาอังกฤษ ภูมิฟังแล้วชอบและอยากลองทำดู (เย้!)

เราตั้งใจทำโปรเจกต์การเรียนรู้นี้เป็นเหมือนรายการวิทยุ ส่วนหนึ่งเพราะความชอบส่วนตัวของภูมิ เพราะตั้งแต่เล็ก ภูมิเรียนรู้ภาษาอังกฤษจากการฟังค่อนข้างมากและจะมีสมาธิกับการฟังมากกว่าการดู และอีกส่วนหนึ่งคือความไม่ซับซ้อนของขั้นตอนการทำ เพื่อให้เขาสามารถทำเองได้ทุกอย่างในท้ายที่สุด

สำหรับตอนแรกของรายการ ‘An Idiom A Day by Bhoom (and papa)’ ภูมิเลือกสำนวน “Rain cats and dogs” มาทำครับ — พ่อต้องร่วมรายการด้วยเพราะภูมิอยากให้เป็นบรรยากาศแบบคุยกัน

ภูมิบอกว่าอยากให้ฟังสนุกและมีประโยชน์ ลองฟังกันดูนะครับ

(ลอง)ซ้อมเดาะปิงปอง เพื่อชนะตัวเอง

20160815-_mg_2392

เกือบ 5 เดือนที่น้องภูมิเรียนปิงปอง เขาอยากเก่งเหมือนพี่ๆ และเพื่อนๆ ที่เรียนก่อนหน้าเขา (ส่วนใหญ่เรียนมามากกว่า 1 ปี) สำหรับภูมิ การตีปิงปองเก่งขึ้นคือ การตีลูกได้แรง การตบ การตีท่ายากต่างๆ และการชนะในการเล่นแข่งกัน

น้องภูมิจะบอกผมด้วยความภูมิใจทุกครั้งที่เขาสามารถตีลูกแบบยากๆ (เท่ๆ) ได้

ที่ผ่านมา ภูมิยังคงรู้สึกแย่แทบทุกครั้งที่เขายังไม่สามารถชนะคนอื่นได้ สลับดีใจกับแต้มที่ได้เป็นครั้งคราว และถึงแม้ว่าจะตีได้ดีขึ้นมาก (ครูบอก) แต่ความมั่นใจในตัวเองของเขาจะขึ้นอยู่กับผลแพ้ชนะในการตีแข่งกับคนอื่น

ผมบอกภูมิอยู่เสมอๆ ว่า เขาน่าจะใช้เวลาฝึกซ้อมกับตัวเองในเรื่องพื้นฐานให้มากๆ เช่น เดาะปิงปอง เพราะจะช่วยให้เขาเล่นได้ดีขึ้น แต่ภูมิรู้สึกว่ามันน่าเบื่อ และไม่สนใจที่จะฝึกฝนเลย บางครั้ง หลังจากบอกไป กลับทำให้เขารู้สึกไม่ดี (ผมเข้าใจว่าเป็นเพราะเขารู้ว่าตัวเองทำไม่ได้ และไม่อยากยอมรับมัน)

ผมรู้สึกอยากเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องนี้กับเขา เพราะเชื่อลึกๆ ว่าเขาเองก็อยากทำให้ได้ แต่ยังยอมรับไม่ได้ว่ามันต้องใช้เวลา และต้องค่อยๆ ฝึกไป สำหรับผม การเป็นส่วนหนึ่งของเดินทางของลูก คือการเดินไปกับเขา ไม่ใช่ยืนรอเอาใจช่วยระหว่างทาง หรือคอยลุ้นอยู่ที่ปลายทาง

เมื่อสองสัปดาห์ก่อน ผมชวนน้องภูมิเดาะปิงปองแบบมีเป้าหมายกัน แต่เป็นเป้าหมายที่จำนวนครั้งไม่สำคัญเท่าคุณภาพของการเดาะ เกณฑ์ในการเดาะเล่นของเราคือ ให้เดาะตามจังหวะเครื่องเคาะจังหวะ (metronome) เพราะสิ่งสำคัญคือการควบคุมลูกปิงปองให้ได้ดั่งใจ

ครั้งนี้ผมชวนภูมิด้วยท่าทีที่ไม่คาดหวังเรื่องผลลัพธ์ เน้นที่ความตั้งใจและความสุขในการทำ ให้เขาโฟกัสที่การเดาะแต่ละครั้งมากว่าจำนวนครั้ง ที่เหลือค่อยว่ากันตามจังหวะของตัวเขาเอง น้องภูมิตอบรับแผนการฝึกเดาะปิงปอง 1 เดือนของเราด้วยความยิ้มแย้ม

วันแรกที่เราเริ่มทำ การเดาะตามจังหวะเพียง 10 ครั้งก็เป็นเรื่องยากสำหรับภูมิแล้ว

เราจึงตั้งเป้าหมายสัปดาห์แรกไว้เพียง เดาะ 20 ครั้ง 3 ชุดทุกวัน
และเพิ่มเป็น 30 ครั้ง 3 ชุดในสัปดาห์ที่สอง
จนสัปดาห์ที่ 4 จะเป็นการเดาะ 50 ครั้ง 3 ชุด

แต่ละวัน ผมจะจดจำนวนครั้งที่ภูมิเดาะได้สูงสุดไว้ในปฏิทินให้เขาได้เห็น บางวันต้องขีดจำนวนที่จดว่าเดาะได้สูงสุดทิ้งไป เพราะเขาเดาะได้มากกว่าที่คิดว่าได้มากที่สุดแล้ว

ผมพบว่าการมีเป้าหมายที่คุณภาพของการเดาะ และเสียงหัวเราะระหว่างเรามีผลต่อพัฒนาการของภูมิมาก ผมจะเดาะเล่นไปกับเขาด้วย ทำตัวเหมือนเพื่อนร่วมซ้อม และในครั้งที่เขาทำไม่ค่อยได้ เราแซวเล่นกันเพื่อให้ความยากเย็นเป็นเรื่องขบขัน

หลังจากผ่านสัปดาห์แรก ภูมิบอกเองว่าต้องปรับเป้าหมายของสัปดาห์ที่สอง และสัปดาห์ต่อๆ ไปใหม่ เพราะเขาทำได้ดีกว่าที่คิดไว้ครั้งแรกมาก ผมถามความคิดเห็นจากเขาว่าควรเป็นเท่าไหร่ดีแทนที่จะกำหนดให้เขาใหม่ ภูมิตัดสินปรับเพิ่มจำนวนครั้งและจำนวนชุดไปอีกเท่าตัว

เราขีดฆ่าเป้าหมายเดิมทิ้ง และเขียนเป้าหมายใหม่ไว้ข้างๆ กันเพื่อให้ตัวเขาเองเห็นว่าเขาพร้อมที่จะเพิ่มระดับความท้าทายให้ตัวเองแล้ว

ตอนนี้เราเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 และวันนี้ภูมิสามารถเดาะได้สูงสุด 750 ครั้ง แถมบอกเองว่าอยากทำให้ได้ 1,000 ครั้ง

เวลาที่เขาฝึกกับตัวเอง สิ่งสำคัญไม่ใช่ชัยชนะเหนือคนอื่น แต่เป็นความสุขที่ได้ชนะตัวเอง

— ภูมิในวัย 8 ขวบ, สิงหาคม พ.ศ.2559

Cast member …ผู้อยู่เบื้องหลังความสุขในดิสนีย์แลนด์

เมื่อภูมิรู้ว่าจะได้ไปเที่ยวฮ่องกงดิสนีย์แลนด์อีกครั้ง ความตื่นเต้นดีใจที่จะได้สนุกกับเครื่องเล่นต่างๆ ก็ทำให้เขาอยากเร่งวันเร่งคืนให้ถึงวันเดินทางเร็วๆ ภูมิเริ่มวางแผนว่าจะเล่นเครื่องเล่นอะไรบ้าง จะทำอะไรบ้าง และยังชวนน้องภูริคุยถึงดิสนีย์แลนด์แทบทุกวัน (น้องภูริไม่ได้รู้เรื่องอะไรสักเท่าไหร่ครับ คราวที่แล้วที่ไปก็เพิ่งจะได้ขวบนิดๆ จำอะไรไม่ได้เลย ^^’) 

แม่เล็กกับผมฟังมากๆ ก็อดขำไม่ได้ แต่ก็ทำให้รู้ว่าเด็กๆ จะสนุกและมีความสุขกับทริปนี้แน่นอน

ปีนี้น้องภูมิอายุ 8 ขวบ เขาเริ่มมีความสนใจสิ่งต่างๆ รอบตัวแบบที่เป็นความสนใจจริงๆ ทำให้ผมคิดว่าถ้าเขาได้รู้จักดิสนีย์แลนด์ในมุมอื่นๆ บ้างก็น่าจะทำให้เขามองเห็นอะไรๆ มากขึ้น และเก็บเกี่ยวอะไรๆ ไปได้มากกว่าความสนุกสนานเพียงอย่างเดียว

ผมนึกถึงหนังสือที่เคยอ่านเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ชื่อว่า ‘สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน’ ที่เขียนเป็นเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงของพนักงานทำความสะอาดรอบดึกคนแรกของโตเกียวดิสนีย์แลนด์ จนกระทั่งเป็นผู้จัดการฝ่ายการศึกษา อบรมพนักงานทั้งหมดดิสนีย์ ยูนิเวอร์ซิตี้

คุณฮิโรชิ คามาตะ (ผู้เขียน) เล่าเรื่องราวการเรียนรู้ของแคสท์*เกี่ยวกับการรับรองที่เกินคาดเพื่อให้เกสท์*ได้รับประสบการณ์ที่ดี และมีความสุขทุกครั้งที่ได้มาเยือนดิสนีย์แลนด์ ผมจำได้ว่าเรื่องเล่าทุกเรื่องในหนังสือทำให้ผมรู้สึกทึ่งในความใส่ใจของแคสท์ที่ดิสนีย์แลนด์จริงๆ จนอยากไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง

*ดิสนีย์แลนด์เรียกพนักงานทุกคน รวมถึงพนักงานพาร์ตไทม์ว่า ‘แคสท์ (Cast)’ และเรียกลูกค้าว่าเกสท์ (Guest)

เราใช้เวลาตามหาหนังสือเล่มนี้นานสักหน่อย เพราะพิมพ์มาหลายปีแล้ว แต่สุดท้ายก็ได้มา :)

ภูมิกับแม่เล็กใช้เวลาอ่านหนังสือ ‘สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน’ ด้วยกันประมาณสัปดาห์กว่าๆ ภูมิกับแม่สลับกันอ่านให้อีกคนฟัง เพราะบางเรื่องมีความซับซ้อนเกี่ยวกับความคิดและความรู้สึกของตัวละครที่แม่ต้องอธิบายให้ภูมิเข้าใจ

“ภูมิอยากเป็นแคสท์ที่ดิสนีย์แลนด์จังเลยแม่” คือสิ่งที่ภูมิบอกแม่ทันทีหลังจากที่อ่านบทแรกจบ

20160917-_mg_0122

เราไปดิสนีย์แลนด์ภูมิก็จะได้เจอพี่ๆ ที่เป็นแคสท์ตัวจริงนี่นา ทำไมลูกไม่ลองคุยกับพวกเขาดูล่ะ ภูมิมีอะไรที่อยากรู้เกี่ยวกับการเป็นแคสท์ก็ลองเขียนคำถามไว้ก่อน ถ้าไปถึงแล้วมีโอกาสได้คุยกับแคสท์ซักคนเราอาจจะขอสัมภาษณ์เขาสั้นๆ ดีไม๊” แม่เล็กลองเสนอ

ภูมิพยักหน้าเห็นด้วยและดูจะตื่นเต้นที่ได้ยินว่าจะได้คุยกับแคสท์จริงๆ 

ภูมิจดคำถามที่อยากจะถามแคสท์เอาไว้ในสมุดบันทึกของตัวเอง 7 ข้อ และตั้งใจว่าจะหยิบหนังสือ‘สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน’ ไปให้แคสท์ที่ดิสนีย์แลนด์ดูด้วย แต่ผมรู้ว่าเราต้องเดินกันเยอะจึงอยากให้เขามีสัมภาระเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ก็เลยบอกภูมิว่าไม่ต้องเอาไปดีกว่า

ในวันแรกที่ฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ เราได้พบกับคุณวิง (Ms. Wing) เจ้าหน้าที่ที่จะดูแลเราในทริปนี้ และผมบอกน้องภูมิว่า ถ้ายังอยากสัมภาษณ์แคสท์ก็ลองบอกคุณวิงดูนะ เผื่อเธอจะแนะนำอะไรได้บ้าง หลังจากภูมิเข้าไปบอก คุณวิงทำหน้าสงสัยว่าทำไมภูมิถึงอยากสัมภาษณ์แคสท์ ภูมิเลยต้องเล่าเรื่องหนังสือที่อ่านมาให้ฟังและหยิบสมุดบันทึกให้คุณวิงดู

คุณวิงยิ้มกว้างและขอถ่ายรูปสมุดบันทึกของภูมิไว้ แต่ก็บอกเพียงว่าจะลองถามให้

เมื่อไปถึงสวนสนุกในช่วงบ่ายคล้อยเย็นวันเดียวกัน เราได้พบกับคุณโจอี้ (Mrs. Joey) ผู้ดูแลงานด้านการตลาดของฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ เธอขอคุยกับภูมิและขอดูสมุดบันทึก เราได้คุยกันถึงเรื่องหนังสือที่ภูมิอ่านซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ภูมิอยากเป็นแคสท์บ้าง คุณโจอี้ก็ยิ้มให้ภูมิด้วยความเอ็นดู แล้วบอกว่า เธอนึกถึงคนพิเศษคนหนึ่งที่น่าจะตอบคำถามภูมิได้ดีที่สุดเลย ซึ่งเป็นเพื่อนของเธอเอง เธอจะลองติดต่อให้และจะบอกอีกทีว่าสามารถนัดให้ได้มั๊ย …ภูมิดูไม่ตื่นเต้นอะไร เพราะตอนนี้ใจไปอยู่ที่เครื่องเล่นแล้ว :)

20160920-_mg_0473

ก่อนนอนคืนนั้นเราได้รับข้อความจากลุงเด้งว่า คุณโจอี้นัดคุณอาเธอร์ เลา (Mr.Arthu Lau) อดีต Hong Kong Disneyland Ambassador เมื่อปี 2013-2014 ไว้ให้แล้ว แถมแนบลิงก์ประวัติของคุณอาเธอร์มาให้ได้ชื่นชมล่วงหน้า พร้อมกับข้อความจากคุณโจอี้ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า “คุณอาเธอร์มีเรื่องน่าสนใจหลายเรื่องอยากจะเล่าภูมิให้ฟัง”

เวลานั้นน้องภูมิหลับปุ๋ยไปแล้ว ปล่อยให้แม่กับพ่อตื่นเต้นกันอยู่สองคน :)

เราบอกน้องภูมิเกี่ยวกับคุณอาเธอร์ในตอนเช้า และเปิดประวัติการทำงานของคุณอาเธอร์ให้ภูมิอ่านแบบออกเสียงเพื่อแม่กับพ่อจะได้ฟังด้วย :D มีหลายตอนในบทความที่ทำให้พวกเราตื่นเต้นและเห็นด้วยกับคุณโจอี้ที่ว่า เขาเป็นคนที่น่าจะตอบคำถามของภูมิได้ดีที่สุด และบ่ายวันนี้ เราจะได้พบกับคุณอาเธอร์ตัวจริง

20160921-_mg_0668

เมื่อถึงเวลานัดหมาย คุณอาเธอร์ยืนรอน้องภูมิด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแม้ว่าอากาศวันนั้นจะค่อนข้างร้อนมาก และก้มตัวทักทายน้องภูมิด้วยการจับมือและแปะมือ high five อย่างเป็นกันเอง

20160921-_mg_1066

หลังจากทักทายทำความรู้จักกัน เราก็เดินไปหาที่นั่งบริเวณนั้นเพื่อให้ภูมิได้พูดคุยกับคุณอาเธอร์อย่างที่ตั้งใจ

คุณอาเธอร์เป็นผู้ชายที่มีรอยยิ้มที่จริงใจ แววตาสดใส สุภาพ และดูมีความสุข ท่าทางการพูดคุยอย่างให้เกียรติของคุณอาเธอร์ทำให้เรารู้สึกเป็นคนพิเศษ และน้องภูมิก็คงรู้สึกเหมือนกัน เพราะเห็นภูมิตั้งใจฟังคุณอาเธอร์ตลอดเวลาเกือบครึ่งชั่วโมงที่คุยกัน

20160921-_mg_1157

สิ่งที่คุณอาเธอร์บอกและเล่าให้ภูมิฟังทำให้เราสัมผัสได้ถึงทัศนคติที่ดีในการทำงาน ความสุขจากการให้ ความเอาใจใส่ในรายละเอียด และการเป็นส่วนหนึ่งของความสุขของผู้อื่นในทุกๆ วัน — รวมๆ แล้วคงจะเรียกได้ว่าเราได้สัมผัสหัวใจของการบริการที่ดิสนีย์แลนด์ผ่านคุณอาเธอร์ก็ว่าได้

หลายอย่างที่คุณอาเธอร์บอกกับภูมิก็สัมผัสหัวใจผู้ใหญ่อย่างเราเหมือนกัน ถ้าฟังเผินๆ เหมือนจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่เมื่อนึกถึงประสบการณ์ที่เราได้รับจากการมาดิสนีย์แลนด์แล้ว รู้สึกได้ว่าคำพูดง่ายๆ แบบนี้นี่แหละ ที่เป็นเบื้องหลังความสุขของทุกคนที่ก้าวเข้ามาที่ดิสนีย์แลนด์

อย่างเช่นคำตอบที่ได้รับจากคำถามนี้ “รู้สึกอย่างไรที่ได้ทำงานเป็นแคสท์ของที่นี่”

คุณอาเธอร์ตอบไว้(ประมาณ)ว่า “รู้สึกตื่นเต้น เพราะงานที่ดิสนีย์แลนด์คืองานในฝันสำหรับทุกคน เราได้ทำงานในบริษัทที่สร้างความสุขทุกวัน ที่ไม่ใช่เพียงแค่สำหรับลูกค้าเท่านั้น แต่เราสร้างความสุขให้กับเพื่อนร่วมงานด้วย มันเป็นความสนุกของผมที่ได้ทำอย่างนี้

…การทำงานที่นี่ คือการทำให้คนอื่นมีความสุข สร้างรอยยิ้ม และนั่นทำให้ผมมีความสุขไปด้วย”

และอีกหลายประโยคที่ได้ฟังแล้วอยากเขียนแบ่งปัน :)

“จริงๆ การทำงานที่ดิสนีย์แลนด์นั้นไม่ใช่งานโดยตรง แต่เป็นบทบาท เป็นภารกิจ ที่ช่วยให้คนอื่นมีความสุข ช่วยให้ฝันของคนอื่นเป็นจริง และเราก็จะมีความสุข”

“เมื่อเราทำให้ใครสักคนมีความสุข เขาก็จะมีแรงบันดาลใจที่จะทำให้คนอื่นมีความสุขไปด้วย”

20160921-_mg_1074

ในวัย 8 ขวบของภูมิ เขาอาจจะเข้าใจเรื่องราวที่ได้ฟังจากคุณอาเธอร์ไม่เหมือนกับที่ผู้ใหญ่อย่างเราเข้าใจ แต่เชื่อแน่ว่า ภูมิมีความสุขที่ได้พูดคุยและได้ฟังเรื่องราวเหล่านั้น …เป็นความสุขที่ได้สัมผัสถึงความสุขของคนที่ให้ความสุขกับคนรอบตัว

หลังสัมภาษณ์เสร็จ เราถามภูมิว่ารู้สึกยังไงบ้าง

“มีความสุขครับ”

20161004-_mg_2926

*** อ่านบล๊อกแล้วตามไปเจอกันได้บ่อยๆ ได้ที่ Facebook.com/bhoomplay นะครับ ***

‘สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน’กำลังสอนภูมิด้วย

20160917-_mg_0122

* For English, please scroll down.

น้องภูมิเมื่อวัย 6 ขวบ ดิสนีย์แลนด์ คือโลกในฝันที่เต็มไปด้วยความสุขและความสนุก จำได้ว่าขณะที่เรากำลังเดินออกจากดิสนีย์แลนด์ครั้งที่แล้ว ภูมิหันมาบอกแม่ว่า “วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ไม่อยากกลับเลย” ยังจำได้ดีว่าภูมิขอหยุดหันไปดู โบกมือบ๊าย บาย ให้ดิสนีย์แลนด์ และพูดกับสถานที่ให้ฝันแห่งนี้ว่า เราจะได้เจอกันใหม่

สัปดาห์หน้า เด็กชายภูมิในวัย 8 ขวบจะมีโอกาสกลับไปหาดิสนีย์แลนด์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เขาได้รู้จักอีกด้านหนึ่งของดิสนีย์แลนด์ ที่เป็นมากกว่าเครื่องเล่น หรือสถานที่ที่สวยงาม

“สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน” คือหนังสือที่เราตั้งใจให้ภูมิได้อ่านก่อนการเดินทางครั้งใหม่จะเริ่มขึ้น เพื่อให้เป็นเหมือนหนังสือนำเที่ยวเบื้องหลังรอยยิ้มและความสุขของทุกคนที่มาที่ดิสนีย์แลนด์ โลกของคนสร้างฝันให้เป็นจริงในใจของใครหลายคน

ตั้งแต่อ่านจบเรื่องแรก ภูมิก็บอกกับแม่เล็กว่า “ภูมิอยากเป็นแคสท์* ที่ดิสนีย์แลนด์ครับแม่”

* ดิสนีย์แลนด์เรียกพนักงานทุกคน รวมถึงพนักงานพาร์ตไทม์ว่า ‘แคสท์ (Cast)’

ข้อมูลหนังสือ:
‘สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน’
หนังสือเล่มนี้จะทำให้เราทุกคนอยากมอบความสุขให้แก่คนอื่นบ้าง

เขียนโดย Hiroshi Kamata
แปลโดย ดร.จารุนันท์ ธนสารสมบัติ
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ส.ส.ท. สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)

– – –

Two years ago, Bhoom at the age of 6, Disneyland is the magical land full of happiness and fun.

I remember the night so well.

On our last visit, while we were walking out of Disneyland, Bhoom was quiet and looked sad as he didn’t want to leave. He said to his mom “Today is the last day here. I really don’t want to leave.” At the gate, he stopped and turned back, waved good-bye to Disneyland and softly said “I’ll see you again.”

Next week, what he told Disneyland that night is coming true. He’ll be going back to enjoy himself but with a broader view of this magical kingdom — because of one book we asked him to finish before this journey begins.

“Disney Service No Kamisama Ga Oshiete Kureta Koto” has given him a whole new perspective about happiness in Disneyland. It serves as a guide book to the spirits of people behind millions of smiles and happiness at Disneyland — not to the place.

After he finished the first chapter, he instantly told his mom “Mommy, I want to be a cast member* at Disneyland.”

* ‘Cast member’ is the word Disneyland calls every full-time and part-time employees.

ชวนดูชวนดูละคร “ชีวิตรุ่งเรืองด้วยปัญญา” ที่โรงละครมายาฤทธิ์

มาชวนไปดูการแสดงชุดใหม่ของมายาฤทธิ์กันค่ะ :D

ตั้งแต่ครอบครัวเราได้ชมการแสดงชุด “บา-รอน-มึน ผจญภัย” ของโรงละครมายาฤทธิ์ พวกเราก็กลายเป็นแฟนประจำที่เฝ้ารอติดตามการแสดงชุดต่อๆ มา อย่างใจจดใจจ่อและไม่เคยพลาดเลย นอกจากจะประทับใจในเนื้อหาและความสามารถของนักแสดงแล้ว เรายังรู้สึกขอบคุณทุกครั้งที่ได้ชม ขอบคุณทีมงานทุกคน (ซึ่งเป็นอาสาสมัครทั้งหมด) ที่ทุ่มเทฝึกซ้อมและสร้างสรรค์งานดีๆ อย่างนี้ให้เราได้ชม

การแสดงชุดล่าสุดที่กำลังเปิดการแสดงอยู่นี้คือ “ชีวิตรุ่งเรืองด้วยปัญญา” (Aesop’s Timeless Wisdom Cabaret) เป็นการแสดงในรูปแบบคาบาเร่ต์สำหรับเด็กที่นำนิทานอีสป 9 เรื่อง มาเล่าใหม่ในแบบของมายาฤทธิ์ ซึ่งนอกจากจะสอดแทรกแง่คิดดีๆ ให้กับเด็กๆ แล้ว ผู้ใหญ่อย่างเราได้ชมได้ฟังก็ถูกสะกิดความคิดไม่น้อยเลยค่ะ เพลงประกอบก็ไพเราะ หลากหลาย ทั้งเพลงเห่แบบโบราณไปจนถึงเพลงแร๊ป ฟังสนุกทุกเพลง ภูมิกับภูริชอบมากค่ะ (คลิปนี้เอาเพลงธีมมาให้ฟังกันบางส่วนด้วยค่ะ ^^)

การแสดงชุดนี้จะเปิดการแสดงทุกเสาร์-อาทิตย์ วันละสองรอบ 13.00 และ 16.30 น. ตลอดเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมนี้นะคะ บัตรราคา 350 บาท สำรองที่นั่งได้ที่ 094-415-0005

Mayarith Theatre โรงละคร มายาฤทธิ์ เป็นโรงละครขนาดเล็กที่จัดการแสดงอย่างสร้างสรรค์เพื่อเด็กๆ และครอบครัว โดยมีความตั้งใจที่จะเป็นโรงละครที่ไม่พึ่งพาสปอนเซอร์ แต่เปิดการแสดงดีๆ ได้ด้วยการสนับสนุนจากผู้ชมเท่านั้น

อยากชวนครอบครัวแฟนเพจ BhoomPlay มาช่วยกันสนับสนุนโรงละครเล็กๆ สำหรับครอบครัวให้อยู่ได้และมีกำลังใจสร้างสรรค์ผลงานต่อไป เพื่อเด็กๆ ของเราจะได้มีโอกาสได้ดูการแสดงดีๆ อย่างนี้ไปอีกนานๆ นะคะ

ร่วมสนับสนุนด้วยการไปชมการแสดงของพวกเขา หรือช่วยกันแชร์คลิปนี้เพื่อส่งข่าวการแสดงชุดใหม่นี้ไปยังครอบครัวที่มีเด็กๆ นะคะ ขอบคุณค่ะ

Olivia and the Missing Toy (story reading)

คลิปน้องภูมิอ่านนิทาน 2 ภาษาเรื่องที่ 6 ค่ะ

‘Olivia and the Missing Toy’
พิมพ์ครั้งแรก 2003 โดย Atheneum Books for Young Readers

ใครที่เคยได้อ่านหนังสือชุด Olivia มาบ้างก็คงจะรู้จักหมูน้อยโอลิเวียใช่ไม๊คะ (เธอดังไม่ใช่เล่น ^^) ส่วนใครที่ยังไม่รู้จักเล็กขอแนะนำให้รู้จักเธอแบบคร่าวๆ นะคะ

Ian Falconer (ผู้แต่งและผู้วาด) สร้างหมูน้อยโอลิเวียขึ้นโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากหลานสาวของเขาเอง โอลิเวียเป็นหมูน้อยที่มีความมั่นอกมั่นใจ เธอเชื่อว่าเธอสามารถทำได้ทุกสิ่งทุกอย่าง และเห็นว่าวันแต่ละวันก็คือโอกาสที่จะได้ลองในสิ่งใหม่ๆ

Olivia and the Missing Toy เป็นตอนที่โอลิเวียตามหาของเล่นแสนรักของเธอที่หายไป เธอรู้สึกหงุดหงิด เธอรู้สึกเสียใจและเธอรู้สึกโกรธ (ซึ่งก็คงจะเหมือนกับที่เด็กๆ ของเราเป็น) แต่ Ian Falconer ขมวดเรื่องนี้ให้จบลงอย่างน่ารักๆ ชวนให้อมยิ้ม และให้เด็กๆ เรียนรู้ไปด้วยกันว่า แม้แต่โอลิเวียก็ยังไม่สามารถโกรธตลอดไปได้ :D