เกริ่นเรื่องเล่าจากทริป ฮ่องกง ดิสนีย์แลนด์ กับภูมิและภูริ

Hong Kong Disneyland with Bhoom and Bhuri

ทริปฮ่องกงดิสนีย์แลนด์ครั้งนี้ มีความสุขและความสนุกต่างวัยของหนุ่มน้อย 2 คนเป็นตัวตั้ง บวกกับการมองหาประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับน้องภูมิในวัย 8 ขวบที่เราอยากให้เขาได้เห็นดิสนีย์แลนด์ในมุมใหม่ที่มากกว่าเครื่องเล่นแสนสนุกและสถานที่ที่สวยงาม

ประสบการณ์ใหม่ในทริปนี้ของเราเริ่มตั้งแต่การเดินทางชั้น Business Class ครั้งแรกของครอบครัว (ลองแล้วแอบติดใจ ^^) และต่อด้วยบริการน่ารักๆ ในดิสนีย์แลนด์ที่เราไม่เคยรู้มาก่อน

ครั้งนี้น้องภูมิกับแม่เล็กจะเขียนเล่าให้ฟังเกี่ยวกับเครื่องเล่นและการแสดงในดิสนีย์แลนด์ว่าอันไหนใครชอบ ใครสนุก และน่าจะเหมาะกับเด็กวัยไหน เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนเที่ยวดิสนีย์แลนด์กัน

และยังมีเรื่องที่เราประทับใจเป็นพิเศษจากทริปนี้อีกหลายเรื่อง เช่น ภูมิได้สัมภาษณ์เป็นส่วนตัวกับอดีต Hong Kong Disneyland Ambassador, ได้เข้าไปในห้องนักบินและคุยกับกัปตัน และ ‘ก๊ะ’ ตุ๊กตากระต่ายตัวโปรดของภูริหายไปจากห้องพัก! ^^

ใครที่กำลังคิดว่าอยากจะพาเด็กๆ ไปดิสนีย์แลนด์ รออ่านกันนะครับ

#HongKongDisneyland #HongKongFanClub #HongKongAirlines

‘สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน’กำลังสอนภูมิด้วย

20160917-_mg_0122

* For English, please scroll down.

น้องภูมิเมื่อวัย 6 ขวบ ดิสนีย์แลนด์ คือโลกในฝันที่เต็มไปด้วยความสุขและความสนุก จำได้ว่าขณะที่เรากำลังเดินออกจากดิสนีย์แลนด์ครั้งที่แล้ว ภูมิหันมาบอกแม่ว่า “วันนี้เป็นวันสุดท้ายแล้ว ไม่อยากกลับเลย” ยังจำได้ดีว่าภูมิขอหยุดหันไปดู โบกมือบ๊าย บาย ให้ดิสนีย์แลนด์ และพูดกับสถานที่ให้ฝันแห่งนี้ว่า เราจะได้เจอกันใหม่

สัปดาห์หน้า เด็กชายภูมิในวัย 8 ขวบจะมีโอกาสกลับไปหาดิสนีย์แลนด์อีกครั้ง แต่ครั้งนี้ เขาได้รู้จักอีกด้านหนึ่งของดิสนีย์แลนด์ ที่เป็นมากกว่าเครื่องเล่น หรือสถานที่ที่สวยงาม

“สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน” คือหนังสือที่เราตั้งใจให้ภูมิได้อ่านก่อนการเดินทางครั้งใหม่จะเริ่มขึ้น เพื่อให้เป็นเหมือนหนังสือนำเที่ยวเบื้องหลังรอยยิ้มและความสุขของทุกคนที่มาที่ดิสนีย์แลนด์ โลกของคนสร้างฝันให้เป็นจริงในใจของใครหลายคน

ตั้งแต่อ่านจบเรื่องแรก ภูมิก็บอกกับแม่เล็กว่า “ภูมิอยากเป็นแคสท์* ที่ดิสนีย์แลนด์ครับแม่”

* ดิสนีย์แลนด์เรียกพนักงานทุกคน รวมถึงพนักงานพาร์ตไทม์ว่า ‘แคสท์ (Cast)’

ข้อมูลหนังสือ:
‘สิ่งที่ดิสนีย์แลนด์สอนฉัน’
หนังสือเล่มนี้จะทำให้เราทุกคนอยากมอบความสุขให้แก่คนอื่นบ้าง

เขียนโดย Hiroshi Kamata
แปลโดย ดร.จารุนันท์ ธนสารสมบัติ
จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ ส.ส.ท. สมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)

– – –

Two years ago, Bhoom at the age of 6, Disneyland is the magical land full of happiness and fun.

I remember the night so well.

On our last visit, while we were walking out of Disneyland, Bhoom was quiet and looked sad as he didn’t want to leave. He said to his mom “Today is the last day here. I really don’t want to leave.” At the gate, he stopped and turned back, waved good-bye to Disneyland and softly said “I’ll see you again.”

Next week, what he told Disneyland that night is coming true. He’ll be going back to enjoy himself but with a broader view of this magical kingdom — because of one book we asked him to finish before this journey begins.

“Disney Service No Kamisama Ga Oshiete Kureta Koto” has given him a whole new perspective about happiness in Disneyland. It serves as a guide book to the spirits of people behind millions of smiles and happiness at Disneyland — not to the place.

After he finished the first chapter, he instantly told his mom “Mommy, I want to be a cast member* at Disneyland.”

* ‘Cast member’ is the word Disneyland calls every full-time and part-time employees.

ชวนดูชวนดูละคร “ชีวิตรุ่งเรืองด้วยปัญญา” ที่โรงละครมายาฤทธิ์

มาชวนไปดูการแสดงชุดใหม่ของมายาฤทธิ์กันค่ะ :D

ตั้งแต่ครอบครัวเราได้ชมการแสดงชุด “บา-รอน-มึน ผจญภัย” ของโรงละครมายาฤทธิ์ พวกเราก็กลายเป็นแฟนประจำที่เฝ้ารอติดตามการแสดงชุดต่อๆ มา อย่างใจจดใจจ่อและไม่เคยพลาดเลย นอกจากจะประทับใจในเนื้อหาและความสามารถของนักแสดงแล้ว เรายังรู้สึกขอบคุณทุกครั้งที่ได้ชม ขอบคุณทีมงานทุกคน (ซึ่งเป็นอาสาสมัครทั้งหมด) ที่ทุ่มเทฝึกซ้อมและสร้างสรรค์งานดีๆ อย่างนี้ให้เราได้ชม

การแสดงชุดล่าสุดที่กำลังเปิดการแสดงอยู่นี้คือ “ชีวิตรุ่งเรืองด้วยปัญญา” (Aesop’s Timeless Wisdom Cabaret) เป็นการแสดงในรูปแบบคาบาเร่ต์สำหรับเด็กที่นำนิทานอีสป 9 เรื่อง มาเล่าใหม่ในแบบของมายาฤทธิ์ ซึ่งนอกจากจะสอดแทรกแง่คิดดีๆ ให้กับเด็กๆ แล้ว ผู้ใหญ่อย่างเราได้ชมได้ฟังก็ถูกสะกิดความคิดไม่น้อยเลยค่ะ เพลงประกอบก็ไพเราะ หลากหลาย ทั้งเพลงเห่แบบโบราณไปจนถึงเพลงแร๊ป ฟังสนุกทุกเพลง ภูมิกับภูริชอบมากค่ะ (คลิปนี้เอาเพลงธีมมาให้ฟังกันบางส่วนด้วยค่ะ ^^)

การแสดงชุดนี้จะเปิดการแสดงทุกเสาร์-อาทิตย์ วันละสองรอบ 13.00 และ 16.30 น. ตลอดเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมนี้นะคะ บัตรราคา 350 บาท สำรองที่นั่งได้ที่ 094-415-0005

Mayarith Theatre โรงละคร มายาฤทธิ์ เป็นโรงละครขนาดเล็กที่จัดการแสดงอย่างสร้างสรรค์เพื่อเด็กๆ และครอบครัว โดยมีความตั้งใจที่จะเป็นโรงละครที่ไม่พึ่งพาสปอนเซอร์ แต่เปิดการแสดงดีๆ ได้ด้วยการสนับสนุนจากผู้ชมเท่านั้น

อยากชวนครอบครัวแฟนเพจ BhoomPlay มาช่วยกันสนับสนุนโรงละครเล็กๆ สำหรับครอบครัวให้อยู่ได้และมีกำลังใจสร้างสรรค์ผลงานต่อไป เพื่อเด็กๆ ของเราจะได้มีโอกาสได้ดูการแสดงดีๆ อย่างนี้ไปอีกนานๆ นะคะ

ร่วมสนับสนุนด้วยการไปชมการแสดงของพวกเขา หรือช่วยกันแชร์คลิปนี้เพื่อส่งข่าวการแสดงชุดใหม่นี้ไปยังครอบครัวที่มีเด็กๆ นะคะ ขอบคุณค่ะ

Don’t let the pigeon drive the bus! (story reading)

คลิปน้องภูมิอ่านนิทาน 2 ภาษาเรื่องที่ 5 ค่ะ

‘Don’t let the pigeon drive the bus!’
พิมพ์ครั้งแรก 2003 สำนักพิมพ์ Hyperion Books for Children

Don’t let the pigeon drive the bus! เป็นหนังสือเด็กเล่มแรกของ Mo Willems และนับเป็นผลงานแจ้งเกิดในวงการหนังสือเด็กของเขาทีเดียว หนังสือเล่มนี้นอกจากจะอ่านสนุกแล้ว เนื้อหาของเรื่องก็ยังช่วยสอนให้เด็กๆ เรียนรู้จักการปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร และไม่หลงกลไปกับอุบายต่างๆ ที่อาจจะมีคนเข้ามาหลอกล่อ

เนื้อหาของหนังสือนั้นพูดคุยสื่อสารกับผู้อ่านที่เป็นเด็กโดยตรง ซึ่งดูจะเป็นแนวที่ Mo Willems ถนัดและเขาก็มีพรสวรรค์มากๆ หนังสือของ Mo Willems เกือบทุกเล่มที่น้องภูมิได้อ่านทำเอาน้องภูมิติดหนึบ อ่านได้หลายๆ รอบ แถมอ่านไปหัวเราะไปทุกรอบซะด้วยสิ ^^

Lost and Found (story reading)


คลิปน้องภูมิอ่านนิทาน 2 ภาษาเรื่องที่ 3 ค่ะ

Lost and Found เรื่องราวของมิตรภาพและการผจญภัยของเด็กชายคนหนึ่งกับเจ้าเพนกวิน นิทานเล่มนี้เป็นหนังสือภาพที่ได้รับความนิยมอย่างมากอีกเรื่องหนึ่งของนักวาดภาพประกอบคนดัง Oliver Jeffers พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 2005 โดยสำนักพิมพ์ฮาร์เปอร์คอลลินส์ Lost and Found ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์แอนนิเมชั่นในปี 2008 และได้รับรางวัลในระดับนานาชาติมากมาย

Harold and the Purple Crayon (story reading)


เรื่องที่ 2 มาแล้วนะคะ คราวนี้บอกน้องภูมิให้อ่านช้าลงแล้ว ตามคำแนะนำจากผู้ฟังในเรื่องแรกค่ะ ^^

“Harold and the Purple Crayon” เป็นเรื่องการผจญภัยของเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ ที่ใช้สีเทียนสีม่วงแท่งโตของเขาสร้างสรรค์ทุกสิ่งทุกอย่างไปตามจินตนาการ เนื้อเรื่องสนุกๆ ประกอบกับลายเส้นที่วาดอย่างง่ายๆ ก็เลยทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือที่ได้รับความนิยมมากว่า 50 ปีแล้วค่ะ

พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1955 และเป็นหนังสือเล่มที่มีชื่อเสียงที่สุดของ Crockett Johnson

The Far Field (story reading)


สัปดาห์ก่อนครอบครัวเราได้พูดคุยกันเกี่ยวกับงานบ้านเรียนของน้องภูมิที่เราจะทำกันในปีนี้ว่าน้องภูมิอยากจะเรียนรู้เรื่องอะไร อยากทำอะไรบ้าง ได้ออกมาหลายเรื่องเลยค่ะ หนึ่งในนั้นคือโครงการอ่านหนังสือเด็กที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนังสือดี มีคุณค่า ควรอ่าน

ซึ่งถ้าจะอ่านอยู่คนเดียวก็จะได้ประโยชน์อยู่คนเดียว เราก็เลยคุยๆ กันว่าเราจะสามารถแบ่งปันเด็กคนอื่นๆ ด้วยได้หรือไม่ อย่างไรดี

หลังจากคุยกันไปคุยกันมา เราเลยทดลองทำวีดีโอนี้ขึ้นมาเผื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับเด็กๆ คนอื่นด้วย คุณพ่อคุณแม่ลองดูนะคะ ถ้าชอบก็ยกนิ้วโป้งบอกด้วยนะคะ ^^ หรือจะเขียนข้อความถึงเจ้าของเสียงก็ได้นะคะ เดี๋ยวให้เจ้าตัวเขามาอ่านเอง

เรื่องแรกนี้ชื่อว่า ‘The Far Field’ 1 ใน 4 เรื่องน่ารักจากหนังสือที่ชื่อว่า ‘Guess How Much I Love You Here, There and Everywhere’ เขียนโดย Sam McBratney พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.2012 ค่ะ

‘The Far Field’

This story is one of four lovely stories from ‘Guess How Much I Love You Here, There and Everywhere’ book by Sam McBratney. It is first published in 2012.

Read in 2 languages (English & Thai) by Bhoom Tansirimas