20170920-IMG_9100m

บ้านเรามักจะให้ลูกๆ ทำอะไรด้วยตัวเองเสมอหากดูแล้วเขาน่าจะทำได้

เมื่อยังเล็ก เรื่องที่ภูมิทำส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องที่ทำคนเดียวได้หรือเกี่ยวข้องกับเฉพาะคนในครอบครัว ยิ่งโตขึ้น สิ่งที่ลูกทำก็เกี่ยวข้องกับคนอื่นมากขึ้น อย่างเช่นการไปซื้อของ หรือถามข้อมูล

ด้วยความที่ยังเด็กและอยู่ในช่วงฝึกฝน บางครั้งก็จะใช้เวลานานกว่าผู้ใหญ่ ไม่ปุ๊บปั๊บทันใจ แต่เกือบทุกครั้ง ภูมิจะได้เจอผู้ใหญ่ที่เข้าใจ แนะนำด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส และเต็มใจรอ

ผมรู้สึกขอบคุณและมักจะกล่าวขอบคุณกับผู้ใหญ่จิตใจดีเหล่านี้ที่มีส่วนในการเรียนรู้และเติบโตของภูมิและเด็กทุกคนอยู่เสมอ เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ดีๆ ที่เด็กๆ ได้รับจากสังคมจะช่วยบ่มเพาะจิตใจที่ดี และรู้จักการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่นต่อไป

เมล็ดพันธุ์ความดีจากการอบรมสั่งสอนในครอบครัวนั้นโตยาก หากพวกเขาไม่เคยเห็นตัวอย่างในชีวิตจริงที่เป็นเสมือนสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต

Advertisements

20171102-14539

ภูริล้างจมูกครั้งแรกประมาณขวบนิดหน่อย ไม่โวยวาย ไม่ร้องไห้ ล้างได้ชิลๆ

แต่ความที่เป็นเด็กสุขภาพดีไม่ค่อยเจ็บ ไม่ค่อยป่วย ก็เลยไม่เคยต้องล้างจมูกอีกนานเป็นปี มาเป็นหวัดมีน้ำมูกอีกทีก็ตอน 3 ขวบ ทีนี้โตแล้วไงก็มีโวยวายไม่ยอมล้าง กล่อมยังไงก็ไม่ยอม ร้องไห้ท่าเดียว จนแม่ถอดใจ ต้องปล่อยให้คัดจมูกไป ดูแลทางอื่นๆ ไปจนกว่าจะหาย

เมื่อเดือนที่แล้วก็เป็นหวัดมีน้ำมูกอีก แม่เห็นว่าโตขึ้นมาอีกนิดแล้ว น่าจะพูดกล่อมได้บ้าง ที่ไหนได้ ยิ่งโตยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม

ยืนยันหนักแน่นมากว่าจะไม่ล้าง แม่งัดทุกแผนออกมาใช้ ถึงขนาดประเคนติดสินบนเด็กด้วยสารพัดสิ่งที่ชอบ ตะล่อมอยู่ 2-3 วัน ให้พี่ภูมิล้างให้ดูก็แล้ว แม่เปิดคลิปหมอรักษาคนเป็นไซนัสให้ดูก็แล้ว ยังไงก็ไม่ยอม

ช่วงที่กำลังใช้ความพยายามเกลี้ยกล่อมภูริกันอยู่ พี่ภูมิก็หยิบกระดาษกับดินสอมาแล้วก็นั่งวาดภาพนี้พร้อมกับอธิบายให้ภูริฟังว่า ถ้าไม่ล้างจมูกและเป็นหวัดไปนานๆ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

รูปวาดและวิธีอธิบายของพี่ภูมิทำเอาเราทุกคนแม้แต่ภูริขำกันจนน้ำตาไหล แม้ภาพนี้จะไม่สามารถทำให้ภูริยอมล้างจมูกได้อยู่ดี แต่ก็เป็นภาพที่สร้างความสุขและความทรงจำที่ดีให้กับเราทุกคน

วันรุ่งขึ้น แม่บอกภูริว่าถ้าภูริไม่ยอมจริงๆ แม่คงต้องบังคับแล้ว เราปฏิบัติการกึ่งบังคับในครั้งแรก และหลังจากที่เด็กรู้ว่ามันไม่ได้มีอะไรน่ากลัว หรือเจ็บปวด ก็เริ่มให้ความร่วมมือแต่โดยดี

ถึงตอนนี้ผ่านมา 4-5 วัน ขอบคุณพระเจ้า ภูริสามารถล้างจมูกได้สบายๆ เช้า-เย็น และน้ำมูกก็ลดลงมากจนแทบไม่มีแล้ว

20170920-IMG_9100

จากที่แม่กับพ่อคอยดูแลเรื่องอาหารการกินเวลาไปกินข้าวกันที่ศูนย์อาหารตั้งแต่ตัวจิ๋วๆ เราค่อยๆ ให้ภูมิดูแลตัวเองทีละนิด เริ่มตั้งแต่ไปซื้อเป็นเพื่อนแม่ ต่อมาก็ให้ไปเดินเลือกดูอาหารที่ชอบเอง โตขึ้นมาหน่อยก็ให้ช่วยไปหยิบช้อนส้อม พอร่างกายพร้อมก็ให้ถืออาหารกลับมาที่โต๊ะเอง

ถึงตอนนี้ภูมิก็สามารถดูแลตัวเองได้ทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่ไปเดินเลือกซื้อ สั่งอาหาร จ่ายเงิน (ดูเรื่องเงินทอน) และถืออาหารกลับมาที่โต๊ะเอง

#บ้านเรียน #วิชาดูแลตัวเอง

Seriously (by Bhuri)

ภูริพูดภาษาอังกฤษช้ากว่าภูมิประมาณ 1 ปี และมีรูปแบบการใช้ภาษาต่างจากภูมิ ชอบใช้คำยากๆ ทั้งที่ตัวภูริเองก็คงไม่รู้ว่าแบบไหนเรียกว่าคำยาก เป็นแบบนี้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

เมื่อเย็นนี้

Bhuri: Papa, this is very funny. Seriously!
Me: Seriously?
Bhuri: Yes, seriously.

ฟังแล้วขำ แต่ก็รู้สึกน่ารักดี

 

– – ภูริ 3 ปี 7 เดือน

Beewax wrap ทำเองได้ ง่ายๆ เลยนะ

สำหรับแฟนๆ ที่อ่าน Facebook ของครอบครัวเราอยู่ คงจะรู้แล้วว่าปีนี้บ้านเราพยายามลดขยะใช้แล้วทิ้งอย่างจริงจัง จากเดิมที่เราพกพาขวดน้ำส่วนตัวออกไปไหนมาไหนแทนการซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดเป็นประจำมาเกือบ 10 ปีแล้ว ตอนนี้เราเพิ่มการปฏิเสธถุงหิ้วจากร้านค้าเพื่อลดปริมาณการใช้และสร้างขยะถุงก๊อปแก๊ป รวมถึงแก้วกาแฟ และกล่องโฟมด้วย (ดูวิดีโอที่น้องภูมิอธิบายเกี่ยวกับโครงการ Mission: To Green ของเราได้ที่นี่นะคะ)

เมื่อหลายวันก่อน เพื่อนของเล็กได้แชร์ข้อมูลเกี่ยวกับผ้าที่เคลือบด้วย Beewax เพื่อใช้ห่อหุ้มอาหารแทน plastic wrap เห็นแล้วก็ต้องบอกว่าโอ้โห มันเป็นไอเดียที่ดีมากๆ เลยค่ะ เพราะที่บ้านเราก็ใช้เจ้าแผ่นพลาสติกบางๆ นี่ห่อ/ปิดอาหารในตู้เย็นอยู่เสมอ แม้ว่าจะพยายามใช้กล่องพลาสติกที่มีฝาปิดอยู่บ้าง แต่ก็ได้ไม่ทั้งหมด

เล็กลองค้นหาข้อมูลต่อก็เห็นว่ามีคนแบ่งปันวิธีทำผ้า Beewax ด้วยตัวเองอยู่หลายวิธีเลยหล่ะค่ะ ดูแล้วก็ไม่น่ายากอะไร วันนี้เลยลองชวนเด็กๆ ทำกันดู เห็นว่าเป็นประโยชน์ เลยมาเขียนวิธีทำแบ่งปันต่อค่ะ เผื่อบ้านไหนอยากลองทำใช้เองบ้าง จริงๆ ทำได้หลายวิธีเลยแต่ของเล็กลองทำด้วยวิธีรีดนะคะ

อุปกรณ์ที่ต้องใช้

  1. ไขผึ้งธรรมชาติ (Food Grade)
  2. ผ้าคอทต้อน ขนาดตามที่ต้องการ
  3. กระดาษไขสำหรับทำขนม 2 แผ่น
  4. เตารีด

วิธีทำ

  1. ขูดไขผึ้งให้เป็นฝอย
  2. ตัดผ้าให้ได้ขนาดตามต้องการ
  3. วางกระดาษไขสำหรับทำขนมบนที่รองรีดผ้า
  4. วางผ้าบนกระดาษไข
  5. โรยไขผึ้งให้กระจายไปทั่วผ้า
  6. ปิดผ้า (ที่มีไขผึ้งโรยอยู่) ด้วยกระดาษไขอีกแผ่น
  7. ใช้เตารีดรีดไปบนกระดาษไขด้วยไฟอ่อน คอยดูให้ไขผึ้งละลายไปทั่วผืนผ้า
  8. เปิดกระดาษไขออก แล้วหยิบผ้าที่ชุ่มไขผึ้งออกตากลมประมาณ 2-3 นาที เป็นอันเสร็จค่ะ

วิธีใช้

เราสามารถใช้ผ้า Beewax ของเราในการห่ออาหารหรือขนมแห้งๆ ได้เลยค่ะ หรือจะใช้แทน Plastic wrap ปิดชามอาหารเข้าตู้เย็นก็เพียงแต่เอาผ้าแว๊กปิดบนชามแล้วใช้มือของเราค่อยๆ ตะล่อมให้ผ้าแนบเป็นทรงพอดีกับชาม หรือใช้หนังยางรัดก็ได้ค่ะ ผ้าแว๊กซ์นี้สามารถนำมาล้างด้วยน้ำและน้ำยาล้างจานอ่อนๆ เพื่อใช้ซ้ำได้ ข้อแม้เพียงอย่างเดียวคือห้ามใช้กับอาหารที่มีความร้อนนะคะ 

หวังว่าโพสการทำผ้าเคลือบ Beewax นี้จะเป็นประโยชน์และทำให้ผู้อ่านอยากลองทำเพื่อช่วยกันลดการใช้พลาสติกด้วยกันนะคะ :D

#MissionToGreen

น้าครับ อันนั้นใช่ Walkie Talkie หรือเปล่าครับ

DCIM105GOPROGOPR0909.JPG

“น้าครับ อันนั้นใช่ Walkie Talkie หรือเปล่าครับ”

ภูมิชี้ไปที่อุปกรณ์ติดรถแท๊กซี่ที่เอาไว้ใช้พูดกับศูนย์ประสานงานฯ คุณคนขับแท๊กซี่ตอบว่า “เป็นวิทยุสื่อสารนะ แต่ไม่ได้ใช้แล้ว”

“แล้วคุณน้าใส่หูฟังทำไมเหรอครับ” (หูฟังที่เสียบอยู่กับโทรศัพท์มือถือ)

“อ่อ อันนี้เป็นโปรแกรมคล้ายๆ กับวิทยุสื่อสารนั่นแหละ ไว้ใช้คุยกับคนอื่นๆ”

“อ่อ ครับ”

แล้วคุณคนขับแท๊กซี่ก็หยิบโทรศัพท์มากดโน่นกดนี่สักพักเหมือนจะเช็คดูข้อความ (ซึ่งผมแอบเสียวอยู่นิดนึง) แต่แล้วก็มารู้ว่าเขาพยายามจะเซ็ตและโชว์ให้ภูมิดูว่าโปรแกรมนั้นเป็นยังไง และแถมด้วยการพูดคุยกับเพื่อนเป็นรหัสวิทยุสื่อสารให้ภูมิฟัง ทำเอาภูมิยิ้มกว้าง

และตลอดการเดินทางหลังจากนั้น เราก็คุยกันเรื่องวิทยุสื่อสารและรหัสพื้นๆ ต่างๆ ที่คุณน้าแท๊กซี่ใช้ประจำ เช่น 600 คือ ภรรยา, 00 คือ รอ, 39 คือ รถติด, 43 คือ ด่านตำรวจ ฯลฯ

รู้สึกขอบคุณความน่ารักของคุณคนขับแท๊กซี่จริงๆ กลับมาถึงบ้าน เราเลยมีอะไรสนุกๆ มาศึกษากันต่อ

10 มกราคม พ.ศ.2560