(บ้าน)เรียน — รู้ — ชีวิต

ตอนเริ่มทำบ้านเรียนให้ภูมิเมื่อสี่ปีก่อน
คิดถึงเรื่อง “การเรียนการสอน” มากว่าจะต้องทำอะไร ทำอย่างไร
คงเป็นเพราะเราโตมากับการเรียนรูปแบบนี้

พอทำบ้านเรียนไปได้สักระยะหนึ่ง
ก็รู้สึกว่าสิ่งที่คิดๆ อยู่ และอยากรู้มันใหญ่กว่านั้น
และทำให้นึกไปถึงเรื่อง “การศึกษา”

เมื่อนึกได้แบบนี้ ก็เปิดหูเปิดตาอ่านเรื่องการศึกษามาเรื่อยๆ
แต่ลึกๆ ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างหายไป
จนมานึกออกว่า เรากำลังมองหาเรื่อง “การเรียนรู้”
เพื่อจะเข้าใจกระบวนการภายในของของผู้เรียน
เพราะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ทั้งสองเรื่องแรกสำเร็จ

หลังจากเฝ้าดูลูกเรียนรู้และล้มๆ ลุกๆ กันมา 4 ปีกว่า
…เรื่องการเรียนการสอนก็หายไป
…เรื่องการศึกษายังคงอยู่
…เรื่องการเรียนรู้ยังสำคัญ

และเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่า
ทั้งหมดที่คิดๆ อยู่ เป็นเรื่องของ “ชีวิตและคุณค่า” ของตัวเขาเอง

…ที่อยากให้ลูกเรียนรู้มากที่สุด

 


  • บันทึกไว้ให้รู้ว่าเราคิดอะไรกับเส้นทางการทำบ้านเรียนของเรา วันข้างหน้า เราอาจจะไม่ได้คิดแบบนี้ และบันทึกให้ลูกได้รู้เมื่อเข้าโตขึ้น
  • โพสนี้เขียนขึ้น เนื่องจากเมื่อวันก่อนมีโอกาสได้ไปนั่งคุยแลกเปลี่ยนเรื่องราวการเรียนรู้ของบ้านเรียน แต่ละบ้านก็มีแนวคิดและเรื่องเล่าที่น่าสนใจ เลยอยากบันทึกความคิดที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับบ้านเรียนของครอบครัวเราไว้หลังจากลองคิดลองทำมา 4 ปี
Advertisements

20171206-_DSC9415

ตอนนี้กล่องใส่ของเล่นที่เสียแล้วกลายหีบสมบัติล้ำค่าของเด็กชายภูมิไปเรียบร้อยแล้ว ความสนใจเรื่องการทำหุ่นยนต์เล่นเองค่อยๆ ช่วยให้เขามองเห็นสิ่งที่อยู่ข้างในมากขึ้น และมองข้ามความเจ๋งภายนอกไปทีละนิดๆ

เขาค่อยๆ เรียนรู้ว่า ของเล่นที่เสียแล้ว ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างในนั้นเสียทั้งหมด อุปกรณ์หลายอย่างยังใช้ได้ดี ถ้าเรามีความรู้พอที่จะหยิบมันมาใช้

แม่กับพ่อรอดูหุ่นยนต์ตัวใหม่ของภูมิอยู่นะ

20170920-IMG_9100m

บ้านเรามักจะให้ลูกๆ ทำอะไรด้วยตัวเองเสมอหากดูแล้วเขาน่าจะทำได้

เมื่อยังเล็ก เรื่องที่ภูมิทำส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องที่ทำคนเดียวได้หรือเกี่ยวข้องกับเฉพาะคนในครอบครัว ยิ่งโตขึ้น สิ่งที่ลูกทำก็เกี่ยวข้องกับคนอื่นมากขึ้น อย่างเช่นการไปซื้อของ หรือถามข้อมูล

ด้วยความที่ยังเด็กและอยู่ในช่วงฝึกฝน บางครั้งก็จะใช้เวลานานกว่าผู้ใหญ่ ไม่ปุ๊บปั๊บทันใจ แต่เกือบทุกครั้ง ภูมิจะได้เจอผู้ใหญ่ที่เข้าใจ แนะนำด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส และเต็มใจรอ

ผมรู้สึกขอบคุณและมักจะกล่าวขอบคุณกับผู้ใหญ่จิตใจดีเหล่านี้ที่มีส่วนในการเรียนรู้และเติบโตของภูมิและเด็กทุกคนอยู่เสมอ เพราะเชื่อว่าประสบการณ์ดีๆ ที่เด็กๆ ได้รับจากสังคมจะช่วยบ่มเพาะจิตใจที่ดี และรู้จักการส่งต่อสิ่งดีๆ ให้กับคนอื่นต่อไป

เมล็ดพันธุ์ความดีจากการอบรมสั่งสอนในครอบครัวนั้นโตยาก หากพวกเขาไม่เคยเห็นตัวอย่างในชีวิตจริงที่เป็นเสมือนสภาพดินฟ้าอากาศที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโต

20171102-14539

ภูริล้างจมูกครั้งแรกประมาณขวบนิดหน่อย ไม่โวยวาย ไม่ร้องไห้ ล้างได้ชิลๆ

แต่ความที่เป็นเด็กสุขภาพดีไม่ค่อยเจ็บ ไม่ค่อยป่วย ก็เลยไม่เคยต้องล้างจมูกอีกนานเป็นปี มาเป็นหวัดมีน้ำมูกอีกทีก็ตอน 3 ขวบ ทีนี้โตแล้วไงก็มีโวยวายไม่ยอมล้าง กล่อมยังไงก็ไม่ยอม ร้องไห้ท่าเดียว จนแม่ถอดใจ ต้องปล่อยให้คัดจมูกไป ดูแลทางอื่นๆ ไปจนกว่าจะหาย

เมื่อเดือนที่แล้วก็เป็นหวัดมีน้ำมูกอีก แม่เห็นว่าโตขึ้นมาอีกนิดแล้ว น่าจะพูดกล่อมได้บ้าง ที่ไหนได้ ยิ่งโตยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม

ยืนยันหนักแน่นมากว่าจะไม่ล้าง แม่งัดทุกแผนออกมาใช้ ถึงขนาดประเคนติดสินบนเด็กด้วยสารพัดสิ่งที่ชอบ ตะล่อมอยู่ 2-3 วัน ให้พี่ภูมิล้างให้ดูก็แล้ว แม่เปิดคลิปหมอรักษาคนเป็นไซนัสให้ดูก็แล้ว ยังไงก็ไม่ยอม

ช่วงที่กำลังใช้ความพยายามเกลี้ยกล่อมภูริกันอยู่ พี่ภูมิก็หยิบกระดาษกับดินสอมาแล้วก็นั่งวาดภาพนี้พร้อมกับอธิบายให้ภูริฟังว่า ถ้าไม่ล้างจมูกและเป็นหวัดไปนานๆ จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

รูปวาดและวิธีอธิบายของพี่ภูมิทำเอาเราทุกคนแม้แต่ภูริขำกันจนน้ำตาไหล แม้ภาพนี้จะไม่สามารถทำให้ภูริยอมล้างจมูกได้อยู่ดี แต่ก็เป็นภาพที่สร้างความสุขและความทรงจำที่ดีให้กับเราทุกคน

วันรุ่งขึ้น แม่บอกภูริว่าถ้าภูริไม่ยอมจริงๆ แม่คงต้องบังคับแล้ว เราปฏิบัติการกึ่งบังคับในครั้งแรก และหลังจากที่เด็กรู้ว่ามันไม่ได้มีอะไรน่ากลัว หรือเจ็บปวด ก็เริ่มให้ความร่วมมือแต่โดยดี

ถึงตอนนี้ผ่านมา 4-5 วัน ขอบคุณพระเจ้า ภูริสามารถล้างจมูกได้สบายๆ เช้า-เย็น และน้ำมูกก็ลดลงมากจนแทบไม่มีแล้ว

20170920-IMG_9100

จากที่แม่กับพ่อคอยดูแลเรื่องอาหารการกินเวลาไปกินข้าวกันที่ศูนย์อาหารตั้งแต่ตัวจิ๋วๆ เราค่อยๆ ให้ภูมิดูแลตัวเองทีละนิด เริ่มตั้งแต่ไปซื้อเป็นเพื่อนแม่ ต่อมาก็ให้ไปเดินเลือกดูอาหารที่ชอบเอง โตขึ้นมาหน่อยก็ให้ช่วยไปหยิบช้อนส้อม พอร่างกายพร้อมก็ให้ถืออาหารกลับมาที่โต๊ะเอง

ถึงตอนนี้ภูมิก็สามารถดูแลตัวเองได้ทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่ไปเดินเลือกซื้อ สั่งอาหาร จ่ายเงิน (ดูเรื่องเงินทอน) และถืออาหารกลับมาที่โต๊ะเอง

#บ้านเรียน #วิชาดูแลตัวเอง

ภูริพูดภาษาอังกฤษช้ากว่าภูมิประมาณ 1 ปี และมีรูปแบบการใช้ภาษาต่างจากภูมิ ชอบใช้คำยากๆ ทั้งที่ตัวภูริเองก็คงไม่รู้ว่าแบบไหนเรียกว่าคำยาก เป็นแบบนี้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

เมื่อเย็นนี้

Bhuri: Papa, this is very funny. Seriously!
Me: Seriously?
Bhuri: Yes, seriously.

ฟังแล้วขำ แต่ก็รู้สึกน่ารักดี

 

– – ภูริ 3 ปี 7 เดือน