ชวนดูชวนดูละคร “ชีวิตรุ่งเรืองด้วยปัญญา” ที่โรงละครมายาฤทธิ์

มาชวนไปดูการแสดงชุดใหม่ของมายาฤทธิ์กันค่ะ :D

ตั้งแต่ครอบครัวเราได้ชมการแสดงชุด “บา-รอน-มึน ผจญภัย” ของโรงละครมายาฤทธิ์ พวกเราก็กลายเป็นแฟนประจำที่เฝ้ารอติดตามการแสดงชุดต่อๆ มา อย่างใจจดใจจ่อและไม่เคยพลาดเลย นอกจากจะประทับใจในเนื้อหาและความสามารถของนักแสดงแล้ว เรายังรู้สึกขอบคุณทุกครั้งที่ได้ชม ขอบคุณทีมงานทุกคน (ซึ่งเป็นอาสาสมัครทั้งหมด) ที่ทุ่มเทฝึกซ้อมและสร้างสรรค์งานดีๆ อย่างนี้ให้เราได้ชม

การแสดงชุดล่าสุดที่กำลังเปิดการแสดงอยู่นี้คือ “ชีวิตรุ่งเรืองด้วยปัญญา” (Aesop’s Timeless Wisdom Cabaret) เป็นการแสดงในรูปแบบคาบาเร่ต์สำหรับเด็กที่นำนิทานอีสป 9 เรื่อง มาเล่าใหม่ในแบบของมายาฤทธิ์ ซึ่งนอกจากจะสอดแทรกแง่คิดดีๆ ให้กับเด็กๆ แล้ว ผู้ใหญ่อย่างเราได้ชมได้ฟังก็ถูกสะกิดความคิดไม่น้อยเลยค่ะ เพลงประกอบก็ไพเราะ หลากหลาย ทั้งเพลงเห่แบบโบราณไปจนถึงเพลงแร๊ป ฟังสนุกทุกเพลง ภูมิกับภูริชอบมากค่ะ (คลิปนี้เอาเพลงธีมมาให้ฟังกันบางส่วนด้วยค่ะ ^^)

การแสดงชุดนี้จะเปิดการแสดงทุกเสาร์-อาทิตย์ วันละสองรอบ 13.00 และ 16.30 น. ตลอดเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคมนี้นะคะ บัตรราคา 350 บาท สำรองที่นั่งได้ที่ 094-415-0005

Mayarith Theatre โรงละคร มายาฤทธิ์ เป็นโรงละครขนาดเล็กที่จัดการแสดงอย่างสร้างสรรค์เพื่อเด็กๆ และครอบครัว โดยมีความตั้งใจที่จะเป็นโรงละครที่ไม่พึ่งพาสปอนเซอร์ แต่เปิดการแสดงดีๆ ได้ด้วยการสนับสนุนจากผู้ชมเท่านั้น

อยากชวนครอบครัวแฟนเพจ BhoomPlay มาช่วยกันสนับสนุนโรงละครเล็กๆ สำหรับครอบครัวให้อยู่ได้และมีกำลังใจสร้างสรรค์ผลงานต่อไป เพื่อเด็กๆ ของเราจะได้มีโอกาสได้ดูการแสดงดีๆ อย่างนี้ไปอีกนานๆ นะคะ

ร่วมสนับสนุนด้วยการไปชมการแสดงของพวกเขา หรือช่วยกันแชร์คลิปนี้เพื่อส่งข่าวการแสดงชุดใหม่นี้ไปยังครอบครัวที่มีเด็กๆ นะคะ ขอบคุณค่ะ

NASA – A Human Adventure

เมื่อวานนี้เราไปนิทรรศการ NASA – A Human Adventure The Exhibition กับเด็กๆ บ้านเรียนและกลุ่มบ้านเรียนปฐมธรรมกันมาครับ น่าตื่นตาตื่นใจมากจนรู้สึกว่าต้องรีบเขียนเล่า เพราะงานจะจัดแสดงเพียงแค่ 2 เดือนเท่านั้น (1 ธ.ค. 2557 – 1 ก.พ. 2558) จัดแสดงที่ บางกอกคอนเวนชัน เซ็นเตอร์ (Bangkok Convention Center) ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าวนะครับ
สำหรับผมที่ไม่เคยชมนิทรรศการแบบนี้ NASA – A Human Adventure The Exhibition ถือว่าจัดได้อลังการเกินความคาดหมายมากครับ ด้วยความหลากหลายและขนาดของชิ้นส่วนที่นำมาจัดแสดง รวมไปถึงรายละเอียดต่างๆ ที่จำลองมาเหมือนของจริง สำหรับเด็กๆ นิทรรศการนี้คงจะพาจินตนาการของพวกเขาไปไกลถึงอวกาศเป็นแน่
ความสมจริงของยานอวกาศและชิ้นส่วนต่างๆ ในนิทรรศการนี้ทำน้องภูมิตื่นเต้นมาก (ผมก็ด้วย ^^) เพราะมันเหมือนกับในหนังที่เคยดู โดยเฉพาะจากเรื่อง Apollo 13 ที่สร้างจากโครงเรื่องจริง วันนี้เราได้เห็นแผงบังคับเจ้า Apollo Command Module ที่เหมือนกับฉากในหนังช่วงที่ James A. Lovell (Jim) และ John L. Swigert (Jack) นักบินอวกาศในยานอวกาศ Apollo 13 พยายามจะปรับองศาการบินให้เหมาะสมกับการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก ช่วงที่ดูเจ้า Command Module นี้ เราคุยกันไม่หยุดเลยครับ 
ระหว่างเดินในงาน เราเห็นเจ้าหน้าที่จาก NASA ท่านหนึ่งเดินอยู่ (Todd Cannon) เลยชี้ให้น้องภูมิดู น้องภูมิรีบวิ่งเข้าไปคุยและขอถ่ายรูปและลายเซ็นด้วย ตอนขอลายเซ็น Todd บอกว่า “Really. I’m not someone important at NASA.” เรายืนยันด้วยรอยยิ้ม และตอบว่า “For his inspiration and good memory.” 
Todd เลยบอกน้องภูมิว่า วันนี้ (4 ธ.ค. 2557) จะมีการปล่อยยานอวกาศใหม่ “Orion” เพื่อทดสอบในโครงการล่าสุดของ NASA ที่ต้องการจะส่งนักบินอวกาศไปดาวอังคาร (Mars) และบอกให้น้องภูมิตามดูได้ที่ NASA TV ผ่านเว็บไซต์ http://www.nasa.gov ตื่นขึ้นมาเช้านี้ น้องภูมิรีบเตือนผมเรื่องนี้เลยครับ
แม่เล็กกับผมเดินเพลินมากจนมาถึงทางออกที่จะมีโซนเครื่องเล่นให้เล่น ในโซนนี้เราจะต้องเสียเงินเพิ่มถ้าต้องการเล่นเครื่องเล่น เรารู้สึกสะดุดเล็กน้อยที่กิจกรรมเปิดจินตนาการกลับมาปิดท้ายด้วยธุรกิจ สงสัยว่าเราจะเพลิดเพลินมากจนลืมไปว่านิทรรศการนี้เป็นงานเอกชน ^^
เราอยู่ในนิทรรศการกันเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ดูเหมือนจะไม่พอ ถ้าอยากจะค่อยๆ อ่านรายละเอียดต่างๆ ในงานให้ครบ พูดถึงตรงนี้แล้ว ผมรู้สึกเสียดายที่ป้ายแสดงรายละเอียดเล็กและอ่านยาก ไม่สะดวกสำหรับคนที่ต้องการอ่านข้อมูลจริงๆ ครับ ในงานอากาศค่อนข้างเย็น ติดเสื้อกันหนาวไปด้วยก็จะดีครับ
รายละเอียดนิทรรศการและการจองบัตรนะครับ

Fun Fun ฝันๆ ที่ Hong Kong Disneyland (3)

วันที่ 2 (ต่อ) นะคะ ^^

เราทานอาหารกลางวันกันที่ Plaza Inn ซึ่งเป็นร้านอาหารจีนสไตล์ฮ่องกง พวกติ่มซำ เป็ดย่าง หมูย่าง และอื่นๆอีกมากมาย ที่เล็กชอบมากที่สุดคือเมนูธรรมดาๆ อย่างข้าวผัด คือ.. มันอร่อยไม่ธรรมดาอ่ะค่ะ ^^ ในรูปที่เห็นอาหารเยอะๆ เต็มโต๊ะนี่คือทานกับชาวคณะที่ไปด้วยกันนะคะ ไม่ใช่แค่บ้านเรา >.< อาหารจานใหญ่มาก ทานกันตั้งหลายคนยังเหลือเลย >.< อิ่มแล้วก็ไปลุยต่อที่ Grizzly Gulch แค่เดินเข้าไปถึงก็รู้สึกตื่นเต้นแล้วค่ะ เพราะนอกจากโซนนี้จะตกแต่งให้เป็นเหมือนเมืองในดินแดนตะวันตกที่ดูย้อนยุคแล้ว เรายังได้ยินเสียงกรี้ด..ด.. ดังแว่วอยู่เป็นระยะๆ เสียงกรี้ดที่ว่านี่มาจากเจ้าเครื่องเล่นที่เรียกว่า Big Grizzly Mountain Runaway Mine Cars ซึ่งจะคล้ายๆ กับรถไฟเหาะ แต่มีทั้งเดินหน้าและถอยหลัง มุดเข้าถ้ำ >.< ดูแล้วท่าทางจะเสียวกว่า Space Mountain เมื่อวาน เล็กก็เลยขอผ่าน (อยู่เฝ้าน้องภูริดีกั่ว ^^’) น้องภูมิกับปาป๊าเลยพาเล่นกันไปซะ 2 รอบ (น้องภูมิเป็นคนขอเล่นอีกรอบ >.<“)


โซนต่อไปเป็นโซนที่เรียกว่า Mystic Point เมื่อเดินเข้าไปเราก็จะเห็นปราสาทของท่าน Lord Henry ที่สวยงามสูงเด่น เป็นปราสาทที่มีดีไซน์คล้ายๆ โบสถ์รัสเซีย สวยงามเก๋ไก๋ทีเดียวค่ะ ภายในเขาว่ามีงานศิลปะและของสะสมมากมายที่ท่าน Lord Henry ได้สะสมไว้ และเรากำลังจะเข้าไปชมใน Mystic Manorเรื่องเล่ามีอยู่ว่าท่าน Lord Henry เป็นนักเดินทางและชอบสะสมงานศิลปะและของหายาก เมื่อสะสมไว้มากก็เลยจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้พวกเราเข้าไปดู แต่ในของสะสมเหล่านี้มีกล่องเพลงวิเศษอยู่อันนึง ซึ่งท่าน Lord Henry กำชับเจ้าลิง Albert (ลิงของท่าน) ว่าห้ามไปแตะต้องกล่องเพลงนี้เด็ดขาด แต่… ขณะที่พวกเรากำลังจะเข้าไปชมของที่ท่าน Lord Henry สะสมไว้ เจ้าลิง Albert ดันไปเปิดกล่องซะนี่ >.< ผงวิเศษก็เลยปลิวกระจายไปทำให้ของสะสมทุกอย่างเกิดมีชีวิตขึ้นมา… อู้ว..ว.. ^^dnhk_34ต้องบอกว่า Mystic Manor เป็นประสบการณ์ที่สนุกมากๆ ค่ะ สมแล้วที่เป็นหนึ่งในของเล่นยอดนิยมของที่นี่ เทคนิคแสง สี เสียงต่างๆ นั้นให้ความรู้สึกที่แฟนตาซีมากๆ เล็กชอบมากแถมน้องภูริก็เข้าไปเล่นได้ด้วย ^^

หลังจากให้พี่ภูมิได้พักกินไอศครีมมิคกี้เมาส์และน้องภูริได้งีบหลับช่วงบ่ายแล้ว เราก็เอาใจเด็กน้อยด้วยการพาไปนั่งเรือชิลๆ รอบโลกใน It’s a Small World โลกใบเล็กที่แสนสวยงาม (ตุ๊กตา) ทุกชาติ ทุกภาษา มาร่วมแบ่งปันความสุขด้วยเสียงเพลงและการเต้นรำ ดูเพลิดเพลินและเหมาะกับเด็กเล็กๆ อย่างน้องภูริมากเลยค่ะ ถูกใจเด็กน้อยขนาดว่าลุกขึ้นยืนเต้นตามจังหวะเพลงไปด้วยตลอดทาง แถมตอนที่หมดรอบแล้วยังเกาะที่นั่งไม่ยอมลงอีกต่างหาก >.<ใกล้ๆ กับ It’s a small world คือ The Golden Mickeys การแสดงบนเวทีอลังการที่หลายคนแนะนำว่าควรไปดู

ใครๆ ก็พูดกันว่า ถ้ามาเที่ยว Disneyland สิ่งที่ไม่ควรพลาดเลยคือการดูโชว์ เพราะโชว์ที่นี่จะเป็นแบบจัดเต็มมากๆ และนี่ก็เป็น Stage Show โชว์แรกและโชว์เดียวที่เราได้ดูในทริปนี้เลยค่ะ The Golden Mickeys การแสดงชุดนี้จะพาเราย้อนกลับไปสัมผัสกับภาพยนตร์การ์ตูนของดีสนีย์หลายต่อหลายเรื่องที่เราเคยประทับใจ ทั้ง Tarzan, Mulan, Beauty and the Beast, Toy Story ฯลฯ ทั้งเสียงเพลง แสง สี เสียง และลีลาของนักแสดงก็ทำให้เล็กรู้สึกเหมือนได้ย้อนวัยกลับไปตอนที่เราได้ดูการ์ตูนเรื่องนั้นๆ  เป็นโชว์ที่สวยงามและน่าประทับใจจริงๆ ค่ะ :)เย็นนี้พวกเราไปทานอาหารค่ำกันที่ Main Street Conner Cafe อาหารสไตล์อเมริกัน พวกสเต๊กต่างๆ เนื้อเสต็กนุ่มมาก ล๊อบสเตอร์ก็เนื้อแน่นหอมหวานทีเดียว อร่อยมากๆ ค่ะ เสียดายที่เราไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลยเพราะกล้องเราแบตหมด >.< ภาพอาหารที่เห็นข้างล่างมาจากกล้องของลุงเด้งค่ะ (ขอบคุณมากๆ เลยนะคะลุงเด้ง ^^) นอกจากอาหารจะอร่อยแล้ว ที่ได้ใจเรามากที่สุดก็เห็นจะเป็นเจ้าเครื่องดื่มที่เรียกว่า Paint the Night ที่มีลูกเล่นเป็นไฟรูปน้ำแข็ง และรูปหัวมิคกี้เมาส์ โดยไฟนี้จะสว่างเมื่ออยู่ในน้ำเท่านั้น :D น้องภูมิเก็บเจ้าไฟนี้กลับมาด้วย (ตอนนี้เอาไว้เล่นกับน้องตอนอาบน้ำ ^^)

ทริปนี้เราได้ทานอาหารใน Disneyland หลายมื้อ หลายร้าน เล็กกับคุณก๊อกมีความเห็นเหมือนกันคือ อาหารที่นี่อร่อยมากทุกอย่าง ทุกร้านเลย (เอ… หรือเราใช้พลังงานไปเยอะก็ไม่รู้ ^^’)เรากระเตงลูกเดินเที่ยวกันจนแทบจะหมดแรง แต่น้องภูมิก็อยากจะอยู่ดูดอกไม้ไฟก่อนกลับ แล้วเราก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ ดอกไม้ไฟที่จุดตลอด 20 นาทีนั้นสวยงามและตระการตาจริงๆ ดูไปร้องอู้หูกันไปจนจบเลยค่ะ ถ้าไม่ได้รอดูคงจะเสียดายมาก >.< เราไม่ได้ถ่ายรูปดอกไม้ไฟไว้เลย เพราะนอกจากกล้องจะแบตหมดแล้วคนที่รอดูยังเยอะมาก คุณก๊อกต้องอุ้มน้องภูมิ เล็กอุ้มน้องภูริยืนดูจนจบเลยค่ะ ^^’

ตอนเดินกลับออกมาขึ้นรถบัส น้องภูมิหันมาถามเล็กด้วยน้ำเสียงแบบใจหายว่า “แม่ครับ พรุ่งนี้เราจะไม่ได้มาที่ดิสนีย์แลนด์อีกแล้วเหรอ” เล็กเข้าใจความรู้สึกเบื้องหลังประโยคนี้ดี ก็เลยต้องช่วยดึงความรู้สึกดีๆ ของเด็กน้อยกลับมาด้วยการตอบกลับไปว่า “ใช่แล้ว ก็พรุ่งนี้ เราจะไป Space Museum กันไง” ขอบคุณพระเจ้า น้องภูมิร้องตอบมาว่า “เย้!!” :D

เล็กกับคุณก๊อกเชื่อว่าประสบการณ์สองวันสองคืนที่ Hong Kong Disneyland ครั้งนี้คงจะอยู่ในใจของเด็กชายภูมิวัยใกล้ 7 ขวบคนนี้อีกนาน

ครอบครัวเราขอขอบคุณลุงเด้งและป้าไก่ hongkongfanclub มากๆ เลยค่ะที่ชวนครอบครัวเราไปเที่ยวด้วย และขอบคุณน้องๆ Blogger ทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำดีๆ ให้กับครอบครัวของเราโดยเฉพาะเด็กๆ ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ :Dหลังจากออกจาก Disneyland แล้ว ครอบครัวเรายังอยู่เที่ยวต่อที่ฮ่องกงอีก 2 วัน โพสต่อไปจะมาเล่าเกี่ยวกับการผจญภัยในฮ่องกงของครอบครัวเรานะคะ :)

อ่านตอนอื่นในทริปนี้ได้ตามลิงค์ด้านล่างนะคะ

• Fun Fun ฝันๆ ที่ Hong Kong Disneyland (1)
• Fun Fun ฝันๆ ที่ Hong Kong Disneyland (2)

#hkdisneyland #100choicesoffun #thaiairasia #hongkongfanclub

Fun Fun ฝันๆ ที่ Hong Kong Disneyland (2)

วันที่สองเราเริ่มตอนเช้าด้วยการออกไปเดินเล่นสูดอากาศยามเช้าในบริเวณรอบๆ โรงแรม อากาศตอนเช้าเย็นสบายทีเดียวค่ะ ในโรงแรมมีสระว่ายน้ำด้วย ตอนแรกคิดว่าอากาศเย็นอย่างนี้จะมีคนว่ายน้ำเหรอ ปรากฏว่ามีค่ะ คุณก๊อกคุยกับเจ้าหน้าที่ดูแลสระเลยทราบว่า สระที่นี่เป็นสระว่ายน้ำแบบปรับอุณหภูมิ น้องภูมิลองเอามือจุ่มลงไปทดสอบแล้วบอกว่า ไม่หนาวนะแม่ ขอภูมิว่ายน้ำก่อนได้ไม๊คับ >.<เช้านี้ลุงเด้งพาพวกเราไปทานอาหารเช้ากันที่ห้องอาหาร Enchanted Garden ในโรงแรม Disneyland Hotel โรงแรมนี้การตกแต่งจะเป็นแนวเจ้าหญิง สวยงาม น่ารัก เจ้าหญิงมากๆ ใครที่ชอบถ่ายรูป โพสท่าสวยๆ ในโรงแรมนี้มีมุมสวยๆ เพียบเลยค่ะ อย่าลืมแต่งตัวสวยๆ นะคะ ^^ ในห้องอาหารก็เช่นเดียวกัน ตกแต่งสวยเนี้ยบมากๆ พูดถึงเรื่องการตกแต่งและการดูแลสถานที่ของที่นี่ เล็กคะแนนเต็ม 10 เลยค่ะ ทุกที่ใน Disneyland ล้วนสะอาดสะอ้าน (ในห้องน้ำที่สวนสนุกอาจจะมีบางจุดที่เลอะเทอะบ้าง แต่ถ้าเทียบกับปริมาณคนที่มาใช้แล้ว ถือว่าดูแลได้ดีมากเลยค่ะ)อาหารเช้าเป็นแบบบุฟเฟ่ต์ แต่ไม่ธรรมดาตรงที่จะมีตัวการ์ตูนดังๆ อย่าง มิคกี้เมาส์ มินนี่เมาส์ มาเดินให้เราถ่ายรูปด้วยอย่างใกล้ชิด ครั้งแรกที่มิคกี้เมาส์เข้ามาหยอกล้อกับน้องภูริ น้องภูริหน้าเบ้และเหมือนจะกลัวๆ แต่ก็ไม่ได้ร้องไห้ แต่พอเขามาเล่นด้วยบ่อยๆ ก็เริ่มชอบใจ จำพี่มิคกี้เมาส์ได้เลย ทีนี้เวลาเดินไปทางไหนเจอหูกลมๆ ดำๆ ก็จะชี้ให้แม่ดูและกำมือสองข้างไว้บนหัวเหมือนหูมิคกี้เม้าส์ตลอด ^^น้องภูมิเดินไปขอลายเซ็นพวกตัวการ์ตูน แต่ละคนก็เซ็นเป็นลายเซ็นของตัวการ์ตูนนั้นๆ ซะด้วย ทำเอาเด็กชายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว :D

เสร็จจากอาหารเช้าพวกเราออกมาเดินชมสวนด้านนอกของโรงแรมที่ตกแต่งเป็นเขาวงกต (สวยเนี้ยบมากๆ อีกแล้ว >.<) น้องภูมิวิ่งเข้าไปเล่นในเขาวงกตอย่างสนุกสนาน เด็กๆ จะสนุกมากค่ะ เพราะแนวกั้นจะสูงกว่าตัวพวกเขา ในขณะที่ผู้ใหญ่อย่างเราจะมองเห็นทางได้ไม่ยาก ^^อิ่มท้องแล้วเราก็นั่งรถบัสไปยัง Disneyland Resort น้องภูมิเปิดดูคู่มือและแผนที่ แล้วก็เลือกที่จะไปนั่งเรือ Jungle River Cruise ที่ Adventureland เป็นอย่างแรก เราทั้งหมดจะนั่งเรือล่องผจญภัยไปตามลำน้ำที่เต็มไปด้วยสิ่งลี้ลับและสัตว์ร้าย ต้องบอกว่ามันสนุกมากอ่ะค่ะ รายละเอียดต่างๆ ทำออกมาได้เหมือนมาก เหมือนเราได้เข้าไปผจญภัยในป่าลึกที่เต็มไปด้วยอันตรายจริงๆ แต่อุ้มลูก 1 ขวบไปด้วยได้ :D

เสร็จจาก Jungle River Cruise เราก็มุ่งหน้าสู่ Toy Story Land ซึ่งเป็นอีกโซนที่เราทึ่งกับการตกแต่งมากๆ เมื่อเราเดินเข้ามาสู่ Toy Story Land เราจะรู้สึกเหมือนว่าถูกย่อส่วนลงให้กลายของเล่นของ Andy ด้วยขนาดของเล่นรอบๆ ตัวที่ใหญ่กว่าเรามาก ^^ ถ้าค่อยๆ ให้เวลาเดินดูของเล่นยักษ์ต่างๆ ที่จัดตกแต่งไว้ ทั้งบล๊อกไม้ สีเทียน ตัวต่อ ฯลฯ แบบตั้งใจดูแล้วเทียบสัดส่วนกับตัวเรามันจะเป็นความรู้สึกที่แปลกแต่น่ารักมากๆ (เล็กมีเวลาเดินดูอย่างละเอียดเพราะเครื่องเล่นที่นี่ น้องภูริเล่นไม่ได้เลย ^^’)ยิ่งเดินดูก็ยิ่งทึ่งกับความเนี้ยบในการดูแลสถานที่ของที่นี่ โซน Toy Story Land เป็นโซนที่ตั้งอยู่กลางแจ้งแต่ของตกแต่งทุกชิ้นสะอาดสะอ้านราวกับวางอยู่ในอาคาร ไม่มีส่วนไหนที่มีคราบน้ำฝน ฝุ่น หรือสีถลอกเลย เล็กดูแล้วก็ได้แต่คิดในใจว่า… เขาทำได้ยังไงอ่ะ >.<น้องภูมิเลือกเล่น Toy Soldier Parachute Drop โดยไม่ลังเล (แม่แค่ยืนมองก็ยังเสียว >.<) เล่นเสร็จแล้วก็ยังอยากจะเล่น RC Racer ที่อยู่ติดๆ กันด้วย แต่ปรากฏว่าน้องภูมิเล่นไม่ได้เพราะส่วนสูงไม่ถึง (ขาดไปแค่ 3 ซ.ม. >.<) น้องภูมิเดินไปอ้อนวอนพี่ Staff ที่ยืนอยู่ตรงทางเข้าเพื่อขอเล่นเพราะอยากเล่นมาก.ก..ก… แต่ขอยังไงพี่ Staff ก็ยิ้มและบอก No อย่างเดียว เด็กน้อยถึงกับเดินคอตกออกมายืนเกาะรั้วประตูรอดูปาป๊าเล่น ^^’

ปาป๊าบอกว่าเห็นน้องภูมิทำหน้าเศร้ามากตอนส่งปาป๊าไปเล่นคนเดียว พอเล่นเสร็จลงมา ปาป๊าเลยนั่งลงบอกน้องภูมิว่า “If we ever come back to Disneyland again, we will play this together – you and me.” น้องภูมิเลยยิ้มออกได้อีกครั้ง :)

จริงๆ แล้วเล็กกับคุณก๊อกรู้สึกดีมากๆ ที่เจ้าหน้าที่ที่นี่ไม่มีการอะลุ่มอล่วยในเรื่องของคุณสมบัติของผู้เล่น เพราะนั่นทำให้เรารู้สึกว่าเราได้รับการดูแลเรื่องความปลอดภัยอย่างดีมาก แอบคิดในใจว่าไม่ได้เล่นก็ดีแล้วหล่ะตัวเล็กๆ อย่างนี้ แม่กลัวเหวี่ยงๆ เดี๋ยวหนูจะหลุดออกมา :P (เจ้าเครื่องเล่น RC Racer นี่จะมีลักษณะคล้ายเครื่องเล่นเรือไวกิ้งค่ะ เล็กแค่ยืนดูอยู่ข้างล่างยังอยากจะกรี้ดด้วยเลย @_@’)

ระหว่างรอปาป๊าไปเล่น เล็กชวนน้องภูมิเดินเข้าไปดูของเล่นในร้าน Andy’s Toy Box ที่อยู่ติดกัน ทริปนี้น้องภูมิมีเงินติดกระเป๋าอยู่ 280 HK$ เพื่อใช้ซื้อของที่ตัวเองอยากได้ (แม่กับปาป๊าให้ 100 น้องภูมิทำงานสะสมก่อนมาได้อีก 180) น้องภูมิเดินผ่านของเล่นเจ๋งๆ มากมายเมื่อวาน มีหลายชิ้นที่เขาสนใจและอยากจะซื้อทันที แต่เล็กกับคุณก๊อกบอกให้น้องภูมิค่อยๆ ดูไป ชอบชิ้นไหนก็จำเอาไว้ เรายังมีเวลาอีกหนึ่งวัน ดูให้ทั่วๆ ก่อนแล้วค่อยตัดสินใจก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรีบ


และแล้วน้องภูมิก็เจอของที่ใช่ในร้าน Andy’s Toy Box หมวกอวกาศ Buzz Lightyear น้องภูมิชอบมากๆ และตัดสินใจซื้อ ซื้อแล้วก็ใส่เล่นไปจนถึงวันกลับเลย ใส่เดินไปไหนใครเห็นใครก็ทักทายและเล่นด้วย แม่แอบดูแล้วคิดว่าน้องภูมิคงจะฟินไม่แพ้เด็กผู้หญิงที่ได้ชุดเจ้าหญิงเลยนะนี่ ^^’ตอนแรกคิดว่าเขียนเล่าเรื่องที่ Disneyland ซัก 2 ตอนก็น่าจะหมด แต่เอาเข้าจริงยังมีเครื่องเล่นสนุกๆ ที่ยังไม่ได้เล่าอีกหลายอย่างเลยค่ะ แต่โพสนี้มันชักจะย๊าว..ว.. ยาวแล้ว ขอติดไว้เล่าต่อตอนที่สามแล้วกันนะคะ ^^ โพสหน้าเป็นตอนจบแน่นอนละ อย่าลืมติดตามนะคะ :D

dash

อ่านตอนอื่นในทริปนี้ได้ตามลิงค์ด้านล่างนะคะ

• Fun Fun ฝันๆ ที่ Hong Kong Disneyland (1)
• Fun Fun ฝันๆ ที่ Hong Kong Disneyland (3)

#hkdisneyland #100choicesoffun #thaiairasia #hongkongfanclub

 

Fun Fun ฝันๆ ที่ Hong Kong Disneyland (1)

เมื่อสัปดาห์ก่อนครอบครัวเรามีโอกาสได้เดินทางไป Hong Kong Disneyland ตามคำชวนของลุงเด้ง ป้าไก่ Hong Kong Fan Club เพื่อสัมผัสบรรยากาศคริสตมาสใน Disneyland ที่เริ่มต้นขึ้นแล้วกันมาค่ะDisneyland ยังไม่เคยอยู่ในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวของครอบครัวเราเลย เพราะเรามักจะมีเวลาเดินทางท่องเที่ยวกันแค่ระยะสั้นๆ การไปเที่ยวสวนสนุกขนาดใหญ่นั้นต้องใช้เวลาทั้งวันหรือมากกว่าหนึ่งวันจึงจะสามารถเที่ยวเล่นได้ทั่ว น้องภูมิก็เลยยังไม่มีโอกาสได้ไปดิสนีย์แลนด์ พอลุงเด้งมาชวนไปเที่ยวเล่นบ้านคุณมิคกี้เมาส์แบบเต็มๆ 2 วัน 2 คืนอย่างนี้ มีหรือที่น้องภูมิจะปฏิเสธ >.<เราออกเดินทางกันตั้งแต่เช้ามืด ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ช.ม. ครึ่งก็ถึงสนามบินฮ่องกง มาถึงอากาศกำลังเย็นสบายเลยค่ะ ประมาณ 24 องศาทริปนี้เราพักที่ Disney’s Hollywood Hotel หลังจากฝากกระเป๋าแล้ว เราก็ไปทานติมซำหน้าตาน่ารักๆ ที่ห้องอาหารจีนชื่อ Crystal Lotus ซึ่งอยู่ในโรงแรม Disneyland Hotel ค่ะอาหารที่นี่หน้าตาน่ารักสุดๆ >.< และอร่อยมากด้วย น้องภูมิชอบซาลาเปาหน้าการ์ตูนมากๆ หลังจากจัดการของตัวเองหมดแล้วก็มาหยิบเอาของปาป๊าไปกินอีก ^^ จานที่เล็กกับคุณก๊อกชอบมากชื่อว่า Wok-fried Shrimps and Disney Root Vegetables น่ารักเก๋ไก๋ตรงที่ผักต่างๆ ในจานจะตัดมาเป็นรูปมือมิคกี้ คลุกเคล้ามากับเนื้อกุ้งกรอบเด้ง รองเผือกทอดกรุบกรอบไว้ด้านล่าง เวลาตักทานจะรู้สึกว่าทั้งหมดนี่รสชาติมันช่างเข้ากันสุดๆ ^^ อีกจานนึงที่ชอบก็คือ Double-boiled Conpoy and Sea Whelk Broth เป็นหัวไชเท้าสอดใส้หอยเชลล์ตุ๋น ซึ่งทำมาออกมาเป็นหน้ามิคกี้เมาส์ ใส่เป๋าฮื้อด้วยรสชาติกลมกล่อมมากๆ เขียนถึงตรงนี้ยังนึกถึงรสชาติได้อยู่เลยค่ะ :Dเสร็จจากอาหารกลางวัน เรานั่งรถบัสจาก Disneyland Hotel มุ่งหน้าสู่ Disneyland Resort (ที่นี่จะมีรถบัสบริการฟรี วิ่งวนเพื่อรับส่ง 3 จุด คือ Disney’s Hollywood Hotel – Disneyland Hotel – Disneyland Resort ระยะห่างของแต่ละจุดประมาณ 5 นาที และรถบัสจอดรับทุกๆ 15-20 นาทีค่ะ)

พอเรามาถึง Disneyland Resort น้องภูมิดูสดชื่น ตื่นเต้นกว่าใคร เพราะนี่เป็นการมาเที่ยวดิสนีย์แลนด์ครั้งแรก ก่อนมาปาป๊าให้ข้อมูลน้องภูมิเพียงแค่ว่า “You’re gonna have fun like crazy!” :D พอเดินเข้าไปถึงด้านใน ก็ใกล้กับเวลาที่จะมีการแสดง Fantasy Parade เราจึงเตร็ดเตร่อยู่ที่ถนนสายหลัก (Main Street USA) เพื่อรอชมขบวนพาเหรดกันการแสดงทุกชุดในขบวนพาเหรดสวยงามและน่าประทับใจมากๆ ทั้งรายละเอียดของการตกแต่งขบวนรถ ชุดนักแสดงเสื้อผ้า หน้า ผม รอยยิ้ม และลีลาท่าทางของตัวการ์ตูนต่างๆเล็กคิดว่าเด็กๆ หลายคนที่ได้ดูอาจจะเชื่อจริงๆ ว่าเขาได้เห็นตัวการ์ตูนในดวงใจแบบตัวเป็นๆ เลยทีเดียว ที่เล็กชอบมาก..ก..ก.. ที่สุดคือเจ้าหุ่นทหารพลาสติกในการ์ตูนเรื่อง Toy Story ที่ทั้งชุดและท่าทางการแสดงเหมือนในการ์ตูนมากๆ เลยค่ะ ชอบๆ ^^จากถนนสายหลัก เราเดินตรงเข้าสู่ปราสาทเจ้าหญิงนิทรา (ตามคู่มือเขียนว่าอย่างนั้น แต่สำหรับน้องภูมิ มันคือโลโก้ปราสาท Disneyland แบบที่เห็นใน DVD ก่อนดูการ์ตูน ^^ เหมือนเปี้ยบ)เมื่อเดินผ่านปราสาทเข้ามาก็จะพบกับ Fantasyland ซึ่งจะเป็นโซนที่หวานๆ น่ารักๆ เครื่องเล่นไม่หวือหวาเหมาะกับเด็กเล็กๆ เราเลือกเล่นช้างบิน Dumbo เป็นอันแรกเพราะคิวไม่ยาวมากนักและน้องภูริเล่นด้วยได้ :Dวันนี้เรายังไม่ได้เล่นอะไรมากนักใน Fantasyland เพราะน้องภูมิอยากจะไปที่ Tomorrowland มากกว่า (ตรงนี้คงไม่ค่อยน่าสนใจมากนักสำหรับเด็กผู้ชาย ^^’) ก่อนออกจาก Fantasyland เราแวะทานขนมเติมพลังกันที่ Royal Banquet Hall ได้ทานขนมหน้าตาน่ารักกันอีกแล้ว คราวนี้เป็นเค้กราชินีเอลซ่า เจ้าหญิงอันนาและโอลาฟ ^^เข้าสู่ Tomorrowland น้องภูมิก็วิ่งปรู้ด..ด.. ไปที่เจ้า Space Mountain ทันที เพราะเป็นเครื่องเล่นหนึ่งที่น้องภูมิอ่านในคู่มือแล้วอยากเล่นมากๆ ลักษณะจะเป็นรถไฟเหาะในร่มสุดไฮเทค เหมือนกับว่าเราขับยานพุ่งทะยานไปในอวกาศ น้องภูริไม่สามารถเล่น Space Mountain ได้ เล็กก็เลยให้สองพ่อลูกเขาเข้าไปเล่นกัน ส่วนเล็กกับน้องภูริเดินเล่นรออยู่ข้างนอก

น้องภูมิออกมาจาก Space Mountain ด้วยสีหน้าฟินสุดๆ ร้องตะโกนบอกแม่ว่าภูมิอยากเล่นอีกๆ คุณก๊อกก็เลยอาสาอยู่กับน้องภูริให้เล็กเข้าไปเล่นบ้าง ตอนที่เล็กเข้าไปก็คิดว่ามันคงไม่ได้หวือหวาอะไรมาก เพราะน้องภูมิเล่นได้ (และยังอยากเล่นอีก) แต่พอได้เข้าไปเล่นเองแล้วต้องบอกว่ามันหวาดเสียวมากทีเดียวค่ะ กรี้ดจนเจ็บคอ ลงมาแข้งขาอ่อนเลย ในขณะที่น้องภูมิหัวเราะร่าบอกภูมิชอบมาก อยากเล่นอีก >.< (ฟังแล้วแอบคิดในใจว่า ลูกชายคงจะเป็นเด็กโตแล้ว ในขณะที่เราคงจะเริ่มแก่แล้ว >.<)จากตรงนี้น้องภูมิดูแผนที่และวิ่งนำหน้าไปต่อกันที่ Autopia ซึ่งเป็นรถให้ผู้เล่นขับกินลมชมวิวไปตามไฮเวย์แห่งอนาคต โดยผู้เล่นจะต้องมีส่วนสูงไม่ต่ำกว่า 81 ซ.ม. (น้องภูริอดเล่นอีกแว้ว..ว.. >.<) และแม้ว่าเจ้าเครื่องเล่นนี้ไม่ได้หวาดเสียวอะไร แต่เล็กก็ไม่ได้เล่นเพราะคิวค่อนข้างยาว ใครจะมาเที่ยวอยากให้ดูแผนที่และวางแผนไว้ในใจด้วยนะคะว่าอยากเล่นเครื่องเล่นไหนบ้าง ถ้าอันที่อยากเล่นคิวยาว จะได้มีตัวเลือกไปเล่นอื่นที่ใกล้ๆ ก่อน เครื่องเล่นบางชนิดที่นี่จะบริการ Fast Pass เพื่อให้เราไปเล่นเครื่องเล่นอื่นก่อนและสามารถกลับมาเล่นได้เครื่องเล่นได้ใหม่ตามเวลาที่ระบุบนบัตร โดยที่เราไม่ต้องยืนเข้าคิวรอ อ่านรายละเอียดได้ที่คู่มือตรงทางเข้าเลยค่ะ

ระหว่างรอสองพ่อลูกไปขับรถเล่น เล็กเห็นว่าเครื่องเล่น Orbitron ที่อยู่ใกล้ๆ กันไม่มีคิว ก็เลยพาน้องภูริไปนั่งเล่นพลางๆ เจ้า Orbitron นี่เป็นเครื่องเล่นที่คล้ายๆ กับช้างบิน Dumbo ที่เราเพิ่งเล่นไปอ่ะค่ะ ต่างกันที่การตกแต่งจะเป็นรูปแบบยานอวกาศ และนั่งได้ลำละ 4 คน เหมาะสำหรับเด็กเล็กๆ เพราะไม่หวือหวาตื่นเต้นมาก :D

ก่อนไปรอดูขบวนพาเหรด Disney Paint The Night เราพากันไปเล่น Buzz Lightyear Astro Blasters เป็นเครื่องเล่นสุดท้าย ซึ่งจะเป็นการสมมุติว่าเราเป็นเหล่า Space Ranger ที่ไปช่วย Buzz Lightyear ต่อสู้กับตัวร้าย Zurg เราจะนั่งไปในยานอวกาศและมีปืนเลเซอร์ให้ยิง ถ้ายิงโดนเป้าตัว ‘Z’ ที่กระจายติดไว้ตลอดเส้นทางก็จะมีคะแนนขึ้นที่หน้าปัดของเรา น้องภูมิสนุกสุดๆ เล่นแล้วเล่นอีก พอดีเป็นช่วงหัวค่ำคนไม่เยอะมาก เลยจัดไปแบบบเต็มอิ่ม 3 รอบ ^^ ปิดท้ายคืนนี้ด้วยขบวนพาเหรด Disney Paint The Night ที่งดงาม อลังการไม่แพ้พาเหรดเมื่อตอนบ่ายเลยค่ะ นักแสดงและขบวนรถถูประดับประดาไปด้วยไฟสีสันสดใส และมีลูกเล่นการเปลี่ยนสีของไฟที่แปลกตามากๆ คือ ผู้ชมคนไหนที่มี Paint brush ของเล่น (หาซื้อได้ในนั้นอ่ะค่ะ) ก็สามารถเอามาเล่นกับนักแสดงได้ คือเมื่อเอา Paint brush ไปแตะที่ตัวนักแสดง สีของไฟที่ตัวนักแสดงก็จะเปลี่ยนไป ไฮเทคสุดๆ >.< อากาศก็กำลังเย็นสบาย นั่งดูไปได้เพลินๆ เลยค่ะ

สำหรับครอบครัวที่จะพาเจ้าตัวเล็กขนาดน้องภูริไปเที่ยวด้วย อย่าลืมพกเสื้อหนาวหรือเสื้อแขนยาวเผื่อไปด้วยนะคะ ช่วงนี้อากาศเย็นสบายสำหรับเรา แต่อาจจะเย็นไปนิดนึงสำหรับเด็กเล็กๆ

เราอยู่ใน Disneyland Resort เที่ยวเล่นสนุกจนลืมเหนื่อย แต่ตอนเดินกลับมารอขึ้นรถบัสกลับโรงแรมนี่แทบจะหมดแรง >.<  จุดที่จอดรถกับประตูเข้าออก Disneyland Resort ไกลกันพอสมควรเลยค่ะ (เก็บแรงไว้เผื่อตอนเดินกลับออกมาด้วยนะคะ >.<) วันนี้ใช้พลังกันไปมากพอกลับถึงโรงแรม ทานอาหารค่ำ อาบน้ำเสร็จ เด็กๆ ก็สลบกันหมด ^^’พรุ่งนี้เราจะมีเวลาค่อนข้างเต็มวัน มีเครื่องเล่นสนุกๆ สำหรับวันที่สองอีกเพียบ รอตามอ่านตอนที่สองนะคะ :D

dash

อ่านตอนอื่นในทริปนี้ได้ตามลิงค์ด้านล่างนะคะ

Fun Fun ฝันๆ ที่ Hong Kong Disneyland (2)
Fun Fun ฝันๆ ที่ Hong Kong Disneyland (3)

#hkdisneyland #100choicesoffun #thaiairasia #hongkongfanclub

สิงคโปร์ เจอนี่ เจอนั่น (ตอนจบ ^^)

Singapore Botanic Gardens
เมื่อคราวที่แล้วที่มาสิงคโปร์ ด้วยเวลาที่มีจำกัด เราเลยไม่ได้ใส่ Singapore Botanic Gardens ไว้ในแผนการเดินทาง แต่ในครั้งนั้นบังเอิญได้มีโอกาสนั่งรถผ่านหน้าสวน เล็กเห็นแล้วชอบมาก (ขนาดว่าเห็นแต่ข้างนอกนะ ^^) จนต้องบอกคุณก๊อกว่า คราวนี้ยังไงก็ต้องขอแวะชมซักหน่อยนะ20140914-IMG_3133

เราไม่มีข้อมูลมากนักว่าสวนนี้เป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง เดาเอาจากชื่อก็คิดว่าน่าจะเป็นสวนพฤษศาสตร์ที่มีต้นไม้่เยอะแยะมากมายกระมัง เราเดินทางเข้าสวนทาง Nassim Gate (Evans Rd.) ซึ่งอยู่ตรงกลางสวน (สวนนี้กว้างใหญ่มากค่ะ มีทางเข้าหลายทาง ต้องเลือกเอาซักทาง ^^’) ส่วนแรกที่เราเจอก็จะเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ที่จัดวางได้อย่างสวยงาม ดูช่างรื่นรมย์มากๆ เล็กเข้าไปก็มองหาเคาน์เตอร์ขายตั๋วโดยรอบแต่ไม่เห็น เลยถามจากน้องสาวที่ไปด้วยกันวันนั้น ได้ความว่า สวน Singapore Botanic Gardens เป็นเหมือนสวนสาธารณะของที่นี่ ใครจะเข้ามาเดินเล่น จูงสุนัขมาวิ่ง มาปิคนิค มานอนเอกเขนก ก็ได้ทั้งนั้น สวนเปิดตั้งแต่เช้ามืดปิดเอาเที่ยงคืนเลย >.< ฟังแล้วต้องร้องโอ้โฮออกมาเลยค่ะ เพราะสวนที่เห็นอยู่ตรงหน้ามีการออกแบบและจัดวางอย่างสวยงาม ร่มรื่น สะอาดสะอ้าน มีต้นไม้ใหญ่มากมาย แถมยังกว้างขวางมากๆ คือ…มันช่างต่างกับสวนสาธารณะบ้านเราเหลือเกิน20140914-IMG_312720140914-IMG_3174
เดินดูแล้วก็นึกถึงการพัฒนาผังเมืองที่เราได้เห็นที่ City Gallery เมื่อ 2 วันก่อน ประกอบกับประสบการณ์การเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ในทริปนี้ที่เราใช้แท๊กซี่ค่อนข้างบ่อย จึงทำให้มีโอกาสได้เห็นถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง และทำให้เรารู้สึกทึ่งมากที่ประเทศเล็กๆ ที่มีพื้นที่อย่างจำกัด จะสามารถพัฒนาพื้นที่ทางธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมๆ กับพื้นที่สีเขียวได้อย่างเรียกว่าไม่มีใครน้อยหน้าใครจริงๆ

20140914-IMG_3172

เนินหญ้าเขียวๆ กว้างไกล เห็นแล้วอดใจไม่ไหวต้องแวะลงไปวิ่งเล่น กลิ้งเกลือก กันซะหน่อย20140917-Singapore_p6-2

ความที่สวนนี้กว้างใหญ่ และเรามีเวลาจำกัด เราจึงเลือกเข้าชมสวนกล้วยไม้ (National Orchid Garden) ซึ่งปกติโซนนี้จะต้องเสียค่าเข้าชม แต่ช่วงเวลาที่เราเป็นช่วงที่เป็นวันหยุดของโรงเรียนในสิงคโปร์ เขาจึงเปิดให้เข้าชมฟรี (ดีจังเลยเนอะ ^^) นอกเหนือจากความสวยงามของกล้วยไม้นานาพันธ์ุแล้ว ก็ยังพันธ์ุไม้ใบสวยๆ ให้ดูมากมายตลอดทางที่เดินไป เรียกว่าถ้าค่อยๆ ดูพินิจกันทีละต้น ก็คงต้องใช้เวลาเป็นวันๆ เลยค่ะ จุดที่น้องภูมิและพวกเราชอบมากที่สุด ก็คือ Cool House เรือนกระจกที่ควบคุมความเย็นและความชื้น เพื่อให้เป็นที่จัดแสดงพันธ์ุไม้ที่อยู่บนภูเขา มีทั้งกล้วยไม้ และพืชกินแมลงหลายชนิด อากาศภายในทั้งเย็นและสดชื่นมากๆ ค่ะ เดินเข้าไปแล้วอยากอยู่นานๆ เลย :)20140914-IMG_320820140917-Singapore_p6-320140914-IMG_322420140917-Singapore_p6-1

เราแวะทานอาหารกลางวันกันที่ร้านอาหารน่ารักๆ ท่ามกลางสวนสวย อาหารอร่อย บรรยากาศเก๋ไก๋ (ราคาก็เก๋ไก๋ตามบรรยากาศ ^^’) จนลืมไปเลยว่าตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของสวนสาธารณะ ^^20140914-IMG_321620140917-Singapore_p6-420140914-IMG_3264

เราเดินกลับออกจากสวน ด้วยเส้นทางที่เลาะไปทางทิศใต้ของสวน ผ่าน Swan Lake ซึ่งมีหงส์จริงๆ เล่นน้ำให้นั่งดูเพลินๆ นอกเหนือจากหงส์แล้ว ในน้ำก็ยังมีปลาตัวโตๆ มากมายหลายชนิดและเต่าให้ดูอีกด้วย น้ำใส เด็กน้อยดูเพลินเลยค่ะ ตลอดเส้นทางที่เราเดินร่มรื่นมากๆ เพราะมีต้นไม้ใหญ่เรียงรายอยู่ตลอดทาง และแม้จะมีคนมาพักผ่อนในสวนเป็นจำนวนมากในวันนี้ (วันอาทิตย์) แต่สวนก็ยังดูโล่ง โปร่ง สบาย เห็นแล้วก็อยากเอาเสื่อมาปูนอนเล่นบ้างจัง :)20140914-IMG_3229-220140914-IMG_3250

เรื่องเล่าปิดท้ายจากทริปนี้ เล็กขอเล่าเรื่องความเป็นเมืองสีเขียวของสิงคโปร์ที่เราได้มีโอกาสสัมผัสนะคะ ทริปนี้เราเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองด้วยแท๊กซี่ (คราวที่แล้วใช้ MRT) จึงได้มีโอกาสเห็นถนนเส้นที่สวยที่สุดเส้นหนึ่งที่พวกเราเคยเห็นมา (ถนนเลียบชายฝั่งด้านตะวันออก – East Coast) ช่างเป็นการต้อนรับเข้าสู่ประเทศที่อบอุ่นและสง่างามมากๆ ถนนที่ว่านี้ไม่ได้มีป้ายหรือซุ้มประตูยินดีต้อนรับเข้าประเทศ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างประดับประดาหรือเสาไฟฟ้าวิจิตรอลังการ มีเพียงต้นไม้สูงใหญ่ยืนเรียงรายตลอด 2 ข้างทาง ระยะทางเกือบ 20 กิโลเมตร ต้นไม้สูงใหญ่รูปร่างสวยงามอายุไม่น่าจะต่ำว่า 30 ปี แผ่กิ่งก้านบานปกคลุมถนน ให้ความร่มรื่น สดชื่นสบายตา ทำเอาเราต้องร้องอู้หูกันไปตลอดทาง สวยจนบรรยายไม่ถูกจริงๆ ค่ะ

จากข้อมูลที่ได้อ่านที่ Singapore City Gallery ทำให้เราทราบว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับต้นไม้มาก ต้นไม้ใหญ่ทุกต้นของสิงค์โปร์จะมีการขึ้นทะเบียน และห้ามตัดโดยไม่ได้รับอนุญาตแม้ว่าจะเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินส่วนบุคคลก็ตาม

เล็กบอกกับลูกว่า “คอยดูนะ เมื่อภูมิโตเป็นหนุ่ม ต้นไม้ก็คงจะโค้งเป็นซุ้มสวยงาม และถนนแบบนี้แหละจะเป็นถนนที่ใครๆ ก็อยากมาเที่ยวชม”

คุณก๊อกเก็บภาพและวีดีโอตอนขากลับมาฝากนะคะ ใครที่จะมาเที่ยวที่สิงคโปร์ เล็กแนะนำว่าควรใช้แท๊กซี่ในเส้นทางที่ไปสนามบิน อย่างน้อยซักครั้ง ขาไปหรือขากลับก็ได้ เพื่อชื่นชมด้วยตาตัวเองดูนะคะ

สิงคโปร์ เจอนี่ เจอนั่น (ตอนที่ 5)

Science Centre Singapore

คราวที่แล้วที่เรามาที่ศูนย์วิทยาศาสตร์แห่งนี้ตอนน้องภูมิอายุได้สามขวบ แม้จะยังไม่ค่อยรู้เรื่องมากนักแต่น้องภูมิวิ่งเล่นสนุกสนานไปกับสื่อวิทยาศาสตร์ของที่นี่จนถึงแม้ว่าเรายืดเวลาที่เราวางแผนไว้สำหรับที่นี่ออกไปอีกหลายชั่วโมงแล้ว ก็ยังไม่หนำใจ มาสิงคโปร์เที่ยวนี้เลยต้องแวะมาอีก :)20140917-Singapore_p5-220140913-IMG_2840

เราไปถึงที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ช่วงสายๆ บริเวณภายนอกอาคารจะมีของเล่นวิทยาศาสตร์มากมาย แบ่งออกเป็นโซน 2 โซน คือโซน Waterworks ที่เป็นเหมือนสวนน้ำย่อมๆ ให้เด็กๆ ได้ลงไปเล่นและเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของน้ำ และโซน Kinetic Garden ที่รวมเครื่องเล่นที่เป็นกลไกไว้ให้เล่นมากมาย ซึ่งคราวที่แล้วเรามาถึงก่อนเวลาเปิด น้องภูมิก็เลยได้เล่นเครื่องเล่นด้านนอกอยู่นาน คราวนี้เราตั้งใจว่าจะเข้าไปดูด้านในก่อน ถ้ามีเวลาเหลือค่อยออกมาเล่นข้างนอก (ปรากฏว่าไม่มีเวลาเหลือ >.<)20140913-IMG_2865-220140917-Singapore_p5-1

ช่วงที่เราไปจะมีส่วนจัดแสดงพิเศษที่เรียกว่า Human Body Experience ที่ให้เรา (เอาตัวของเรา) เข้าไปเรียนรู้ระบบและอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายคน ได้เห็นการทำงานทั้ง หัวใจ ปอด ตับ ม้าม สมอง ฯลฯ เข้าไปทางปากออกมาทางปลายลำไส้ใหญ่กันเลย ^^’ แต่เพราะด้านในจะมีทางชัน มีซอก มีเนิน เขาจึงไม่อนุญาตให้เด็กเล็กๆ อย่างน้องภูริเข้าไป เล็กกับคุณก๊อกก็เลยต้องสลับกันเข้า สลับกันเฝ้าภูริ ส่วนน้องภูมิได้เข้ากับพ่อกับแม่สองรอบเลย รายนั้นสนุกมากทีเดียวค่ะ (ดูวิดีโอได้จากในโพสนี้นะคะ อยู่ก่อนถึงเรื่อง Snow City ค่ะ)20140913-IMG_2887picpost_onpage_p5-3 20140913-IMG_2907-2

ใครที่จะมาเที่ยวที่นี่ แนะนำว่าเมื่อมาถึงให้เช็คตารางโชว์ของเขาด้วยนะคะ เขาจะมีเป็นรอบๆ แต่ละเรื่องน่าสนใจและสนุกมากค่ะ คราวนี้เราทันได้ชม 2 โชว์ เรื่องของเสียงและเรื่องไฟฟ้า น้องภูมิชอบมาก ที่จริงแล้วผู้ใหญ่อย่างเราก็ชอบค่ะ เพราะหลายเรื่องที่ได้ฟังเราก็ไม่เคยรู้มาก่อน

20140913-IMG_2927-2

ส่วนของนิทรรศการถาวรก็มีเรื่องราวอีกมากมายที่น่าสนใจมากเสียจนเวลาที่เรามี(ซึ่งมากกว่าคราวที่แล้วอีก)ดูน้อยไปมาก เราเดินชมกันไปได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น (สงสัยต้องมีครั้งที่สาม ^^’)20140917-Singapore_p5-520140913-IMG_2928

ก่อนจะกลับออกจาก Science Centre เราแวะร้าน Curiosity ร้านที่เต็มไปด้วยของเล่น ของที่ระลึก ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ เราให้เวลาน้องภูมิเดินเลือกซื้อของที่เขาอยากได้ (และเราก็เลือกซื้อของที่เราตั้งใจจะซื้อให้ลูกไปด้วย) น้องภูมิเดินเลือกไป เลือกมาซักพัก ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ หน้าตาดูหงุดหงิด เล็กถามเขาว่าเป็นอะไร เขาตอบว่า เงินที่ภูมิมีภูมิซื้ออะไรไม่ได้เลย (ถึงวันนี้เงินที่เขามีติดตัวมาเหลืออยู่ประมาณ 20 เหรียญค่ะ) เล็กบอกลูกว่าไม่จริงหรอก ลองเดินดูดีๆ สิ ดูสิว่ามีอะไรที่น่าสนใจสำหรับภูมิและราคาไม่เกินเงินที่ภูมิมี (ในร้านจะมีของมากมาย ที่น่าสนใจ และมีหลายระดับราคา) น้องภูมิก้มหน้างุดๆ เลือกของต่อไปแบบไม่มีความสุขเท่าไหร่20140917-Singapore_p5-6

เล็กเลยต้องช่วยเลือกของหลายๆ อย่างที่ดูแล้วลูกน่าจะชอบ (ในราคาที่ไม่เกินงบ) เอามาวางๆ ให้เขาเลือก สุดท้ายเขาก็ได้ของที่เขาชอบในราคาที่เขาซื้อได้และยังมีเงินเหลือ แถมยิ้มออกได้

คืนนั้นก่อนนอนเขาบอกกับเล็กว่า

ภูมิ: แม่รู้ไม๊.. ตอนที่เราอยู่ที่ร้าน Curiosity ภูมิเครียดมากเลย
แม่: เหรอ.. ทำไมล่ะ
ภูมิ: ก็ในร้าน มีแต่ของที่แพงกว่าเงินที่ภูมิมีทั้งนั้นเลย
แม่: อืมม์… ที่ลูกเครียดก็เพราะลูกพยายามคิดว่าลูกจะซื้ออะไรที่มันไม่เกินเงินที่ลูกมีอยู่ใช่ไม๊ (เขาพยักหน้า) ลูกพยายามคิดนั่นเป็นเรื่องที่ดีและถูกต้องแล้ว ในวันที่ลูกโตเป็นผู้ใหญ่ลูกก็ต้องรู้จักคิด รู้จักเลือกใช้จ่าย ถ้าลูกใช้จ่ายเกินกว่าเงินที่ลูกมีอยู่ ลูกก็จะทำให้ชีวิตของลูกมีปัญหา… ลูกต้องคิดแต่ไม่ต้องเครียดรู้ไม๊ เวลาที่เราเครียดเราจะมองไม่เห็นวิธีแก้ปัญหา ถ้าคนสองคนมีเรื่องที่ต้องคิด คนหนึ่งคิดไปหงุดหงิดไป กับอีกคนที่คิดไปยิ้มไป แม่เชื่อว่าคนที่ยิ้มจะหาทางแก้ปัญหาได้ดีกว่านะ

น้องภูมิพยักหน้าและกอดเล็กแน่น เล็กได้แต่ขอบคุณพระเจ้าสำหรับบทเรียนเล็กๆ ที่ลูกได้เรียนรู้ และเรามีโอกาสอยู่ตรงนี้กับเขา ได้เห็นเขาเรียนรู้และเติบโตขึ้น ขอบคุณพระเจ้า…

ดูวิดีโอที่เราถ่ายที่ Science Centre Singapore และข้างในของ Human Body Experience ได้ที่นี่นะคะ

– – –

Snow City

รูปเด็กๆ เล่นเลื่อนหิมะที่ Snow City ที่น้องภูมิได้เห็นจากแผ่นพับ ทำให้เด็กน้อยสนใจและอยากลองเล่นมั่ง หลังจากที่เราเสร็จจาก Science Centre ในช่วงบ่าย จึงพาน้องภูมิไปที่ Snow City ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน (เดินไปประมาณ 5 นาทีค่ะ)20140917-Singapore_p5-4

ภายในอาคารจะจำลองบรรยากาศความหนาวเย็นที่ -10 องศา และมีสไลด์ขนาดใหญ่ให้เล่น ซึ่งแน่นอนว่าน้องภูริยังเล่นอะไรไม่ได้ เล็กกับน้องภูริก็เลยรอสองพ่อลูกอยู่ที่บริเวณที่ขายขนม-เครื่องดื่ม พนักงานที่ร้านน่ารักมากๆ เห็นเล็กต้องรออยู่กับน้องตัวเล็กๆ อย่างภูริ เธอเลยแนะนำให้ขึ้นไปนั่งที่ชั้นสอง ซึ่งเป็นส่วนของร้านอาหารที่กว้างขวางกว่า และไม่ค่อยมีคน :)

น้องภูมิตื่นเต้นมากเพราะยังไม่เคยได้เล่นอะไรอย่างนี้มาก่อน วางข้าวของฝากรองเท้าไว้กับแม่เสร็จก็วิ่งแน่บเข้าไปพร้อมจะกระโจนลงไปเล่นทันที แล้วสองพ่อลูกหายกันไปร่วมชั่วโมง กลับออกมาน้องภูมิแก้มแดงแป้ดเพราะความเย็น แต่หน้าตาสดชื่น ระรื่นมาก โม้ให้แม่ฟังใหญ่ว่าภูมิได้เพื่อนใหม่เล่นสไลด์กับภูมิด้วยชื่อ Jeremy และเล่าให้ฟังต่อว่า เขาสนุกมากกับการหิ้วห่วงยางยักษ์ขึ้นไปไถลงมาบนสไลด์ (เล่นอยู่ 3 รอบ) ท่าทางดี้ด้ามากๆ ดูเหมือนว่าถ้าให้เล่นต่อก็คงจะเล่นได้อีก ส่วนคุณก๊อกเล่าให้ฟังว่าข้างในไม่ค่อยมีอะไรให้เล่นมากนัก และหิมะก็ดูไม่ค่อยสะอาดเท่าไหร่ แถมกลิ่นอับๆ ของรองเท้าบู้ทที่นี่ก็ทำเอาคุณก๊อกถึงกับมึน (เวลาเข้าไปเราต้องเช่าชุดและรองเท้าบูทของเขาค่ะ) เอ… ดูเหมือนคะแนนที่สองพ่อลูกให้ที่นี่จะไม่เอกฉันท์ซะแล้ว ^^ ใครจะมาเที่ยวที่นี่ก็ลองพิจารณาดูนะคะว่าจะฟังคุณก๊อกหรือฟังน้องภูมิดี ^^

ด้านในที่ Snow City เค้าไม่ให้ถ่ายภาพนะคะ เราเลยไม่มีภาพมาฝากค่ะ :)

* ค่าเข้าชม Science Centre, Human Body Experience และเล่นที่ Snow City สำหรับผู้ใหญ่ คนละ 30 S$ และเด็กคนละ 25 S$ นะคะ แต่สามารถซื้อตั๋วแยกเป็นรายการได้ค่ะ