ปั่นเป็นได้ ไม่ต้องล้มเลย : )

2 เดือนก่อนแม่เล็กมาเปรยๆ กับผมว่า น้องภูมิใกล้จะ 5 ขวบแล้ว คิดว่าน่าจะเริ่มหัดให้ขี่จักรยาน 2 ล้อได้ เพราะน่าจะเป็นช่วงวัยที่มีความกล้าและไม่กลัวมากจนเกินไป ผมนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นวิธีการสอนของฝรั่งที่น่าสนใจอยู่ เป็นวิธีที่เด็กเรียนรู้ได้เร็ว และไม่เจ็บตัวเหมือนสมัยที่เราหัดปั่นจักรยานตอนเด็กๆ ผมเลยเอาวิธีนั้นมาลองใช้กับน้องภูมิ และก็ได้ผลจริงๆ ครับ น้องภูมิสามารถขี่จักรยาน 2 ล้อได้โดยที่ไม่ต้องล้มเลย

คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับคุณพ่อคุณแม่ที่คิดว่ากำลังจะหัดลูกขี่จักรยานด้วย เลยอยากจะเขียนแบ่งปันไว้ครับ

เริ่มต้นเตรียมจักรยาน
1. ถอดล้อช่วยประคองเล็กๆ ทั้งสองข้าง และบันไดถีบออก
2. ปรับเบาะให้ต่ำ แบบที่เมื่อเด็กยืนขึ้น เท้าทั้งสองข้างสามารถยืนบนพื้นได้อย่างมั่นคง

แค่นี้จักรยานก็พร้อมแล้วครับ :D

วิธีฝึก

เราให้น้องภูมินั่งบนจักรยาน และใช้ขาสองข้างไถจักรยานไปเรื่อยๆ ซ้ายสลับขวา พอได้ความเร็วระดับนึง ก็ให้ยกขาขึ้น ปล่อยให้จักรยานไหลไปเรื่อยๆ ทรงตัวให้จักรยานวิ่งไปตรงๆ จนหยุด และเริ่มไถกันใหม่ครับ และเมื่อชำนาญมากขึ้น ก็บอกให้เค้า ไถต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรอให้จักรยานหยุดครับ

หัวใจของการฝึกแบบนี้ คือ การสอนให้เด็กๆ เรียนรู้ที่จะทรงตัวก่อนการฝึกควบคุมจักรยาน (ซึ่งสำหรับผมส่วนนี้สำคัญที่สุด และยากที่สุด) เมื่อเด็กสามารถทรงตัวได้อย่างมั่นใจแล้ว เรื่องการปั่นและควบคุมจักรยานก็จะง่ายขึ้นครับ เราฝึกกันน่าจะประมาณ 4-5 ครั้ง ครั้งละประมาณ 20-30 นาทีครับ จนน้องภูมิก็บอกว่าอยากปั่นเองแล้ว ขอให้ผมติดบันไดถีบจักรยานให้


วันแรกที่ติดบันไดให้ ช่วงเริ่มต้น ผมช่วยประคองนิดหน่อย คอยสังเกตน้ำหนักของจักรยานที่มือว่าเอียงมั๊ย ทรงตัวได้มั๊ย และคอยบอกน้องภูมิให้มองไปข้างหน้า พยายามทรงตัว และให้ปั่นช้าๆ แต่ไม่ให้หยุดปั่น เพื่อให้เค้ารักษาความต่อเนื่องครับ หลังจากปั่นไปได้ซัก 1-2 นาที ผมรู้สึกได้ว่าจักรยานเริ่มเขวน้อยลง และผมก็บอกว่าเค้าว่า “I’m going to let you ride now. Keep going like this okay!” ..และก็เรียบร้อยครับ น้องภูมิปั่นจักรยานออกจากมือผมไปแล้ว แต่ผมคงวิ่งประคองไปข้างๆ อยู่ เผื่อพลาดครับ : )


แม่เล็กกับผมตื่นเต้นกันมากครับ รู้สึกเหมือนตอนเห็นน้องภูมิเริ่มเดินเตาะแตะวันแรกเลย หลังจากนี้ไป ก็เป็นการฝึกฝนความชำนาญและการใช้เบรคครับ

ปล. เวลาปั่นจริง ผมจะต้องปรับเบาะจักรยานให้สูงขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับการปั่นจริงๆ นะครับ เพราะถ้าเบาะต่ำแบบตอนฝึก จะทำให้ขี่ค่อนข้างยากนิดนึงครับ

เรื่องราวในตัวหนังสือ

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เล็กเห็นว่าน้องภูมิ 4 ขวบแล้ว น่าจะมีสมาธิพอจะฟังเรื่องเล่ายาวๆ จากหนังสือที่ไม่มีภาพได้ เล็กเลยเลือกหนังสือที่มีอยู่ในบ้าน (หนังสือผู้ใหญ่ ที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์และเข้าใจง่าย) มาลองอ่านให้น้องภูมิฟังก่อนนอน มีทั้งหนังสือชีวประวัติบุคคลสำคัญของโลก (เป็นตอนสั้นๆ) หนังสือเรื่องสั้นที่จบเป็นตอนๆ และหนังสือแปลที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องรอบตัว การได้อ่านหนังสือประเภทนี้ให้ลูกฟัง ก็ทำให้เล็กรู้ว่าลูกยังไม่รู้คำศัพท์ง่ายๆ หลายคำ เพราะยังไม่มีโอกาสใช้หรือได้ยิน เวลาฟังเล็กอ่านน้องภูมิก็จะถามเป็นระยะๆ ว่าคำนี้ คำนั้นแปลว่าอะไรเล็กดูแล้วน้องภูมิสามารถฟังได้นาน เลยหาซื้อวรรณกรรมสำหรับเด็กแบบเรื่องยาวมาอ่านให้ฟัง เล็กเลือก “โต๊ะโต๊ะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง” เป็นเล่มแรก เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องที่เล็กชอบมากเรื่องหนึ่งแล้ว เนื้อหาของโต๊ะโต๊ะจังก็ยังสวยงาม จรรโลงใจ และเป็นบันทึกที่เกิดขึ้นในช่วงวัยที่ใกล้เคียงกับน้องภูมิ เด็กน้อยได้ฟังแล้วติดหนึบทีเดียวค่ะ เราอ่านต่อเนื่องจนจบเล่มในเวลาไม่ถึงเดือน ^^ (270 หน้า) น้องภูมิจะนอนหนุนตักแม่และฟังอย่างตั้งใจได้นาน ชนิดที่ว่าถ้าแม่ไม่เลิกอ่าน ก็คงจะนอนฟังไปเรื่อยๆ >.< เล็กแอบสังเกตดูเวลาที่เขาฟัง จะเห็นแววตาใสๆ จ้องเหม่อไปบนเพดานเหมือนกำลังจินตนาการตามไปอย่างสนุก และเศร้าไปตามเนื้อเรื่อง

หลังจากอ่านเล่มแรกจบเล็กก็เริ่มหาเล่มต่อไป ค้นหาจากหน้าเว็บนี่หล่ะค่ะ จนไปเจอเรื่อง “ลาแสนรู้” หรือ “Les  Mémoires  d’un  Âne” เล็กไม่รู้เลยว่าเนื้อเรื่องเป็นอย่างไรเพราะยังไม่เคยอ่าน แต่จากเรื่องย่อและรายละเอียดของหนังสือที่ระบุว่าได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 วรรณกรรมเยาวชนคลาสสิกของฝรั่งเศส ก็เพียงพอที่จะทำให้เล็กกดสั่งซื้อแล้วค่ะ ^^

วันที่ได้รับหนังสือถึงรู้ว่า เป็นวรรณกรรมแปลที่มีภาพประกอบด้วย >.< และเป็นภาพประกอบสีน้ำที่สวย สบายตา น่ารักมากๆ ทีเดียว มีทั้งที่เป็นภาพสีและภาพขาวดำ จังหวะและรายละเอียดของภาพก็พอเหมาะ พอเจาะ สำหรับหนังสืออ่านประเภทนี้ ดูแล้วคิดว่าน่าจะช่วยเป็นภาพนำทางให้จินตนาการของเด็กน้อยได้เป็นอย่างดีตอนแรกที่เปิดดู เล็กคิดว่าภาพประกอบในเล่มนี้เป็นภาพที่มาพร้อมกับต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส แต่เมื่อพลิกอ่านคร่าวๆ ก็พบว่าเป็นงานวาดของนักวาดประกอบชาวไทย >.< แถมเป็นคนที่เล็กและน้องภูมิรู้จักดี เพราะที่บ้านมีงานหนังสือเด็กของเธออยู่ 2-3 เล่ม และได้มีโอกาสรู้จักกันผ่านพี่ๆ น้องๆ ใน Facebook มาเกือบ 2 ปีแล้ว

ป้าอ้อย (ของน้องภูมิ) หรือ คุณวชิรวรรณ ทับเสือ นักวาดภาพประกอบหนังสือเด็กที่หลายๆ คนน่าจะเคยเห็นผลงานภาพวาดน่ารักๆ แฝงอารมณ์สดใส อบอุ่น เป็นผู้วาดภาพประกอบให้ “ลาแสนรู้” ค่ะ ตอนที่ได้รู้ว่าเป็นผลงานของป้าอ้อย เล็กกับคุณก๊อกภูมิใจ ปลื้มใจอย่างกับเป็นงานของตัวเองเลยทีเดียว >.< (รูปสวยจริงๆ ค่ะป้าอ้อย น้องภูมิมักจะมาพลิกเปิดดูรูปอย่างละเอียดทุกครั้งที่อ่านจบตอน ^_^)

เราใช้เวลาอ่านเล่มนี้กันไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็จบค่ะ (180 หน้า) “ลาแสนรู้” เป็นเรื่องราวในบันทึกของเจ้าลาตัวหนึ่ง ซึ่งฉลาดมาก ชีวิตของมันต้องระหกระเหิน เปลี่ยนเจ้านายหลายครั้ง เพราะความอวดดีของมัน แต่มันก็ค่อยๆ ได้รับบทเรียนชีวิตไปทีละน้อย และเปลี่ยนแปลงเป็นลาที่ดีในทีี่่สุด ตัวละครในเรื่องนี้จะมีมิติทางอารมณ์ที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมในหลากหลายรูปแบบ ทั้งดีและไม่ดี มีความเป็นจริงที่จับต้องได้มากขึ้นอีกนิดสำหรับน้องภูมิ อ่านไปแล้วก็มีเรื่องให้พูดคุยกันต่ออีกเยอะแยะ สำหรับเล็กเองการอ่านได้เรื่องราวอย่างนี้ให้ลูกฟังก็เป็นการอบรมสั่งสอนลูกในแบบที่เพลิดเพลินมากค่ะ

เวลาที่อ่านเรื่องยาวๆ อย่างนี้ เล็กจะอ่านและหยุดเป็นระยะเพื่อเช็คว่าน้องภูมิยังเข้าใจเนื้อเรื่องและตามทัน โดยใช้คำถามเช่น “ลูกรู้ไม๊ว่า ทำไมออกุสต์ถึงไม่อยากเข้าใกล้กาดิชง (เจ้าลาตัวเอกของเรื่อง) ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้โกรธหรือเกลียดมัน” บางครั้งน้องภูมิก็จะถามเองว่าคำนี้หมายถึงอะไร หรือถ้าฟังเพลินๆ แล้วน้องภูมิไม่ได้ถาม แต่เล็กรู้ว่าคำนี้ลูกน่าจะไม่รู้จัก เล็กก็จะหยุดถามเขาว่ารู้ไม๊คำนี้หมายถึงอะไร ถ้าเขาส่ายหน้าเราก็อธิบาย

และที่สำคัญที่สุด การได้อ่านกันอย่างนี้กันเป็นประจำก็ทำให้น้องภูมิรู้ว่า ข้างในหนังสือ และเจ้าตัวหนังสือที่เขายังอ่านไม่ได้นั้น มันมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่มากมาย และสนุกซะด้วยสิ :D

*ภาพประกอบหนังสือสวยๆ ในโพสนี้ เล็กหยิบยืมมาจากบล็อกของป้าอ้อย Littleblackoz Studio แวะเข้าไปทักทาย ให้กำลังใจ และอ่านแนวคิดเบื้องหลังภาพวาดน่ารักๆ กันได้นะคะ ^^

วาดภาพคล้าย :D

เมื่อสัปดาห์ก่อนเล็กกับน้องภูมินั่งวาดรูปเล่นกัน (ปกติก็เราก็จะชวนกันคิดถึงเรื่องโน้น เรื่องนี้ ที่น้องภูมิสนใจแล้วลองให้เขาวาดออกมา เล็กก็จะนั่งวาดเป็นเพื่อนเขา แต่ก็ต่างคนต่างวาดกันไป) เล็กลองถามน้องภูมิว่า “ภูมิวาดหน้าแม่ได้ไม๊” น้องภูมิก็หยุดคิดนิดนึงแล้วก็บอกว่า “ได้คับ” จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาจะลงมือวาด (ตามความคิด)

เล็กบอกเขาว่า “ไม่ใช่ๆ … ต้องมองหน้าแม่ด้วย วาดแบบวาดภาพเหมือนอ่ะจ๊ะ” “ลองดูดีๆ สิว่า หน้าแม่เป็นอย่างไร ตา จมูก ปาก และทรงผมแม่เป็นอย่างไร” น้องภูมิยิ้มๆ ส่ายหน้า ทำท่าจะถอย เล็กเลยต้องให้กำลังใจว่า “เอาน่า ลองดูๆ นะ นะ นะ ^^”เล็กอยากให้น้องภูมิลองวาดภาพเหมือนดู เพราะเมื่อตอนที่เราไปงานตลาดนัดในสวน little tree มีพี่ๆ เด็กบ้านเรียนภูมิธรรม อายุประมาณ 8-9 ขวบ มานั่งรับวาด “ภาพ (ไม่) เหมือน” คิดค่าบริการแค่ภาพละ 5 บาท (น่ารักมากๆ ^^) ซึ่งภาพที่วาดออกมาแม้จะไม่ได้มีความเหมือนอย่างภาพเหมือนที่ผู้ใหญ่วาด แต่เด็กๆ ที่มาเป็นผู้วาดก็มีทักษะในการจับรายละเอียดของแบบ และวาดออกมาได้อย่างน่าสนใจมากๆ เลยค่ะ เล็กอยากรู้ว่า ถ้าเป็นเด็กเล็กอย่างน้องภูมิ (4 ขวบครึ่ง) เขาจะเห็นรายละเอียดอะไรบ้าง และจะถ่ายทอดสิ่งที่เห็นออกมาได้แค่ไหน

น้องภูมิลงมือวาดภาพเหมือนให้แม่ วาดไป  ดูไป ได้ออกมาเป็นอย่างนี้ ^^

วันรุ่งขึ้น แม่ลองให้วาดปาป๊าดูมั่ง น้องภูมิถ่ายถอดรายละเอียดที่เขาเห็นได้พอสมควรเลยค่ะ :)

วันต่อมาลองวาดนางแบบผมยาว หน้าหวาน ดูบ้าง (ออกมาไม่ค่อยจะหวานเท่าไหร่ ^^”)

พอถึงวันหยุด อาม่า, โกกิ๊ก และเหล่าอี๊มาหา ก็เลยให้น้องภูมิลองวาดภาพเหมือนให้ด้วย ^^

วาดคนในบ้านหมดแล้วลองหอบกระดาษ-ดินสอ ไปหานางแบบนอกบ้านดูบ้าง เริ่มจากใกล้ๆ บ้านก่อน – พี่ปริม ^^

ต่อด้วย ‘เมโลดี้’ เพื่อนที่โรงเรียน  (น้องภูมิไม่ค่อยมีสมาธิเท่าไหร่ ตอนที่วาดหน้าเมโลดี้ เพราะเพื่อนๆ ที่เหลือต่างมารุมล้อมด้วยความสนใจ ^^”)

คริส-เพื่อนซี้ :D

Uncle Mark (คุณพ่อของคริส) ปรากฏว่าภาพของ Uncle Mark ที่ออกมา มีความละม้ายคล้ายคุณแม่ของ Uncle Mark มากๆ (O_o)

วาดพี่หมี แก้มกลมป่อง เหมือนเด๊ะ  ^^”

ต่อไปหน้าอาเจ็กกั๊กบ้าง (เป็นภาพแรกที่เริ่มเห็นพัฒนาการรูปทรงของดวงตา จากที่เคยวาดเป็นทรงงกลมมาตลอด เริ่มเป็นทรงรีแล้ว :D)

วาดๆ ไป ก็รู้สึกว่าการชวนให้เด็กเล็กได้ทำอะไรอย่างนี้บ้างก็ดีเหมือนกันนะคะ เป็นการกระตุ้นให้เขาหัดสังเกตรายละเอียดต่างๆ และได้ลองถ่ายทอดสิ่งที่ตัวเองเห็นออกมาเป็นลายเส้น ยิ่งตอนนี้ พอเขียนได้หลายๆ หน้าแล้ว เวลาเล็กนั่งดูด้วยกันกับน้องภูมิ น้องภูมิจะมีความสุขที่ได้เห็นสิ่งที่เค้าได้ทำมากค่ะ

ลองชวนเด็กๆ เขียนดูนะคะ ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นหน้าคนก็ได้ค่ะ ลองให้เค้าได้ใช้เวลากับสิ่งรอบตัว สังเกต และถ่ายทอดออกมาให้เราได้เห็น ได้ลองไปเดินเล่นในโลกของเด็กๆ บ้าง สนุกดีนะคะ ^^

*รูปที่น้้องภูมิวาดเพิ่มเติมจากนี้ เล็กเก็บไว้ที่ Facebook Page ของ Bhoomplay ค่ะ แวะไปดูได้นะคะ :)

Fairy ก้อนหิน

วันเสาร์ที่จะถึงนี้ ‘งานตลาดนัดในสวน Little Tree’ – งานน่ารักๆ ประจำปีที่เรารอคอยก็วนมาครบหนึ่งปีแล้วนะคะ ^^

ถ้าใครยังจำได้ เมื่อปีที่แล้วเล็กทำหุ่นนิ้วกระดาษให้น้องภูมิเอาไปขายสนุกๆ ในงานวันนั้น ทั้งเด็กและผู้ใหญ่สนุกสนานกันมาก ปีนี้เราก็เลยตั้งใจจะทำอะไรไปขายขำๆ กันอีก เล็กเห็นว่าน้องภูมิโตขึ้นอีกนิดแล้ว เลยว่าจะหางาน Handmade ที่น้องภูมิสามารถทำได้ด้วยมาทำขายกัน คิดไปคิดมาแล้วก็ได้ไอเดียเป็นงานเพนท์ก้อนหินค่ะ :D

ก้อนหินเพนท์ของเล็ก เล็กออกแบบให้เป็นหน้า Fairy น้อยๆ สำหรับไว้วางเคียงข้างต้นไม้กระถางเล็กๆ ไม่เกี่ยงแดด-ฝน (เหมือนเป็น Fairy ประจำต้นไม้ต้นนั้นค่ะ ^^)

คอลเลคชั่น Fairy ก้อนหินของเรา
มีขายขำๆ ที่งานตลาดนัดในสวน Little Tree เสาร์นี้เท่านั้นนะคะ :)

*รายละเอียดของงานดูที่เพจ ‘ตลาดนัดในสวน little tree‘ ได้เลยค่ะ

เบื้องหลังการทำ

เริ่มจากออกแบบหน้าตาของ Fairy ก้อนหินกันก่อน

นำหินมาล้างทำความสะอาด และเลือกหินก้อนพิเศษมาเป็น Fairy

จากนั้นก็ลงมือเพนท์ ;) *เล็กใช้สีอะครีลิคนะคะ

ภาพล่างเป็นผลงานของน้องภูมิ ซึ่งไม่ได้ไปวางขายด้วยนะคะ เพราะพอเพนท์เสร็จเจ้าตัวก็บอกว่า “แม่คับ ภูมิไม่อยากขายชินกันเซ็นกับรถ กับทุกๆ อย่างที่ภูมิวาดอ่ะคับ” “ทำไมล่ะลูก?” “ภูมิชอบมันอ่ะแม่ ภูมิไม่อยากขาย” (*.*’)?

ใครอยากได้ผลงานของน้องภูมิก็คงต้องรอไปก่อนนะคะ :P

คุณคือหมอคนแรกของลูก

วันนี้เล็กอยากจะหยิบยกเรื่องการดูแลลูกเมื่อยามป่วยไข้มาแบ่งปันกันอีกครั้งนะคะ หลายคนอาจจะเคยได้ยินเล็กพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ใน FB แล้ว เล็กขออีกซักครั้งในบล็อกนะคะ

จากกรณีที่คุณพ่อคนหนึ่งได้เขียนแบ่งปันเรื่องการเสียชีวิตของลูกชายชั้น ป.1 (รร.กรุงเทพคริสเตียน) ด้วยไวรัสที่น่าจะเกี่ยวข้องกับโรคมือเท้าปากไว้ในเว็บบอร์ด (หลายๆ คนอาจจะมีโอกาสได้อ่านแล้ว) คุณพ่อเล่าว่าช่วงหนึ่งของการรักษาที่เริ่มวิกฤติ คุณหมอแจ้งว่าหากเพาะเชื้อแล้วพบว่าเป็นไวรัสก็จะไม่สามารถใช้ยาฆ่าเชื้อได้ ต้องใช้ภูมิคุ้มกันของร่างกายของน้องเองเป็นตัวฆ่า ถ้าน้องแข็งแรงก็จะผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปได้ – – และก็พบว่ามีไวรัสในหัวใจจริงๆ เป็นตัวที่ร้ายที่สุด ซึ่งไม่มียาฆ่าเชื้อโรคตัวนี้ โอกาสรอดมีน้อยมาก จนคุณหมอต้องตัดสินใจใช่เซรุ่มของคนอื่นที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรงมาฉีดให้น้อง แต่เมื่อฉีดเซรุ่มเข้าไปได้ 2 ชม. หัวใจของน้องก็หยุดเต้นและคุณหมอก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของน้องไว้ได้ — ครอบครัวเราขอแสดงความเสียใจและเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของน้องเฟยด้วยนะคะ

หลังจากที่ได้อ่านเรื่องของน้องเฟยแล้วก็ทำให้เล็กคิดถึงบทความเรื่อง “คุณคือหมอคนแรกของลูก” เขียนโดย คุณฝน นภนีรา รักษาสุข เป็นบทความที่เล็กได้มีโอกาสอ่านตั้งแต่น้องภูมิยังเล็กๆ (ขอบคุณพระเจ้า) เล็กอ่านแล้วได้รับแรงบันดาลใจ และความมั่นใจอย่างมากที่จะดูแลลูกเมื่อลูกเจ็บไข้โดยไม่ใช้ยา เพื่อให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของลูกไม่ถูกรบกวน และเล็กก็ยึดตามแนวทางที่แม่ฝนแนะนำไว้ในบทความมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าที่จริงแล้วความเจ็บป่วยเล็กน้อยของเด็ก เช่น ไข้ตัวร้อน หรือไข้หวัดนั้นไม่ต้องใช้ยารักษาเลยค่ะ

อาการมีไข้ตัวร้อนนั้นเกิดจากกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกายเมื่อได้รับเชื้อ (ซึ่งอาจจะมาจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย หรือเกิดขึ้นภายในร่างกายเอง) เราสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยาลดไข้ได้ด้วยการเช็ดตัวเพื่อช่วยระบายความร้อน และให้เด็กจิบน้ำบ่อยๆ การไม่ใช้ยาจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายเด็กได้ทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่ถูกรบกวน ผลที่ได้ระยะยาวคือภูมิคุ้มกันในร่างกายของเด็กจะแข็งแรงและทำงานได้ดีค่ะ

ส่วนอาการหวัดนั้น เล็กเคยคุยกับคุณหมอ คุณหมอว่าส่วนใหญ่แล้วหวัดเกิดจากไวรัส ไม่ต้องใช้ยารักษา (ไม่มียารักษาด้วย) หวัดที่เกิดจากไวรัสจะหายได้เอง เพียงแต่พักผ่อนให้เพียงพอและดูแลไปตามอาการ อาการหลักทั่วๆ ไปของหวัดก็ไม่พ้นมีน้ำมูกและไอ สำหรับที่บ้านเล็ก เมื่อเป็นหวัดก็ให้ล้างจมูกบ่อยๆ หากระคายคอ/ไอ ก็ดื่มน้ำผึ้ง, อมมะแว้ง เราดูแลกันอย่างนี้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็หายค่ะ ไม่ต้องทานยาแก้แพ้ใดๆ

เล็กอยากจะส่งต่อบทความของแม่ฝนให้คุณพ่อคุณแม่ เก็บไว้เป็นคู่มือการดูแลลูกแบบทางเลือก (เลือกที่จะไม่ใช้ยา) ดูนะคะ รายละเอียดและวิธีการปฏิบัติแม่ฝนได้เขียนไว้อย่างละเอียดแล้ว (กดที่รูปด้านล่างเพื่ออ่านได้เลยค่ะ) ทุกๆ ครั้งที่เล็กสามารถดูแลน้องภูมิให้ผ่านช่วงที่เจ็บไข้มาได้แบบไม่ต้องใช้ยา ก็จะคิดถึงและขอบคุณแม่ฝนเสมอสำหรับบทความนี้… ขอบคุณอีกครั้งนะฝน :D

ที่ผ่านมา ครอบครัวเราเลือกที่จะดูแลน้องภูมิเวลาป่วยแบบไม่ใช้ยาก่อนเสมอค่ะ แต่เราก็จะเฝ้าระวังและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดนะคะ หากมีอาการอื่นๆ นอกเหนือจากไข้ตัวร้อน เช่น อาเจียน, หอบ, ปวดหู, ซึม ฯลฯ ก็ปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแลลูกที่ป่วย และขอให้เด็กๆ ของเราสุขภาพแข็งแรงกันทุกคนนะคะ :)

หนังสือเล่มแรก : เรื่องและภาพ โดย ภูมิ

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา เล็กได้ซื้อหนังสือชุดหนูน้อยนักสำรวจ ของสำนักพิมพ์ Happy kids มาเล่มนึง เป็นหนังสือที่สร้างสรรค์มากๆ ค่ะ ในเล่มจะมีไฟฉายกระดาษเอาไว้ให้เด็กๆ ส่องสำรวจเนื้อหารูปภาพในเล่มด้วยค่ะ ไว้ถ้าไม่ลืมจะถ่ายรูปให้ดูใน Facebook Page ของ BhoomPlay นะคะ

ประเด็นที่เล็กจะเล่าวันนี้ไม่ได้อยู่ที่หนังสือเล่มที่ซื้อมานะคะ แต่อยู่ที่สมุดที่คนขายแถมมาให้! (เล่มใหญ่กว่าหนังสือที่ซื้ออีกค่ะ ^^)

สมุดที่ว่านี่เป็นเหมือนสมุดโน๊ตเล่มหนาๆ ขนาดประมาณครึ่ง A4 ความหนาประมาณ 100 แผ่นได้ค่ะ เป็นกระดาษเนื้อนวล ไม่มีเส้น ดูแล้วน่าจะเหมาะกับเอาไว้ขีดเขียน วาดรูปอ่ะค่ะ

ตอนที่ได้มาใหม่ๆ น้องภูมิก็ไม่ได้ใช้มันซักเท่าไหร่ จนกระทั่งเล็กให้ดูแอนนิเมชั่นเรื่องสั้นๆ เรื่อง The Fantastic Flying Books of Mr. Morris Lessmore ที่คุณก๊อกเคยมาโพสแชร์ไว้หน่ะค่ะ น้องภูมิชอบเรื่องนี้มาก หลังจากที่ได้ดูก็มักจะเอาสมุดเล่มนี้มาใช้ขีดเขียนเป็นประจำ (ประมาณว่าเขาเป็น Mr. Morris ^^)

เล็กก็ปล่อยให้เขาขีดเขียนเล่นไปตามที่อยากจะเขียน จริงๆ แล้วตั้งใจว่าจะให้เขาไว้ใช้วาดรูปเท่านั้น แต่น้องภูมิช่วงนี้คงจะเริ่มรู้สึกอยากเขียนตัวหนังสือบ้างแล้ว บางครั้งน้องภูมิก็จะมาถามเองว่าคำนี้เขียนยังไง เล็กก็จะบอกเขาไป บางครั้งเขาก็นั่งเขียนเป็นภาษาของเขาเอง เราอ่านไม่ออกนะคะ ต้องให้น้องภูมิอ่านให้ฟัง >.< ก่อนนอนบางคืนเขาก็จะเอามาเปิดเล่าให้ป๊ากับแม่ฟัง (เป็นตุ เป็นตะ ทีเดียว)

น้องภูมิชอบเจ้าสมุดเล่มนี้มาก.ก..ก.ก…และมันก็ได้กลายเป็นสมุดที่มีคุณค่ามากๆ สำหรับเล็กกับคุณก๊อกด้วยเช่นกัน ขอบคุณพระเจ้า เหมือนกับว่าพระเจ้าประทานมาให้เรา เพราะก่อนหน้านี้เล็กไม่เคยคิดจะซื้อสมุดอย่างนี้ให้ลูกวาดเลยค่ะ (ปกติที่บ้านใช้แต่กระดาษแผ่นโตๆ)

สมุดเล่มเล็กๆ (ที่ได้มาฟรี) กับหนังแอนนิเมชั่นดีๆ ได้สร้างแรงบันดาลใจเล็กๆ ให้กับเด็กน้อยวัย 4 ขวบ  และตอนนี้เขาคิดว่าเขาเป็นนักเขียนอยู่ค่ะ >.<

ความที่น้องภูมิชอบมาก เขาก็จะถือสมุดเล่มนี้ไปไหนมาไหนด้วย เล็กก็กลัวว่าปก (ซึ่งเป็นกระดาษไม่หนามาก) จะขาดซะก่อนที่จะเขียนหมดเล่ม เล็กเลยวานให้คุณก๊อกซื้อกระดาษสีแดงมาให้หน่อย เล็กจะเอามาหุ้มเป็นปก (น้องภูมิเจาะจงสีแดงเลยค่ะ เพราะหนังสือของ Mr. Morris สีแดง) แต่คุณก๊อกได้เจ้าสติ๊กเกอร์กำมะหยี่แบบนี้มาแทน ^^

แปะลงไปปุ๊บสวยเลยค่ะ เล็กแนะนำไว้เป็นไอเดียสำหรับทำปกสวยๆ แบบง่ายๆ นะคะ

Rudolph, the (hand painted) red-nosed reindeer.

ครอบครัว BhoomPlay กลับมาแล้วจ้าา.าา.า.า… ^_^

หลังจากที่เราห่างหายจากหน้าบล็อกไปนานมาก.ก.ก.ก.ก.ก… นานที่สุดตั้งแต่เริ่มเขียนบล็อกกันมาเลยค่ะ เพราะมวลน้ำก้อนใหญ่ได้พัดพาเราออกจากบ้านไปนานนับเดือน ขอบคุณพระเจ้า…วันนี้น้ำเหล่านั้นได้ผ่านเราไปหมดแล้ว การเก็บกู้และทำความสะอาดบ้านที่สุดโหดก็ได้สิ้นสุดลงแล้ว ครอบครัวเราสามารถกลับเข้าสู่สภาพ (ใกล้เคียง) ปกติเหมือนอย่างที่เคยเป็นเล็กวุ่นวายและเหน็ดเหนื่อยจนแทบลืมไปแล้วว่านี่เป็นเดือนแห่งความสุข จนกระทั่ง 2-3 วันนี้ ลมหนาวๆ เริ่มมาสะกิดเตือน วันนี้เล็กเลยชวนน้องภูมิมาเพนท์กวางเรนเดียร์น่ารักๆ ไว้ตกแต่งบ้านและแจกญาติๆ เพื่อนๆ ตอนคริสตมาส วิธีเพนท์นั้นง่ายมากๆ ค่ะ ไม่ต้องใช้ฝีมือ ใช้เพียงแค่ฝ่ามือและฝ่าเท้าของน้องภูมิเท่านั้น ใครสนใจก็ตามนี้เลยค่ะ ^^อุปกรณ์
• สีแดง – สีเหลือง – สีดำ – สีขาว
• จานสี หรือกล่องพลาสติกใส่อาหาร (ถ้ามี)
• กระดาษ
• ดินสอแท่ง หรือตะเกียบ
• ผ้าฟองน้ำ สำหรับเช็ดมือ
*สีที่ใช้จะเป็น สีน้ำ สีโปสเตอร์ สี Tempera หรือสีที่ใช้เล่น Finger Paint ก็ได้นะคะ

วันนี้เราต้องใช้สีน้ำตาลสำหรับส่วนใบหน้าของเรนเดียร์ ที่บ้านเล็กจะมีแต่แม่สีเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องเอาแม่สีมาผสมกันให้ได้สีน้ำตาลก่อน สัดส่วนผสม (โดยประมาณ) มีดังนี้ค่ะ สีเหลือง 70% สีแดง 25% สีดำ 5% (อาจจะใส่สีขาว เพื่อเพิ่มความเข้ม-อ่อนได้ค่ะ) เล็กผสมสีในกล่องพลาสติกใส่อาหารที่ใช้แล้ว กล่องพวกนี้จะมีขนาดพอเหมาะพอดีให้เด็กๆ เอามือ (เท้า) ลงไปจุ่มสีได้ค่ะน้องภูมิดูจะสนุกที่สุดก็ตอนผสมสีนี่แหละค่ะ สีที่จะได้คล้ายช็อคโกแลตมาก ดูน่ากินทีเดียว :P
ถ้าต้องการทำหน้ากวางตัวใหญ่ ให้ผสมสีน้ำตาลไว้ 2 เฉดนะคะ (อ่อน-แก่)• วิธีเพนท์ก็เริ่มจากใช้ฝ่าเท้าน้อยๆ จุ่มสีแล้วปั๊มลงกระดาษ จะได้เป็นส่วนใบหน้าของเจ้ากวาง (ภาพที่ 1-2)
• ตามด้วยฝ่ามือน้อยๆ ซ้าย-ขวา เป็นส่วนเขากวางทั้ง 2 ข้าง (ภาพที่ 3-4)
• นิ้วโป้งจุ่มสีแดง กดลงตรงบนใบหน้าเป็นจมูก (ภาพที่ 6)ส่วนลูกตาสีดำ เล็กใช้ยางลบติดปลายดินสอ จุ่มสีแล้วนำมากดลงตรงบริเวณลูกตา (หรือจะใช้ตะเกียบก็ได้นะคะ) สุดท้ายใส่ Highlight วิ้งๆ ให้จมูกเจ้ากวาง ด้วยสีขาว เป็นอันเสร็จค่ะ ;)

* เคล็ดไม่ลับนะคะ อย่าจิ้มสีขาวตรงกลางจมูกเป๊ะ เพราะนอกจากจะไม่ดูเป็น highlight แล้ว อาจทำให้จมูกแดงกลายเป็นโดนัทได้ค่ะ จิ้มเอียงๆ นิดนึงนะคะHand Paint อันนี้ยังเป็นอีกหนึ่งวิธีเก๋ๆ ที่จะเก็บบันทึกขนาดมือและเท้าของเจ้าตัวเล็กเอาไว้ดูได้ด้วยนะคะแต่ถ้าคุณแม่ๆ ไม่อยากให้เลอะมาก ก็สามารถให้เด็กๆ ใช้แค่ฝ่ามือ ทำเป็นหน้ากวางตามภาพข้างล่างก็ได้ค่ะเสร็จแล้ว…. ฝูงกวางเรนเดียร์ :)
*ใครอยากทำ Hand Paint เป็นรูปต้นคริสตมาส ลองดูไอเดียของเมื่อปีที่แล้วได้นะคะ