กัปตันภูมิพร้อม! จรวดพร้อม!

เช้าวันเสาร์น้องภูมินั่งอ่านนิทานเรื่องโปรดเล่มใหม่ ที่น้าแบดคนสวยให้เป็นของขวัญวันเกิด (ขอบคุณอีกครั้งนะค๊าบ.บ.บ.. ช่วงนี้น้องภูมิฮิตเล่มนี้มาก.ก.ก.ก…) ดูคนเดียวเงียบๆ อยู่สักพักก็เดินมาถามเล็กว่า “แม่คับ..บ้านเรามีจรวดแบบนี้ไม๊คับ” น้องภูมิหมายถึงจรวดลำสีแดงที่เป็นของเด็กผู้ชายในเรื่องนี้ …เอ่อ…จะเอาอย่างนี้เลยเราไม่มีหรอกลูก เรามีแต่ยานดิสคัฟเวอร์รี่ (ป๊าเพิ่งซื้อให้ตอนไปสิงคโปร์) และถึงแม้ว่าน้องภูมิจะชอบยานดิสคัฟเวอร์รี่มากๆ แต่อารมณ์นี้ลูกบอกมันไม่เหมือนกันคับแม่ -”-ดูๆ แล้วเจ้าจรวดสีแดงนี่ก็น่ารักดี น่าจะทำไม่ยากด้วย เลยชวนน้องภูมิว่าเดี๋ยวบ่ายๆ เรามาทำจรวดกัน ระหว่างที่เล็กยังไม่เสร็จงานบ้านก็ใช้น้องภูมิไปหาของที่เล็กต้องการในลังสมบัติของเราก่อน ช่วงนี้นี้เริ่มใช้งานได้แล้วค่ะ ^_^

ของที่เราต้องการก็มี แกนทิชชู่ยาว 1 อัน, แกนทิชชู่สั้น 1 อัน เศษกระดาษลัง, กรรไกร, กาวลาเท็กซ์
*ไม่ได้ถ่ายแกนทิชชู่สั้นด้วยนะคะ ทีแรกไม่คิดว่าจะใช้ แต่พอทำๆ ไปแล้วไอเดียบรรเจิดค่ะ
**การตัด/การประกอบ เล็กไม่ได้วัด ไม่ได้ใช้ไม้บรรทัดเลยนะคะ กะๆ เอาทั้งหมด

วิธีทำส่วนหัว
• ตัดแกนทิชชู่ เป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน จากขอบนอกเข้ามาด้านในลึกประมาณ 2.5” (รูปที่ 1-2)
• รวบแต่ละชิ้นเข้าหากัน โดยจับเรียงซ้อนไปในทางเดียวกัน (รูปที่ 3)
• ใช้มือรวบจนแน่นให้เป็นโคนแหลมเหมือนหัวจรวด (รูปที่ 4)
• คลายออก แล้วทากาวติดแต่ละชิ้นเข้าด้วยกัน (รูปที่ 5)
• จะได้เป็นโคนแหลมอย่างนี้ (รูปที่ 6)

วิธีทำส่วนฐาน
• ตัดกระดาษลังเป็นสี่เหลื่ยมผืนผ้าขนาดประมาณ 2”x 4” = 2 ชิ้น
• วางซ้อนกันแล้วตัดบากเข้ามาตรงกลาง (รูปที่ 1-2)
• จากรูปที่ 2 เอาส่วนที่เราบากไว้ สอดเข้าหากัน แล้วตัดแต่งรูปทรงของปีก (รูปที่ 3)
• วัดความสูงของฐาน (รูปที่ 4)
• ตัดแกนทิชชู่ เป็น 4 ส่วนเท่าๆ กัน จากขอบนอกเข้ามาด้านในลึกเท่ากับความสูงของฐาน (รูปที่ 5-6)
• ประกอบฐานเข้ากับจรวด (รูปที่ 7-8)
• ติดท่อไอพ่น – ตัดแกนทิชชู่เล็ก ขนาดประมาณ 2”x 2” ม้วนเป็นทรงกระบอก ทากาว (รูปที่ 9)
• ทากาวที่ช่องใต้จรวด (รูปที่ 10) ติดท่อเข้าไป (รูปที่ 11) ทั้ง 4 ช่อง (รูปที่ 12)ระบายสี
เล็กใช้สีอะครีลิคนะคะ อย่างที่เคยบอก สีอะครีลิคมันจะติดแน่น ติดทน ไม่เลอะมือเวลาเอามาเล่น แถมยังเงาสวยอีกด้วย ระบายไปตามภาพที่เราเห็นในหนังสือเลยค่ะ

เสร็จแล้วคร๊าบบ.บ..บ..!!
*เล็กใช้เวลาทำทั้งหมดประมาณชั่วโมงนิดๆ เพราะรวมเวลาที่น้องภูมิเข้ามาช่วย (วุ่น ลุ้นติดขอบ) ด้วยค่ะ -”-

สิงคโปร์ โอ๊ะ โอ Day 4

เช้านี้ผมพยายามลุกขึ้นมาแต่เช้าเพื่อจะเดินออกไปถ่ายรูปเล่นเหมือนเมื่อวาน แต่ก็ต้องถอยกลับเพราะเจอฝนตกแต่เช้า แถมต้องรีบเปลี่ยนแผนการเดินทางท่องเที่ยววันนี้ใหม่ เพราะตามแผนเดิม ที่ๆ เราจะไปเดินกันส่วนใหญ่วันนี้จะเป็น Outdoor ครับ เที่ยวบินกลับของเราออกตอนประมาณ 2 ทุ่มนิดหน่อย เราจะมีเวลาอีก 1 วันเต็มๆ แต่ก็ยังมีอีกหลายที่ๆ เรายังไม่ได้ไปกันเลย และคิดว่าคงจะอดไป เมื่อดูจากฝนที่มาต้อนรับเราแต่เช้าไหนๆ ก็ตื่นเช้าแล้ว และต้องไปที่ๆ ไม่ต้องตากฝน เราจึงเลือกไปเปิดหู เปิดตาที่ห้างสรรพสินค้า Mustafa ห้างฯ แขกที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เค้าว่าของถูกนักหนา ขอแว๊บไปดูนิดนึงก็ได้ ตามข้อมูลที่ถามมา เราจะต้องนั่งรถเมล์ไป 2 ต่อ แต่หลังจากที่ลงจากรถเมล์คันแรก สอบถามคนขายของใน 7-11 ดูว่าจะต้องขึ้นรถเมล์สายอะไรต่อ เค้าแนะนำว่า นั่ง Taxi ไปเลย ง่ายกว่า ถูกกว่า เพราะมันไปอีกนิดเดียว.. เราก็เลยตัดสินใจนั่ง Taxi ไป แล้วก็จริงตามที่เค้าว่า สบายกว่า ถูกกว่า เยี่ยมเลย!เจ้าของห้าง Mustafa เป็นแขก และตั้งอยู่ในย่านที่เค้าเรียกกันว่า Little India ดังนั้น ถ้าเราจะเรียกว่าเป็นห้างฯ แขก ก็ดูจะไม่เกินเลยไปนัก ภายในห้างจัดวางของได้อารมณ์ไม่แคร์ความสวยงามเอามากๆ ถ้าเดินในโซนเครื่องไฟฟ้า แว่นตา นาฬิกา ก็จะได้บรรยากาศเหมือนเดินอยู่ตามคลองถม รู้สึกเหมือนว่าทุกอย่างเป็นของปลอมไปหมด แต่ถึงแม้ว่า เค้าจะบอกกันว่า ในนี้เป็นของแท้กันนะ สำหรับผม ถ้ารู้ไม่จริงก็ไม่กล้าซื้อเหมือนกันครับ แต่สุดท้าย เราก็ได้ของติดไม้ ติดมือกลับออกมากันนะครับ ราคาไม่แพงมาก คิดซะว่า ถ้าโดนหลอกก็หยวนๆ แล้วกัน แต่ถ้าเป็นของแท้ ก็คุ้มล่ะ : )หลังจากช๊อปปิ้งที่ Mustafa เสร็จ ออกมานึกว่าจะได้เห็นสีฟ้าสดใส กลับเจอฝนเหมือนเดิม : ( และดูทีท่าแล้ว ไม่น่าจะหยุดง่ายๆ มื้อเที่ยงของเราจึงต้องทานกันแถวๆ นั้น ซึ่งก็จะมีแต่อาหารแขกที่เราไม่มีไอเดียเลยว่าจะสั่งอะไรทานยังไง แต่เอาละ ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอเลือกร้านที่มีรูปถ่ายอาหารแล้วกัน แต่อย่าถามเลยครับว่าอร่อยไม๊ที่สั่งมา -“-ระหว่างทานข้าวไป ก็กางแผนที่ดูไป ว่าจะปรับโปรแกรมช่วงบ่ายยังไงกันดี เกณฑ์ คือ ต้องเดินทางจากที่นี่ไปง่าย เป็น indoor ไม่ต้องใช้เวลามาก และเดินทางกลับมาที่โรงแรมเพื่อเอากระเป๋าได้สะดวก คิดไป คิดมา ไม่พ้นห้างสรรพสินค้า.. ว่าแล้ว หลังทานเสร็จ เราก็มุ่งหน้าไปถนน Orchard ถนนสวรรค์แห่งคนรักการช๊อปปิ้ง โดยเดินไปที่สถานี MRT ที่ใกล้ที่สุด และไปโผล่ที่กลาง Orchard เลย การเดินในสถานี MRT ใต้ดินน่าประทับใจมาก สวย ทันสมัย ให้อารมณ์เหมือนเดินอยู่ในสนามบินซะมากกว่า บางช่วงเดินจากช่องเล็กๆ อยู่ดีๆ เลี้ยวออกมานิดนึงกลายเป็นเหมือนห้องโถงอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ มีบันไดเลื่อน 5 ชุด เรียงกันเป็นแนวยาว (ขนาดว่ากล้องเราเก็บได้ไม่ครบอะครับ)จากสถานี MRT ที่ลง เราโผล่มาที่ห้าง @313 บนถนน Orchard และเราก็ต้องติดอยู่ที่นี่เลยครับ แรกทีเดียวเราตั้งใจจะเดินไปที่ Flagship Store ของร้านหนังสือ Kinokuniya ที่ได้ชื่อว่าเป็นร้านหนังสือที่ใหญ่เป็นอันดับสองในเอเชีย ซึ่งอยู่ถัดจากห้างนี้ไปอีก 3 บล๊อค แต่ตอนนี้ฝนยังตกอยู่ แค่ 3 บล๊อคก็ไกลเกินไปสำหรับเรา โชคดีที่ @313 มีร้านหนังสือ Harris อยู่ เราเลยได้เข้าไปเลือกดูหนังสือกันแก้ขัด แม่เล็กได้หนังสือคริสเตียนของเด็กๆ ติดไม้ติดมือกลับมาแค่พอหิ้วไหว (แม่เล็กบอก ใจจริงอยากจะซื้อเยอะกว่านี้เพราะถูกมาก) หลังจากที่แอบมีความหวังลึกๆ ว่าฝนจะหยุดตก เพื่อจะได้เดินไปร้านหนังสือ.. แต่เราก็ต้องตัดใจเมื่อเดินออกไปดูที่หน้าห้างอีกทีก็ไม่มีทีท่าว่าฟ้าฝนจะเป็นใจเลย แม่เล็กเลยเสนอว่า ไปหาอะไรอร่อยๆ ทานกันดีกว่า เราก็เลยไปแวะกินขนมปังปิ้ง กับชานมไข่มุกกันที่ร้าน Toast Box เติมความสดชื่นก่อนเดินทางกลับไปที่โรงแรมระหว่างเดินกลับ เราแวะไปเดินเล่นใน Mall ที่ Raffles Hotel กัน หรูหรา สวยงาม สมเป็นโรงแรมคลาสสิค สไตล์โคโลเนียล ภายในมีแต่ร้าน brand name ขายสินค้าระดับสูง แพงกว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดของเราตลอดทริปนี้อีก :D สำหรับเรา แค่ได้มีโอกาสเห็นสถาปัตยกรรมดีๆ สัมผัสบรรยากาศสบายๆ แบบนี้ ก็มีความสุขแล้วเราออกเดินทางจากโรงแรมกันประมาณ 3 โมงกว่าๆ โดยใช้บริการ MRT จากสถานี Bugis ไปที่สนามบิน Changi เหมือนตอนขามา ถึงแม้ว่าของจะพะรุงพะรังไปนิด แต่ก็ถือว่าสะดวกสบายครับ ที่ต้องไปเร็วก็เพราะว่าจะต้องเผื่อเวลาทำเรื่อง Tax Refund ทานอาหารเย็น เช็คอิน และอาจจะแวะช๊อปปิ้งของฝากนิดๆ
ถึงตอนนี้ น้องภูมิยังไม่ได้นอนเลยทั้งวันเพราะเจ้าตัวไม่ยอมนอน แม้จะดูเหมือนง่วงๆ บ้าง แต่พอเราเดินผ่านอะไรที่น่าสนใจก็วิ่งปรี่เข้าไปเล่นได้ทันทีเหมือนกัน เราทำเรื่อง Tax Refund เสร็จก็เดินมุ่งหน้าไปที่ Gate เลย เพราะเมื่อยสะสมจนเดินช้อปต่อไม่ไหวแล้วเครื่องของเราล่าช้ากว่ากำหนดไปประมาณ 1 ชม. เข้าใจว่าเป็นที่สภาพอากาศนะครับเพราะฝนยังคงตกอยู่ น้องภูมิขึ้นเครื่องแล้วก็ยังเล่นไม่ยอมนอนอยู่ดี แต่เขาบอกแม่เล็กว่า พอเครื่องบินขึ้นแล้วเขาจะนอน แล้วก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ นะครับ พอเครื่องขึ้นสู่ท้องฟ้าก็หลับป๊อก ยาว… จนถึงเช้าวันใหม่เลย :)จบแล้วครับ ทริปเดินทางไกลที่สุดและห่างบ้านนานที่สุดขของเด็กชายภูมิ แม่เล็กกับผมเหนื่อยมาก..แต่ก็สนุกมากครับ เป็นทริปที่ดีมากๆ ไม่ผิดหวังเลยที่ได้สิงค์โปร์เป็นจุดหมาย..

สิงคโปร์ โอ๊ะ โอ Day 3

วันนี้ผมแอบตื่นเช้ามาเดินถ่ายรูปเล่นซักนิดก่อนกลับไปทานข้าวเช้าที่โรงแรมและเริ่มเดินทางวันใหม่ โปรแกรมของเราคร่าวๆ วันนี้ คือ ไปพิพิทธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ (Singapore Science Center) ช่วงเช้า และไปต่อกันที่ IKEA ร้านเฟอร์นิเจอร์ในดวงใจของแม่เล็กในตอนบ่าย ปิดท้ายด้วยอาหารทะเลที่ No Signboard Seafood Restaurant ร้านดังจากที่อ่านตามกระทู้ต่างๆจริงๆ เช้าวันนี้ เราตั้งใจว่าจะไปทานอาหารเช้า ที่ร้านอาหารถัดจากโรงแรมไปไม่ไกล เล็งกันไว้ตั้งแต่เมื่อวานเพราะเห็นคนท้องที่นั่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อย แต่ก็ต้องชวดไปเพราะว่าร้านยังไม่เปิด แถมเราเองก็ไม่มีเวลามาก ต้องออกจากโรงแรมค่อนข้างเร็ว เนื่องจากว่า Science Center ตั้งอยู่อีกฟากนึงของเมืองเลย และตั้งใจกันว่าจะไปตั้งแต่เวลาเปิด สุดท้ายเลยต้องพึ่งอาหารโรงแรมหน้าตาจืดๆ รสชาติจืดๆการเดินทางไป Science Center จะต้องนั่งรถ MRT และไปต่อรถเมล์ แม้จะอยู่นอกเมืองแต่ก็ไม่ลำบากอะไรนะครับ ระบบโดยสารสาธารณะที่สิงคโปร์สะดวกมาก การออกไปนอกเมือง ถ้านับจากระยะทางจริงๆ ถือว่าไม่ไกลนะครับ แต่ก็จะรู้สึกได้ว่า อยู่นอกเมืองแล้ว ตัวสถานี MRT เองก็จะไม่ทันสมัยเท่าในเมือง แต่ความเป็นระเบียบเรียบร้อยใกล้เคียงกันการรอขึ้นรถเมล์ที่สถานีใหญ่ๆ แบบนี้ จะต้องยืนตามช่องเข้าคิวเหมือนที่เห็นในภาพนะครับ ช่องใครช่องมัน ใครมาก่อนได้ขึ้นก่อนแน่ๆ ไม่ต้องแย่งกันให้เสียอารมณ์เรามาถึงที่ Science Center ก่อนเวลาเปิดประมาณ 20 นาที ซึ่งก็ดีครับ เพราะรอบนอกในส่วนที่เป็น Outdoor ก็มีเครื่องเล่น น่าสนใจหลายอย่าง เราสนุกกันจนเพลินจนเกือบลืมเวลาเปิด แม่เล็กแอบบอกว่าแค่เดินเล่นข้างนอกก็คุ้มแล้ว ที่ Science Center เค้าจะมีแผนที่ที่บอกรายละเอียดของ Zone ต่างๆ ให้ครับ เราสามารถดูและวางแผนได้ว่าอยากไปที่ไหนยังไง แต่แม่เล็กกับผม ขอเดินดูทั้งหมดแล้วกันครับ ด้านในจะมีบริการรถเข็นเด็กให้ยืม เป็นรถเข็นรูปรถสีแดงน่าตาน่าสนุกมาก น้องภูมิเห็นเข้าก็ตรงปรี่เข้าไปขอใช้บริการเลยครับรวมๆ ถือว่าน่าสนใจครับ สนุกและเพลินดี มีโน่น มีนี่ให้ได้เล่นสนุกหลายอย่าง (บางอย่างที่เราเห็นที่นี่ พิพิทธภัณฑ์วิทยาศาสตร์บ้านเราก็มีครับ ที่นั่นผมก็ชอบเหมือนกัน) อันที่แม่เล็กชอบมาก คือ ผงแม่เหล็กเต้นระบำ (ดูจากวิดีโอได้นิดนึงครับ)

น้องภูมิสนุกมาก โดยเฉพาะกับเครื่องที่มีปุ่มกด มีแสง และทุกสิ่งที่ interactive ภาพด้านขวาล่างนี้จะเป็นกลองที่จะตีตามจังหวะหัวใจของเรา เพียงแค่เราวางมือสองข้างไว้ที่ราวจับ ซึ่งหัวใจน้องภูมิจะเต้นเร็วกว่าของแม่เล็กกับผมเกือบสองเท่าแหนะครับเล่นโน่น เล่นนี่กันจนเที่ยงกว่าก็ยังไม่ทั่วครับ (นี่ขนาดแอบข้ามๆ บ้างแล้วนะครับ 555+) ก็เลยพากันออกไปทาน McDonald ที่ตรงทางเข้า และค่อยกลับไปสำรวจกันต่อ (ทางพิพิทธภัณฑ์เค้าปั๊มอะไรซักอย่างที่แขนเราครับ จะมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น แต่เจ้าหน้าที่จะสามารถเห็นได้เวลาจะเข้าไปอีกครั้งนะครับ) เราน่าจะเสร็จกันประมาณบ่ายสองกว่าๆ เมื่อยมากๆ 555+ ตอนจะกลับ ฝนตกเอาเรื่องทีเดียว เลยมาขอใช้บริการ Visitor Center ให้เรียก Taxi ให้ ระหว่างรอ น้องภูมิก็เลยนั่งเล่นกันเด็กๆ อีกครอบครัวจากสวิสเซอร์แลนด์ที่นั่งรอรถ Taxi เหมือนกับเรา แต่สุดท้าย ก็ไม่ได้ขึ้นกันทั้งคู่นะครับ เพราะเจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่มี Taxi เลย เราจึงต้องวิ่งฝ่าฝนออกมาเพื่อนั่งรถเมล์กลับไปที่สถานีที่มา และต่อรถ MRT สู่จุดหมายถัดไปของเรา… IKEAหลังจากลง MRT ที่สถานีที่ใกล้ที่สุด เราก็ต่อรถเมล์อีกประมาณ 3 ป้ายรถเมล์ ก็มาถืงตึก IKEA สีฟ้าเด่นตัดกับตัวหนังสือสีเหลือง ชนิดที่ว่าไม่มีทางหาไม่เจอ แม่เล็กแฮปปี้มาก (ผู้หญิงนะครับถึงจะเหนื่อย เมื่อย แค่ไหน ถ้าให้เดินช้อปปิ้งต่อละก็…สู้ตาย 555+)ใน IKEA เค้าอนุญาติให้เราถ่ายรูปได้ ซึ่งดีมากๆ เพราะ Display หลายชุด ไม่ได้จัดไว้โชว์ของอย่างเดียว แต่เป็นการจัดที่สามารถเอามาใช้งานได้จริงๆ ด้วย แม่เล็กกับผมเลยต้องขอถ่ายเก็บไว้เป็นไอเดียด้วยซักกะหน่อย เดินกันจนไม่รู้ว่าใช้เวลาไปแค่ไหน มารู้อีกทีก็เพราะรู้สึกว่าของมันชักจะเยอะไปละ ทำอย่างกับขับรถจากบ้านมาซื้อ เลยต้องกระตุกกันและกันว่าจะแบกกันกลับไหวไม๊เนี่ย พอเหอะ :)หลังคิดเงินเรียบร้อย ความสนุกในการช๊อปปิ้งของเรา ก็กลายเป็นถุงใบใหญ่หนักๆ 1 ใบ ที่เราต้องพาเดินออกมาจาก IKEA ข้ามไปฝั่งตรงข้าม ต่อรถเมล์ ขึ้นสถานี MRT และเดินกลับโรงแรม 555+แต่จะหนักยังไง แม่เล็กก็แฮปปี้สุดๆ : )ระหว่างเดินกลับโรงแรม พลัง McDonald ของเราไม่เหลือแล้ว ขอแวะซื้อขนมปังเนยน้ำตาลร้านดัง Ya Kun Kaya Toast มาต่อเวลาอีกนิด ก่อนไปทานอาหารทะเลมื้อใหญ่ที่ตั้งใจมากินกันเต็มที่ ขนมปังอร่อยดีครับ ยังแอบเสียดายว่าซื้อมาน้อยไปนิดเรากลับไปที่โรงแรมเพื่อเอาของไปเก็บและนั่งกินเจ้าขนมปังกัน ก่อนที่จะออกเดินไปที่ Esplanade Theater ที่ตั้งร้านอาหารทะเล No Signboard ของเรา จากโรงแรม เราจะต้องเดินไปที่ Suntec City (อีกแล้ว) เพื่อเดินลงไปที่ชั้นใต้ดิน ลอดโครงข่ายทางเดินใต้ดินขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่า “City Link Mall” และไปโผล่ที่ Esplanade Theater เลย เวลาเดินอยู่ใน City Link Mall จะไม่รู้สึกว่าเดินอยู่ใต้ดินแม้แต่น้อย ทำดีมากๆ ครับ ร้านค้าต่างๆ สวย น่าสนใจไปหมด ก่อนไปถึงที่ร้าน ไม่วายแอบแวะฟังการแสดงดนตรีนิดนึง ถึงแม้จะหิวไส้กิ่วก็ตามสุดท้าย พอไปถึงที่ร้าน No Signboard ปรากฏว่า โต๊ะเต็ม แม่เล็กกับผมเข่าอ่อนเลยครับ (…Chilli Crab… ปูศรีลังกาตัวโตๆ ที่หมายมั่นกันว่าต้องได้กิน จบกัน) นาทีนั้นทั้งเหนื่อย เมื่อย หิว แถมฝนตก เลยเดินเลาะไปจบกันที่ร้านอาหารออสเตรเลียใกล้ๆ กันที่มีชื่อว่า Barossa บรรยากาศดี อาหารอร่อย ถือว่า สุดท้ายก็ได้ทานอาหารมื้อใหญ่สมใจ ไม่ผิดหวัง ^ ^ หลังจากอิ่มท้อง+อิ่มใจกับบรรยกาศสบายๆ ตั้งใจว่าจะไปเดินทางถ่ายรูปเล่น เก็บทิวทัศน์ แสงสียามค่ำคืนแถว Marina Bay แต่ก็ต้องต้องเดินกลับ เพราะฝนไม่หยุดตกซักที เราเดินมุดลงใต้ดินกันอีกครั้งเพื่อกลับโรงแรมระหว่างทางก็เก็บภาพกับงานศิลปะน่ารักๆ ในเดินใต้ดินที่เค้าจัดอยู่ จริงๆ แล้วระยะทางที่เราต้องเดินในทางเชื่อมใต้ดินนั้นไม่น้อยเลย แต่ก็เพราะมีอะไรให้ดูเพลิดเพลินกันไปตลอดทางนี่แหละที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันไม่ไกลพอกลับถึงโรงแรมซักพัก ผมตั้งใจว่าจะเดินออกไปถ่ายรูปบรรยากาศกลางคืนบ้าง แต่ก็ไม่สามารถไปไหนได้อีกเพราะฝนก็ยังไม่หยุดตกอยู่ดี เลยตัดสินใจกลับเข้าห้องพัก ไปจัดการเรื่องแพ็คของทั้งหมดที่ซื้อมาตลอดทริปให้เข้าที่เข้าทาง เตรียมตัวกลับในวันพรุ่งนี้ เพราะเราคงจะต้อง check out ออกตั้งแต่เช้า ก่อนออกไปเดินเที่ยวต่อในวันสุดท้ายของเราอันนี้ คือ สภาพห้องพักของเราครับ แม่เล็กกำลังจดบันทึกเงินที่ใช้ไป ที่แขวนๆ อยู่ คือ เสื้อกันฝน ส่วนก้อนแดงๆ ที่หัวเตียงทางซ้ายมือ คือ น้องภูมิที่หลับสนิท จริงๆ ถ้าเห็นพื้นด้วยจะเห็นว่ารกกว่านี้อีกครับ บอกแล้ว.. ว่าห้องมันเล็กจริงๆๆๆๆ ครับ 555+สิงคโปร์ โอ๊ะ โอ Day 4

สิงคโปร์ โอ๊ะ โอ Day 2

เช้าวันแรกที่สิงคโปร์ของเราเริ่มกันตั้งแต่ประมาณ 7 โมงเช้า ลงมาทานข้าวกันที่ห้องอาหารในโรงแรม ก่อนมา น้องคนที่แนะนำที่พักบอกว่า “พี่.. อาหารไม่แจ๋วมากนะครับ” ลงมาเห็นของจริงเช้าวันนี้ ต้องขอบอกต่อว่า “คราวหน้า ขอเลือกราคาแบบไม่รวมอาหารเช้าดีกว่า :D”  รสชาติแค่พอกินได้จริงๆอากาศเช้าวันนี้สบายครับ ช่างเป็นใจกับโปรแกรม outdoor ของเราวันนี้มากๆ เพราะเราจะไปใช้เวลากันที่ Sentosa ทั้งวัน โดยช่วงเช้าจะไปเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ที่ Universal Studio Singapore ก่อน และบ่ายก็จะไปตามที่ต่างๆ ใน Sentosa และปิดท้ายด้วยการชมการแสดง Song of the Sea การเดินทางไป Sentosa ของเราไม่ยากเลยครับ เพราะได้ตั๋วฟรี Sentosa Rider จากที่โรงแรม เป็นรถบัสที่วิ่งตรงไปถึง Sentosa ซึ่งเราสามารถเดินไปขึ้นที่ตำแหน่งจอดได้ไม่ไกล เช่นเคยครับ เราไปรอขึ้นกันที่ Suntec City โดยระหว่างทางที่เดินไปก็ชมเมืองกันไป ดูบรรยากาศยามเช้าวันทำงาน (วันศุกร์) ของชาวสิงคโปร์กัน ถนนช่างโล่งโปร่งสบายอย่างกับวันหยุดยาวๆ ของบ้านเราเลยUniversal Studio Singapore จะเปิดให้บริการประมาณ 10 โมงเช้าครับ เราตั้งใจว่าจะไปกันตั้งแต่เปิดเลย จะได้มีเวลามากหน่อย แต่ที่สำคัญ คือ เวลาต่อคิวเล่นเครื่องเล่นต่างๆ ก็จะสั้นกว่ามากครับ เราไปถึงก่อนเวลาเปิดเล็กน้อย แต่คิวก็ยังเยอะมาก อ่อ.. ที่ Universal Studio Singapore นี่เค้าจำกัดจำนวนคนเข้าต่อวันนะครับ จะให้เพียงวันละ 5,000 คนเท่านั้น ดังนั้น หากเที่ยวเองและอยากมาที่นี่ ควรซื้อตั๋วผ่านเว็บไซต์ก่อนมาจะดีกว่าครับหลังจากเข้าไปได้แล้ว ก็เอาตั๋วที่เรา print มาเข้าไปรับ Voucher ราคา 10 เหรียญสิงคโปร์ (ต่อตั๋ว 1 ใบ) โดย 5 เหรียญจะใช้สำหรับซื้ออาหาร และอีก 5 เหรียญสำหรับซื้อของที่ระลึก โซนแรกที่เราเดินเข้าไปจะเป็นโซน Madagascar เป็นโซนเดียวที่น้องภูมิจะรู้จักตัวการ์ตูน เพราะเป็นเรื่องที่เคยดูเดินตรงไปนิด ก็เจอเครื่องเล่นอันแรกคือ ม้าหมุน ที่ทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ในหนัง เช้าๆ อย่างนี้คนยังไม่เยอะมาก เดินเข้าไปเล่นได้เลยไม่ต้องรอคิว นี่เป็นครั้งแรกครับที่น้องภูมิได้นั่งม้าหมุน จริงๆ แล้วเป็นครั้งแรกที่ได้นั่งพวกเครื่องเล่นประเภทนี้เลยก็ว่าได้ ตอนเห็นตัวการ์ตูนที่ม้าหมุนน้องภูมิก็ดี๊ด๊าดี แต่พอไปนั่งจริงๆ และเริ่มหมุน ก็นั่งตัวเกร็งเชียวครับ ต้องให้แม่เล็กคอยช่วยบิ้วท์ความสนุกให้ นั่งไปได้ซัก 2-3 รอบ ก็เริ่มยิ้มออก แต่พอเริ่มยิ้มออก ก็หมดรอบพอดี -“-เราเดินต่อมายังดินแดนเทพนิยาย Far Far Away เข้ามาก็จะพบกับเครื่องเล่นที่เรียกว่า Enchanted Airways รถไฟเหาะมังกร จัดเป็นเครื่องเล่นประเภท Family Roller Coaster ฟังชื่อดูแล้วผมกับแม่เล็กก็คิดว่าเด็กๆ ก็น่าจะเล่นได้ (ความสุขน้องภูมิเท่ากับความสูงขั้นต่ำที่เค้าอนุญาติให้เล่นพอดีเป๊ะ) เราก็ลุยกันเลยครับ พอได้นั่งกันจริงๆ แล้วต้องบอกว่าแรงเหวี่ยงของมันแรงทีเดียวขนาดผู้ใหญ่อย่างเรายังหวาดเสียวเลยครับ แต่น้องภูมิก็นั่งได้ไม่ร้องให้ ออกอาการงงๆ เล็กน้อย (จะกลัวดีหรือจะสนุกดี 555+) พอรถวนกลับเข้ามาจอดที่จุดเริ่มต้น คนที่รอคิวเล่นต่อปรบมือกันใหญ่ ไม่รู้จริงๆ ว่าปรบมือกันทำไม แม่เล็กรีบฉวยโอกาสบอกน้องภูมิว่าพี่ๆ เขาปรบมือให้ภูมิ น้องภูมิเก่งมาก เป็นเด็กตัวเล็กคนเดียวในขบวนเลย พอแม่เล็กย้ำอีกทีว่า “แม่ภูมิใจในตัวภูมิมากๆ” ทีนี้ยิ้มหน้าบานเลยครับ ตอนนี้เวลาคุยกับใครว่าได้ไปนั่งรถไฟเหาะ ก็จะโม้เป็นตุเป็นตะเลย ภูมิไม่กลัว อย่างงั้น อย่างงี้ 555+ต่อไปก็เป็นปราสาท Shrek ในนี้จะมีการฉายหนัง 4 มิติ ที่เรียกว่า Shrek 4-D Adventure ข้างในไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพนะครับ เลยไม่มีภาพมาให้ดูกัน แต่สนุกมากๆ ครับ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง :)ออกจากโรงหนังมาก็จะเจอด่านของเล่น ของที่ระลึก ดักกันเลย 555+เราเดินเปะปะเรื่อยเปื่อยกันจนมาถึงโซน Jurassic Park เห็นมีศูนย์อาหารอยู่และใกล้เวลาเที่ยงแล้ว เลยคิดว่าน่าจะทานมื้อเที่ยงกันก่อน คิดถูกมากครับตอนที่เราเดินเข้าไปคนยังไม่ค่อยเยอะ นั่งสบายๆ ไม่ต้องรอคิวนาน อาหารที่นี่รสชาติก็แค่พอกินได้อีกเช่นกันครับ -*-แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันธรรมดา แต่คนก็เยอะมากครับ สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ความว่า ถ้าเป็นวันหยุดสาร์อาทิตย์คนก็จะเยอะกว่านี้อีก และดูเหมือนคนไทยจะเยอะด้วยครับ ไม่ว่าจะไปตรงไหนก็จะได้ยินเสียงภาษาไทย แว่วมาเข้าหูตลอดทานข้าวเสร็จฝนก็เริ่มปรอยๆ ลงมา แต่ก็ยังพอเดินกันได้ครับ เครื่องเล่นอันต่อไปเป็นเครื่องเล่นที่แม่เล็กเล็งไว้ว่าจะต้องเล่นให้ได้ Canopy Flyer ลักษณะเป็นเก้าอี้คู่นั่งห้อยขา แล้วมันก็จะพาเราวนเหวี่ยงไปเหนือ The Lost Word แต่คิวยาวมาก.ก.ก..ก..จนเกือบจะถอดใจ สุดท้ายด้วยความอยากเล่นเราก็รอครับ รอประมาณ 45 นาที ได้นั่งบนเจ้าเครื่องเล่นนี่จริงๆ แค่ ประมาณ 1 นาทีครับ -*- เป็นเครื่องเล่นที่น่าหวาดเสียวมาก(อีกแล้ว) และน้องภูมิก็นั่งได้ด้วย 555+เราเดินออกจากโซน The Lost World มาได้ซักพัก ฝนก็เริ่มตก คราวนี้ตกหนักครับ เราแวะไล่หลบฝนมาเรื่อยตั้งแต่เมือง Mummy ในร้านขายของที่ระลึก ในศูนย์อาหาร จนสุดท้ายก็มาถึงเมือง Sci fi City ฝนตกหนักมากจนผมต้องพลาดรถไฟเหาะตีลังกาสุดอลังการที่อยู่ตรงหน้าไปอย่างน่าเสียดาย สภาพนักท่องเที่ยวแต่ละคนดูไม่จืดเลย ที่นี่หาที่หลบฝนยากมากครับ ผมกับแม่เล็กมีเสื้อกันฝนและร่มเตรียมไปด้วย (เพราะรู้ว่าช่วงนี้เป็นหน้าฝนของเขา) จึงทำให้พอเดินกันได้บ้าง ส่วนของน้องภูมิซื้อเอาแถวนั้นเลยครับนั่งพักพอฝนเริ่มซาเราก็เดินต่อไปยังโซน New York โซนนี้สวยเหมือนฉากในหนัง ถึงแม้ว่าเป็นโซนที่มีหลังคา แต่ฝนก็สาดจนเปียกไปหมดเหมือนกันครับ เราเดินไปเรื่อยๆ จนมาถึง Lights Camera Action by Steven Spielberg ไม่ได้ตั้งใจจะดูหรอกครับ แต่ไหนๆ ฝนก็ยังตกอยู่แวะดูซะหน่อยละกัน ข้างในจะเป็นโชว์เทคนิคพิเศษในหนังที่ดูสมจริง หวือหวาทีเดียว ใครแวะมาอันนี้ก็ไม่ควรพลาดครับ (อาจจะไม่เหมาะกับเด็กเล็กนะครับ น้องภูมิดูจะไม่ชอบเอาซะเลย เกาะแม่เล็กแน่นตลอดโชว์)ออกมาเราก็แวะหาที่ให้น้องภูมิงีบเก็บแรงซะหน่อย ระหว่างให้ลูกนอนก็ให้แม่เล็กไปเดินช้อปปิ้งในร้านขายของที่ระลึก เพราะมี Voucher 10$ อยู่ แม่เล็กได้หมวกใบใหม่กลับมา และรับช่วงต่อให้ผมได้ไปเดินถ่ายรูปบ้างประมาณบ่าย 3 เราก็ออกจาก Universal Studio Singapore เพื่อไปยังเป้าหมายต่อไป รถลูจ (Luge Car) ที่ผมกับแม่เล็กหมายมั่นปั้นมือว่าต้องพาลูกมาเล่นให้ได้ เราสองคนเคยเล่นที่นิวซีแลนด์ ชอบมากครับ :) สำหรับการเดินทางไปยังที่ต่างๆ ในเกาะ ก็จะมีรถหลายแบบทั้งรถบัส รถไฟฟ้าและรถราง ทุกอย่างให้บริการฟรีครับ แสนสะดวกรถลูจ เป็นรถที่ไม่มีเครื่องยนต์ครับ มี 3 ล้อ แล่นได้ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก ความเร็วและความแรงเราสามารถควบคุมได้อย่างง่ายๆ เป็นรถที่สนุกและมีความปลอดภัยใช้ได้ครับ มันสนุกมากจนต้องบอกว่าซื้อตั๋วเที่ยวเดียวไม่พอนะครับ : ) ได้บทเรียนจากครั้งแรกที่นิวซีแลนด์ กลัวไม่สนุก เลยซื้อแค่รอบเดียว คราวนี้ ขอซื้อแบบ Family Pack 29$ จะได้ตั๋วผู้ใหญ่ 2 คน คนละ 2 เที่ยว+รอบละ 1$ สำหรับเด็กที่นั่งกับพ่อแม่ได้เมื่อเราแล่นลงมาจนสุดทาง ก็จะมีเก้าอี้ Skyride พาเรากลับขึ้นไปข้างบนเพื่อเล่นใหม่ เจ้าเก้าอี้ Skyride นี่แหละครับที่ผมกับแม่เล็กขอโหวตให้เป็นกิจกรรมที่หวาดเสียวที่สุดในทริปนี้ ไม่ใช่ Singapore Flyer แบบที่คนอื่นว่ากัน เพราะมันจะเป็นเพียงแค่เก้าอี้โล่งๆ ราวกั้นเหล็กที่ไม่มีกลไกการล๊อคใดๆ กับสายเคเบิ้ลบางๆ มองลงมาข้างล่างแต่ละทีท้องมันหวิวบอกไม่ถูกเลยหล่ะครับเสร็จจากรถลูจ เราก็นั่งรถรางไปต่อกันที่ Under Waterworld ที่ใครๆ ก็แนะนำ พอได้ไปจริงๆ ผมรู้สึกผิดหวังนิดนึงนะครับ เพราะเคยเห็นที่อื่นสวยกว่านี้ ดีที่มีโชว์ปลาโลมาให้ดูไม่งั้นจะเสียดายตังค์มากเดินกันจนเมื่อยนึกขึ้นมาได้ว่า อ้าวลืมรถเข็นภูมิไว้ที่ห้องขายตั๋วรถลูจข้างบน -“- เลยต้องนั่งเจ้า Skyride ขึ้นไปกันอีกรอบ เฮ้อ… วิวตอนกลางคืนก็เสียวไม่แพ้ตอนกลางวันเลยตามแผนการเราว่าจะดู Song of the Sea ต่อ แต่ไม่ไหวแล้วครับ ทั้งเมื่อย ทั้งหิว วันนี้สนุกแต่เดินเยอะมากครับ แอบกระซิบว่าพรุ่งนี้ยิ่งกว่านี้อีกครับ -“-สิงคโปร์ โอ๊ะ โอ Day 3

สิงคโปร์ โอ๊ะ โอ Day 1

ขอตอบก่อนจะมีคนถามว่าทำไมต้อง “โอ๊ะ โอ” นะครับ คือ เราเผลอใจจองตั๋วโปรโมชั่นจาก Air Asia ไป ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าจะว่างกันหรือเปล่าครับ อารมณ์ประมาณว่า “โอ๊ะ โอ.. เราทำอะไรลงไปนี่ :D”เพื่อให้ได้ตั๋วราคาถูกลงตัว จัดไปจัดมา จะต้องอยู่ที่สิงคโปร์ 4 วันเต็มๆ (พฤหัส-อาทิตย์) โชคดีมากที่ช่วงวันหยุดปีใหม่ที่ผ่านมาออฟฟิศผมทำงานกันแทบไม่ได้หยุด ออฟฟิศจึงจะมีวันหยุดพิเศษให้โดยให้โหวตกันว่าจะเป็นช่วงไหน ผมเลยถือโอกาสขอโหวตเป็นช่วงที่จองตั๋วไว้ และทีมผมก็น่ารักมากครับ…จัดให้ :)

ตอนที่จองยังมองหน้ากับแม่เล็กอยู่ว่าจะเอาเวลาไปทำอะไรกันดีเนี่ย ประเทศก็เล็กนิดเดียว แต่ไปๆ มาๆ สี่วันของเรากลับไม่พอ จนแม่เล็กตั้งใจว่าจะต้องไปเดินสิงคโปร์อีกรอบแน่ๆเราก็ยุ่งกับงานจนไม่มีเวลาวางแผนการเที่ยวเลย สัปดาห์สุดท้ายก่อนจะบิน ลนลานกันมากๆ ทั้งจองโรงแรม ซื้อตั๋ว Universal Studio และดูข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวที่เราอยากไป ที่สำคัญคือ การวางแผนเรื่องการใช้เงินอย่างคุ้มค่าที่สุด มีตั๋วชุดแบบไหน เดินทางยังไงถึงสะดวกและสบายกระเป๋า (แม่เล็กกับผมชอบบริหาร budget รู้สึกว่ามันเป็นเสน่ห์และความท้าทายอย่างหนึ่งในการเดินทางท่องเที่ยว)เราเลือกที่พักที่อยู่ในโซนกลางเมือง เพื่อจะสามารถเดินไปไหนมาไหนได้บ้าง และสามารถขึ้นลงรถไฟฟ้าหรือรถเมล์ได้สะดวก โดยรุ่นน้องขาเที่ยวที่สนิทกันเป็นคนแนะนำให้

เที่ยวบินของเราออกประมาณ 7 โมงเช้า การเดินทางของเราจึงเริ่มต้นขึ้นตอนตี 4 เพื่อไปเช็คอินและเผื่อเวลาหาอะไรรองท้อง เพราะคาดว่าน่าจะไปถึงโรงแรมกันประมาณเที่ยง ทริปนี้เป็นทริปต่างประเทศครั้งแรกที่มีลูกไปด้วย และน้องภูมิก็จะได้ขึ้นเครื่องบินเป็นครั้งแรก หลังจากพาน้องภูมิรู้จักเครื่องบินผ่านหนังสือกับที่บินบนท้องฟ้าสูงลิบมานาน

น้องภูมิสนุกมากเพราะว่าหลายๆ อย่างที่เจอวันนี้ น้องภูมิเคยเห็นในนิทานเรื่อง “Going on a plane.” มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการขนกระเป๋า เข้าเช็คอิน แอร์โฮสเตรส และเจ้าหน้าที่ที่เคาน์เตอร์ ผมกับน้องภูมิจึงมีเรื่องคุยกันตลอดทาง มีพี่คนนึงเตือนว่าต้องระวังเด็กเล็กร้องให้ตอนที่เครื่องขึ้น เนื่องจากเขาจะหูอื้อและอาจจะตกใจกับอาการอย่างนั้น ผมกับแม่เล็กจึงเตรียมพร้อมด้วยการอธิบายให้น้องภูมิฟัง และเตรียมวิตามินซีพกไว้ให้น้องภูมิอมตอนที่เครื่องขึ้นเพื่อให้เขาได้กลืนน้ำลายลดอาการหูอื้อ

น้องภูมิปรับตัวได้ดีทีเดียว พอเครื่องขึ้นได้สักพักน้องภูมิก็งีบหลับเก็บแรง เมื่อเครื่องพร้อมลงจอด น้องภูมิก็พร้อมลุยพอดีหลังจากรับกระเป๋าเดินทางเสร็จ เราก็พากันไปขึ้นรถไฟฟ้าจาก Terminal 1 ไปที่ Terminal 2 เพื่อจะนั่งรถไฟฟ้า MRT เข้าสู่ตัวเมือง ที่ที่สถานี Changi นี้ เราสามารถซื้อบัตร EZLink ได้เลยสำหรับการเดินทางตลอด 4 วันของเรา บัตรนี้จะสะดวกมาก เพราะสามารถใช้ขึ้นรถไฟฟ้า, รถเมล์, ซื้อของที่ 7/11, Mcdonald หรือแม้กระทั่งจ่ายค่าเข้าชมในพิพิธภัณฑ์

เนื่องจากสนามบินอยู่นอกเมือง ทำให้แม่เล็กกับน้องภูมิได้มีโอกาสชมประเทศสิงคโปร์ได้ง่ายๆ จาก MRT ระหว่างเดินทางไปที่โรงแรมย่าน Bugis และเมื่อถึงสถานี Bugis แล้ว เราก็หาไปไม่ถูก จับทิศไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีแผนที่โรงแรมอยู่ในมือก็ตาม 555+ แต่ที่น่าแปลกกว่าก็คือ เราต้องถามคนแถวนั้นถึง 5-6 คนถึงจะสามารถพาท้องหิวๆ และกระเป๋าหนักๆ ไปถึงโรงแรมได้ ตำแหน่งที่พักถือว่าเยี่ยมเลยครับ ไม่ผิดหวังที่เลือกที่นี่ สามารถเดินไปโน่นมานี่ได้ไม่ยาก

แม้จะเป็นโรงแรมเล็กๆ แต่ก็มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครันและยังใหม่มากๆ เพราะเพิ่งเปิดเมื่อปลายปีที่แล้วนี่เอง ตามปกติแล้วเวลาการเช็คอินของที่นี่คือบ่าย 3 โมง แต่เจ้าหน้าที่ค่อนข้างน่ารัก พอเห็นว่าเรามากับเด็กเล็ก ก็รีบเช็คให้ว่ามีห้องไหนที่พร้อมให้เราเช็คอินตอนนี้ (บ่ายโมง) ได้บ้าง เราเลยได้เช็คอินเอาสัมภาระของเราเก็บก่อน อ้อ..ห้องพักที่นี่มีขนาดเล็กมากครับ ประมาณ 3×4 เมตร เล็กจริงๆ
หลังจากเช็คอินและเก็บกระเป๋าเข้าห้องเสร็จ เป้าหมายแรกคือ อาหารเที่ยง ^ ^ เราทานกันที่ร้านข้างๆ โรงแรมเลย เห็นมีคนในพื้นที่ทานกันเยอะพอสมควร คิดว่าไม่น่าผิดหวังแน่ๆ และก็ไม่ผิดหวังครับ อาหารอร่อย ราคาถูก

หลังจากอิ่มท้องแล้ว ก็พากันเดินไปที่ Suntec City ซึ่งศูนย์กลางของทัวร์ชมเมืองประเภทต่างๆ โปรแกรมคร่าวๆ ของเราวันนี้ คือ ชมเมืองกับเจ้า Duck Tour และขึ้น Singapore Flyer ยามเย็น ปิดท้ายด้วย Fountain of Wealth ที่ใครมาก็ต้องมาดู เจ้า Duck Tour จะออกทุกๆ ชั่วโมงครับ เราก็รีบจ้ำกันจนทันเวลาบ่ายสองเป๊ะ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่สามารถขึ้นได้ เพราะจะต้องมาดูวิดีโอก่อน 15 นาที เราจึงต้องเลื่อนไปขึ้นรอบบ่าย 3 โมงแทน ระหว่างนั้น ก็ไปเดินดูอะไรรอบๆ กัน และกลับมานั่งรอที่ศูนย์อาหารที่มีชื่อว่า Food Republic ที่ตกแต่งด้วย theme ห้องสมุด สวย เก๋ไก๋ จนเหมือนนั่งอยู่ในร้านอาหารเก๋ๆ ซะมากกว่า

Duck Tour เป็นทัวร์เมืองที่หยิบรถจากสมัยสงครามมาทำเป็นรถท่องเที่ยว สามารถวิ่งได้ทั้งบนบก และในน้ำ ไกด์ของเราชื่อ Chris คุยสนุกมาก เล่าโน่นเล่านี้เต็มไปหมด ด้วยความเร็ว และสำเนียง Singlish ที่มีความเป็นจีนค่อนข้างเยอะ เราน่าจะฟังกันออกซัก 50-60% เท่านั้น รวมๆ แล้วถือว่าคุ้มนะครับ มาทำความรู้จักเมือง ตึกโน้น ตึกนี้ ที่น่าสนใจ เก็บไว้เป็นข้อมูลในการวางแผนวันต่อๆ ไปได้อีกทาง สำหรับน้องภูมิ ส่วนที่สนุกที่สุดน่าจะเป็น เจ้านกหวีดรูปปากเป็ดที่เป่าออกมาเป็นเสียงคล้ายๆ เป็ดจริงๆ ที่แม่เล็กซื้อให้เหมือนของที่ระลึกจาก Duck Tour

เราเสร็จจาก Duck Tour ประมาณ 4 โมงเย็น และตัดสินใจจะไปต่อที่ Singapore Flyer เลย เพราะว่าถ้าจะไปทำอย่างอื่น และกลับมาที่ Singapore Flyer ก็จะเย็นเกินไป ระหว่างนั่งเจ้า Hippo Bus รถบัส 2 ชั้น ด้านบนเปิดหลังคาไปที่ Singapore Flyer  ระหว่างทางไป บรรยากาศดีมากจนแม่เล็กกับผมมองหน้ากันว่าอยากนั่งชมเมืองต่ออีก เลยลงไปขอคนขับว่าอยากนั่งต่อจนครบรอบได้มั๊ย คนขับใจดีให้เราได้นั่งรถชมเมืองฟรีอีก 1 รอบ Yes! (จริงๆ ตั๋วของเราจะนั่งไปได้แค่ Singapore Flyer เท่านั้น :P)อากาศวันนั้นดีมากจริงๆ ไม่ร้อน และมีลมเย็นๆ พัดตลอด พาเอาความกังวลเรื่องงานกลับไปเมืองไทยได้หมดเลย จากการที่ได้นั่งเจ้า Hippo Bus ทำให้เราได้เห็นเมืองรอบด้าน แม่เล็กชอบมาก สิงคโปร์เป็นเมืองที่สะอาด มีระเบียบ สวยงาม มีสัดส่วนความเขียวของธรรมชาติ กับความเจริญที่ลงตัวสุดๆหลังชมเมืองผ่านถนนหนทางจนหนำใจแล้ว ก็มาถึงเวลาชมเมืองจากที่สูงบ้าง ได้เวลาเหมาะเหม็งสำหรับ Singapore Flyer ที่ทั้งแม่เล็ก น้องภูมิ และผมรอคอย การขึ้นและลงเจ้า Singapore Flyer นี้ เราจะต้องเดินขึ้นให้ทันกับการหมุนของมันนะครับ เพราะจะไม่มีการหยุดให้คนขึ้นหรือลง มันจะหมุนไปเรื่อยๆ แต่ไม่น่ากลัวครับ มันจะหมุนช้าๆ โดย 1 รอบจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง บางตู้จะมีโต๊ะ dinner หรูหราสำหรับกลุ่มที่จองทั้งตู้ พร้อมเครื่องดื่ม หากต้องการจะดื่มด่ำบรรยากาศเหนือเมืองสิงคโปร์เป็นส่วนตัว

วิวจากบน Singapore Flyer สวย เพลินเพลิน สบายตาและรู้สึกผ่อนคลายมาก แต่ไม่ว่าจะเพลินแค่ไหน ก็ไม่ต้องกลัวพลาดเมื่อถึงจุดสูงสุด เพราะจะมีเสียงบอกว่าได้มาถึงจุดสูงสุดของ Singapore Flyer แล้วเราเดินจาก Singapore Flyer กลับมาที่ Suntec City เพื่อไปหาอาหารเย็นทาน ไม่ใกล้ ไม่ไกล พอเมื่อยแขน (เพราะอุ้มน้องภูมิ ^ ^) ได้ดูชีวิตประจำวันยามเย็นวันธรรมดา เห็นเด็กนักเรียน คนทำงาน ผ่านโน่น ผ่านนี่ เพลินไปอีกแบบ

โปรแกรมสุดท้ายของเราในวันนี้ คือ รอดูการแสดงน้ำพุประกอบเลเซอร์ Fountain of Wealth ที่ใครมาก็ต้องมาดู แต่เอาเข้าจริง แม่เล็ก น้องภูมิ และผม ขอไม่ยกนิ้วให้นะครับ

สิงคโปร์ โอ๊ะ โอ Day 2

little tree สถานที่เล็กๆ ที่ทำให้หัวใจพองโต

เมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ครอบครัวเราได้มีโอกาสไปเยือน little tree ตามคำชักชวนของน้องสาวที่น่ารัก แรกทีเดียวเล็กไม่รู้จักว่า little tree คืออะไร รู้แต่เพียงว่าที่นี่เป็นสถานที่ที่มีค่ายศิลปะเด็ก และคงมีอาหารให้ทานเพราะน้องสาวที่ชวนไปบอกว่าเราจะไปทานข้าวกลางวันกันที่นี่

เช้าวันเสาร์ เราขับรถออกจากบ้านประมาณ 10 โมงเช้า ขับรถไปตามถนนเพชรเกษมมุ่งหน้าสู่นครปฐม หลังจากขับรถเข้าซอยเทศบาล 15 เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา ผ่านย่านอุตสาหกรรม ย่านชุมชน จนมาถึงย่านที่เป็นสวน เลี้ยวอีกทีลงถนนลูกรัง จนชักไม่แน่ใจว่ามาถูกทางหรือเปล่า ก็พอดีเหลือบไปเห็นป้ายบอกทางน่ารักๆ (แต่เล็กมาก) ขับตามป้ายมาอีกสักพักเราก็มาถึง little treeแค่เห็นประตูทางเข้าก็หลงรักแล้ว… ที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย… สวยจังต้นไม้ครึ้มปกคลุมไปทั่วบริเวณ บางช่วงขึ้นเบียดกันแน่นแซมด้วยปฏิมากรรมตกแต่งสวนสไตล์อังกฤษ มองไปตรงไหนก็น่ารัก อยากจะหยุดถ่ายรูปกันทุกมุม เดินตรงเข้ามาอีกนิด ก็จะเห็นร้านอาหารซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางแมกไม้ วันที่เราไปจะดูคึกคักเป็นพิเศษเพราะนอกจากจะมีเด็กๆ ที่มาทำกิจกรรมที่นี่ ก็ยังมีทีมนิตยสารยอกกองมาถ่ายแบบกันด้วยอาหารและเครื่องดื่มที่เราได้ลิ้มลองกันในวันนี้ ทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยมาก.ก..ก..ก…. ร้านสวยขนาดนี้ อาหารอร่อยขนาดนี้ แต่ราคาไม่ได้แพงอย่างที่คิด อาหารราคาอยู่ที่จานละ 50-60 บาทเท่านั้น บริเวณที่เรานั่งทานอาหารกัน ก็มีสนามทรายพร้อมชิงช้า ของเล่น ไว้ให้เด็กๆ นั่งเล่นได้เพลินๆ ของตกแต่งสวนชิ้นไหนสวยถูกใจก็สามารถซื้อกลับบ้านได้ด้วยหลังจากอิ่มแล้วเราก็เดินสำรวจสถานที่ ลึกเข้าไปจะมีศาลาสำหรับให้เด็กๆ ทำกิจกรรม ตอนที่พวกเราเดินไปไม่มีเด็กๆ อยู่ตรงนั้นแล้ว มีเพียงผลงานปั้นดินของเด็กๆ ที่ทำให้เรารู้ว่าเด็กๆ คงจะได้เรียนปั้นดินกันตรงนี้ เท่าที่ดูจากกระดานกิจกรรมของเด็กๆ กิจกรรมของที่นี่มีมากกว่าศิลปะนะคะ เป็นกิจกรรมทักษะชีวิตสนุกๆ ที่เด็กๆ จะได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติอย่าง เลี้ยงเป็ด เก็บไข่ ทำอาหาร ฯลฯ อ่านแล้วอยากจะสมัครซะเอง 555+เลยจากศาลา เข้ามาจนสุดทาง เห็นวิวตรงหน้าแล้วก็อยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนั้นเลย เพราะมันคือคือชานโล่งที่ยื่นลงไปในแม่น้ำท่าจีน ลมเย็นสบายจนอยากจะนอนตรงนี้สักงีบ ถ้าไม่กลัวว่า 2 หนุ่มน้อยจะตกน้ำอ่ะนะ 555+ถ่ายภาพกันพอหอมปากหอมคอ ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับกัน แต่คิดว่าจะหาเวลากลับมาเที่ยวกันอีก จัดเวลาให้มีสบายๆ พอที่เราจะละเลียดถ่ายภาพ ละเลียดเก็บพลังใจ littletree ช่างเป็นสถานที่น่ารักๆ ที่เราสามารถแวะเข้ามาสัมผัสและกลับออกไปพร้อมกับหัวใจที่พองโต ^^ไว้น้องภูมิโตอีกนิดได้ส่งมาเข้าค่ายกิจกรรมที่นี่แน่ๆ ^^
www.littletreegarden.com

เป่าๆ แปะๆ

ช่วงนี้เวลาที่เล็กให้น้องภูมิ (3 ขวบ) ใช้หลอดดูดน้ำในแก้วน้ำดื่มทีไร เขามักจะชอบแอบเป่าลมลงไปให้เป็นฟองดังบุ๋งๆ แล้วก็หัวเราะชอบใจ เล็กก็รู้ว่าเขาคงสนุกหล่ะ แต่ก็ต้องคอยบอกไว้ว่ามันไม่สุภาพนะลูก ตอนนี้ยังเล็กอยู่ก็ดูน่าเอ็นดู แต่ถ้าโตกว่านี้ก็คงดูไม่จืดแน่

ถ้าอยากเล่นอะไรสนุกๆ แบบนั้น มาเล่นเป่าน้ำสีกับแม่ดีกว่า ของแม่สนุกกว่าเยอะ ^_^
ว่าแล้วก็ต้องหาอุปกรณ์ก่อน
อุปกรณ์
• แก้วน้ำพลาสติกแบบใส (เพื่อจะได้เห็นสี) อาจจะใช้ขวดน้ำดื่มที่ใช้แล้วมาตัดก็ได้นะคะ
• สี Tempera หรือสีโปสเตอร์ (สี Tempera จะเช็ดล้างได้ง่ายกว่าสีโปสเตอร์ค่ะ)
• ส่วนผสมที่ทำให้เกิดฟอง สบู่เหลว แชมพู หรือน้ำยาล้างจาน
• หลอดกาแฟ (แบบยาว)
• กระดาษ 100 ปอนด์ หรือกระดาษขาวอื่นๆ ที่หาได้ในบ้าน

อุปกรณ์พร้อมแล้วก็เริ่มได้เลย ^.^ เริ่มจากเทสีที่เราต้องการใช้ลงในแก้วพลาสติก ผสมน้ำลงไปเล็กน้อย คนให้สีละลาย ค่อยๆ เติมสบู่เหลวลงไป คนให้เข้ากัน กะให้มีความเข้มข้นเพียงพอที่จะเกิดฟองเมื่อเราเป่าค่อยๆ เป่าจนฟองล้นออกมานอกแก้ว ขั้นตอนนี้ดูจะสนุกที่สุด ^_^ (ต้องอย่าลืมกำชับเด็กๆ ให้ด้วยนะคะว่าเป่าอย่างเดียว ห้ามดูดเด็ดขาด)ใช้กระดาษ 100 ปอนด์ วางทาบลงไปบนฟองที่ล้นออกมาอย่างเบามือ แล้วยกขึ้น รูปร่างของฟองจะไปติดอยู่บนกระดาษ สามารถทำซ้ำได้จนทั่วกระดาษ ทาบทับกันได้หลายๆ สีตามชอบกระดาษที่ได้สามารถนำไปทำกล่องของขวัญ หรือตัดทำการ์ดอวยพรเก๋ๆได้ด้วยนะคะ

** สี Tempera (Liquid Tempera Paint) หาซื้อได้ตามร้านเครื่องเขียนใหญ่ๆ เป็นสีที่เหมาะสำหรับใช้กับกิจกรรมเด็กๆ เพราะ non-toxic และเช็ดล้างง่ายค่ะ
** ส่วนผสมที่ทำให้เกิดฟอง ที่เป็นสบู่เหลวบางชนิดอาจจะทำให้สีจับตัวเป็นสิ่มๆ ไม่ละลาย อาจจะเปลี่ยนมาใช้น้ำยาล้างจานแทนก็ได้ค่ะ แต่ถ้าให้เด็กเล็กเล่นควรระวังไม่ให้กระเด็นเข้าตา หรือดูดเข้าปากนะคะ

สิ่งที่เราสามารถพูดคุยกับลูกไปได้ด้วยขณะเล่น
• สี – สีใหม่ๆ ที่เกิดจากแม่สี เช่น สีเหลืองผสมกับสีน้ำเงินจะได้เป็น…สีเขียว
• หลอด – มีรูสองด้าน เราสามารถส่งผ่านลมเพื่อใช้เป่าและดูดได้ (แต่วันนี้เป่าอย่างเดียวนะห้ามดูด)
• สบู่เหลว – ทำให้ฟองที่เราเป่าลูกใหญ่ เยอะ และอยู่ได้นานกว่าฟองที่เกิดจากการเป่าน้ำธรรมดา
• ฟอง – ของน้ำสีที่เราเป่า สามารถสร้างภาพบนกระดาษได้นอกเหนือจากการใช้พู่กันหรือสีแท่งขีดเขียน
• การเป่าน้ำในแก้วน้ำดื่มนั้นไม่สุภาพ ถ้าอยากเล่นเป่าน้ำ ให้เป่ากับน้ำที่เตรียมไว้เพื่อเล่นอย่างนี้ ^_^* เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เล็กได้แบ่งปันลงในนิตยสาร Family Weekend ฉบับล่าสุด (เดือนกุมภาพันธ์) ด้วยนะคะ :) ขอขอบคุณทีมงานผ่านบล็อกอีกครั้งค่ะ