เครื่องคิดเงินรุ่นคำนวณเอง (อยู่ดี)

สัปดาห์ก่อน น้องภูมิมุดเข้าไปเล่นให้ห้องเก็บของ เอาที่รองรีดผ้ามากางเป็นเคาน์เตอร์ เอาของเล่นมาวางๆ แล้วก็เล่นเป็นร้านขายขนม เล็กก็เล่นไปกับเขา จากร้านปุปะง่ายๆ ก็เริ่มมีชื่อร้าน มีชุดพนักงาน มีอุปกรณ์อื่นๆ ในร้าน น้องภูมิวาดป้ายร้าน เขียนเมนู และก็ทำเงินกระดาษขึ้นมา เพื่อใช้เล่นซื้อขายจริงๆ เล็กก็เลยคิดว่าร้านนี้น่าจะต้องการเครื่องคิดเงินแบบแคชเชียร์บ้างแล้วหล่ะ (เพื่อเพิ่มความสนุกให้คนขาย ^^)

พอเล็กถามน้องภูมิว่าต้องการเครื่องคิดเงินของแคชเชียร์แบบที่ในร้านขายของเขามีไม๊ น้องภูมิได้ยินก็กระโดดตัวลอย ส่งเสียงบอกเอาคร้าบ..บ… ^^

ปลุกปล้ำกันอยู่พักใหญ่เราก็ได้เครื่องคิดเงินหน้าตาอย่างนี้ค่ะ (จริงๆ ทำไม่ยากเลย ที่ยากคือต้องทำแบบมีน้องภูริอยู่นุงนังนัวเนียด้วยนี่อ่ะสิ >.<)

cash_reg_01

วัสดุหลักๆ ที่เราใช้วันนี้มีเพียง กล่องรองเท้า (แบบฝาติดกับตัวกล่อง) กล่องซีเรียลและก็กาวcash_reg_02

เราเริ่มจากการหารูปแบบเครื่องคิดเงินจริงๆ ว่าต้องมีอะไรบ้าง จากนั้นก็ออกแบบว่าของเราจะมีอะไร ตรงไหน อย่างไร จากนั้นก็ลงมือทำ 

เล็กเจาะช่องด้านข้างกล่องเพื่อทำเป็นลิ้นชักใส่เงิน (กระดาษที่เจาะเก็บไว้ปิดหน้าลิ้นชักเพื่อความสวยงาม) และใช้กล่องกระดาษซีเรียลมาตัดทำเป็นตัวลิ้นชักค่ะcash_reg_04

ด้านในลิ้นชัก เราทำเป็นที่เก็บเงิน โดยตัดกระดาษแข็งมาติดเป็นที่กั้นแบ่งเป็นช่องๆ เพื่อแยกเก็บแบงค์กระดาษ (ตามจำนวนเงิน)cash_reg_05

น้องภูมิอยากให้มีก้านที่กดแบงค์เหมือนที่เขาเคยเห็นเครื่องคิดเงินของจริงที่ซุปเปอร์มาเก็ต เล็กก็เลยตัดกระดาษแข็งกว้างประมาณ 1 ซ.ม. ยาวประมาณ 15 ซ.ม. พับปลายด้านหนึ่งขนาดประมาณ 1 ซ.ม. พับ 3 ทบ แล้วทากาวติดให้เป็นรูปสามเหลี่ยม (ตามภาพด้านล่าง) พับปลายอีกด้านหนึ่งขนาดประมาณ 1 ซ.ม. เพื่อเป็นส่วนที่ทากาวติดกับกล่องcash_reg_06

ลิ้นชักด้านในสุดเล็กติดกระดาษแข็งเพื่อรั้งตัวลิ้นชัก (A) ไว้ไม่ให้หลุดออกมาเวลาที่ดึงเล่น และด้านในก็ตัดกระดาษแข็งมาติดไว้เป็นตัวหยุด (B) ไม่ให้ลิ้นชักผลุบเข้าไปเวลาที่ดันกลับcash_reg_07

ส่วนฝากล่องเล็กยกให้เอียงลาด ด้วยการติดกระดาษอย่างนี้ค่ะcash_reg_03

ระหว่างที่เล็กประกอบส่วนหลักๆ น้องภูมิก็จะช่วยประกอบส่วนย่อยๆ และทำหน้าปัดปุ่มเครื่องคิดเงิน (ช่วยแม่ทำได้แล้ว :D)cash_reg_08

น้องภูมิอยากให้มีช่องที่สลิปใบเสร็จออกมาด้วย เล็กเลยเจาะช่องเล็กๆ ด้านบนผากล่อง แล้วลองหาดูว่าจะใช้อะไรมาเป็นตัวตัดกระดาษได้บ้างที่ใช้เล่นได้และจะไม่บาดมือหนุ่มน้อย รื้อไปรื้อมาก็ได้แผงฟันแหลมๆ ของกล่องกระดาษฟอยด์ (ใช้ได้ดีกับกระดาษบางๆ นะคะ)cash_reg_09

ส่วนกระดาษสลิป เล็กตัดกระดาษนิตยสารให้น้องภูมิเอามาต่อให้ยาวๆ แล้วม้วนติดกับหลอดกาแฟ จากนั้นใช้ตะเกียบไม้สอดเข้าไปในหลอดกาแฟแล้วนำไปเกี่ยวกับเชือกที่ติดไว้ในกล่องcash_reg_10

สอดกระดาษลอดตามช่องที่เจาะไว้ เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จค่ะ :Dcash_reg_11

แม่แถมที่ยิงบาร์โค้ดให้ด้วย พอดีที่บ้านมีแท่งกระดาษ (กันกระแทก) อยู่หนึ่งอัน  ^^cash_reg_12

เจ้าเครื่องคิดเงินนี้ช่วยให้เราเล่นกับร้านขายขนมของภูมิได้สนุกมากขึ้นจริงๆ ค่ะ แม้ว่าการคิดเงิน บวก ลบ ราคาของและจำนวนเงินที่ต้องทอนลูกค้า น้องภูมิก็ยังคงต้องใช้กระดาษทดเลขอยู่เหมือนเดิม ^^ แต่มันช่วยให้ร้านของเขามีอะไรๆ ให้เล่นออกท่าออกทางมากขึ้น แถมยังเป็นของเล่นที่เขาทำมันขึ้นมาได้เอง (กับแม่) น้องภูมิก็ดูจะมีความสุขและภูมิใจอยู่ไม่น้อยทีเดียวcash_reg_13

เช้าวันรุ่งขึ้นน้องภูมิถึงกับบอกว่า อยากจะเก็บร้านของเขาไว้ตลอดไป (ซอกในห้องเก็บของที่เขาใช้ทำเป็นร้านอยู่หน่ะค่ะ) งานนี้ท่าทางเราคงจะโดนยึดพื้นที่ยาว :D

dash* ร้านของน้องภูมิชื่อว่า “777” (มีที่มาจากถุงกระดาษร้าน TinTin Shop ที่เราเอามาทำเป็นถุงใส่ขนมตอนที่เริ่มเล่นกัน)

* ของที่ขายในร้านก็จะมีตั้งแต่ขนม เครื่องดื่มและอาหารเบาๆ มีทั้งแบบนั่งทานที่ร้านและส่งถึงบ้านด้วย ^^

* ที่ร้านจะมีหนังสือเอาไว้ให้เด็กๆ (​น้องภูริ) ด้วยค่ะ “เด็กๆ จะได้ไม่ยุ่ง” เจ้าของร้านเขาบอกว่าอย่างงั้น >.<

* ลูกค้าจะได้รับบัตรสะสมแต้ม (ขนาดหย่าย..ย..มาก..ก..) เพื่อใช้สะสมทุกครั้งที่มาซื้อของที่ร้าน :D

* มีเมนูพิเศษเฉพาะวัน และโปรโมชั่น เช่น ซื้อ 1 แถม 1, ซื้อ 2 แถม 3 ^^’dash

cash_reg_14

สิงคโปร์ เจอนี่ เจอนั่น (ตอนจบ ^^)

Singapore Botanic Gardens
เมื่อคราวที่แล้วที่มาสิงคโปร์ ด้วยเวลาที่มีจำกัด เราเลยไม่ได้ใส่ Singapore Botanic Gardens ไว้ในแผนการเดินทาง แต่ในครั้งนั้นบังเอิญได้มีโอกาสนั่งรถผ่านหน้าสวน เล็กเห็นแล้วชอบมาก (ขนาดว่าเห็นแต่ข้างนอกนะ ^^) จนต้องบอกคุณก๊อกว่า คราวนี้ยังไงก็ต้องขอแวะชมซักหน่อยนะ20140914-IMG_3133

เราไม่มีข้อมูลมากนักว่าสวนนี้เป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง เดาเอาจากชื่อก็คิดว่าน่าจะเป็นสวนพฤษศาสตร์ที่มีต้นไม้่เยอะแยะมากมายกระมัง เราเดินทางเข้าสวนทาง Nassim Gate (Evans Rd.) ซึ่งอยู่ตรงกลางสวน (สวนนี้กว้างใหญ่มากค่ะ มีทางเข้าหลายทาง ต้องเลือกเอาซักทาง ^^’) ส่วนแรกที่เราเจอก็จะเป็นร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ที่จัดวางได้อย่างสวยงาม ดูช่างรื่นรมย์มากๆ เล็กเข้าไปก็มองหาเคาน์เตอร์ขายตั๋วโดยรอบแต่ไม่เห็น เลยถามจากน้องสาวที่ไปด้วยกันวันนั้น ได้ความว่า สวน Singapore Botanic Gardens เป็นเหมือนสวนสาธารณะของที่นี่ ใครจะเข้ามาเดินเล่น จูงสุนัขมาวิ่ง มาปิคนิค มานอนเอกเขนก ก็ได้ทั้งนั้น สวนเปิดตั้งแต่เช้ามืดปิดเอาเที่ยงคืนเลย >.< ฟังแล้วต้องร้องโอ้โฮออกมาเลยค่ะ เพราะสวนที่เห็นอยู่ตรงหน้ามีการออกแบบและจัดวางอย่างสวยงาม ร่มรื่น สะอาดสะอ้าน มีต้นไม้ใหญ่มากมาย แถมยังกว้างขวางมากๆ คือ…มันช่างต่างกับสวนสาธารณะบ้านเราเหลือเกิน20140914-IMG_312720140914-IMG_3174
เดินดูแล้วก็นึกถึงการพัฒนาผังเมืองที่เราได้เห็นที่ City Gallery เมื่อ 2 วันก่อน ประกอบกับประสบการณ์การเดินทางไปสถานที่ต่างๆ ในทริปนี้ที่เราใช้แท๊กซี่ค่อนข้างบ่อย จึงทำให้มีโอกาสได้เห็นถนนหนทาง ตึกรามบ้านช่อง และทำให้เรารู้สึกทึ่งมากที่ประเทศเล็กๆ ที่มีพื้นที่อย่างจำกัด จะสามารถพัฒนาพื้นที่ทางธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมๆ กับพื้นที่สีเขียวได้อย่างเรียกว่าไม่มีใครน้อยหน้าใครจริงๆ

20140914-IMG_3172

เนินหญ้าเขียวๆ กว้างไกล เห็นแล้วอดใจไม่ไหวต้องแวะลงไปวิ่งเล่น กลิ้งเกลือก กันซะหน่อย20140917-Singapore_p6-2

ความที่สวนนี้กว้างใหญ่ และเรามีเวลาจำกัด เราจึงเลือกเข้าชมสวนกล้วยไม้ (National Orchid Garden) ซึ่งปกติโซนนี้จะต้องเสียค่าเข้าชม แต่ช่วงเวลาที่เราเป็นช่วงที่เป็นวันหยุดของโรงเรียนในสิงคโปร์ เขาจึงเปิดให้เข้าชมฟรี (ดีจังเลยเนอะ ^^) นอกเหนือจากความสวยงามของกล้วยไม้นานาพันธ์ุแล้ว ก็ยังพันธ์ุไม้ใบสวยๆ ให้ดูมากมายตลอดทางที่เดินไป เรียกว่าถ้าค่อยๆ ดูพินิจกันทีละต้น ก็คงต้องใช้เวลาเป็นวันๆ เลยค่ะ จุดที่น้องภูมิและพวกเราชอบมากที่สุด ก็คือ Cool House เรือนกระจกที่ควบคุมความเย็นและความชื้น เพื่อให้เป็นที่จัดแสดงพันธ์ุไม้ที่อยู่บนภูเขา มีทั้งกล้วยไม้ และพืชกินแมลงหลายชนิด อากาศภายในทั้งเย็นและสดชื่นมากๆ ค่ะ เดินเข้าไปแล้วอยากอยู่นานๆ เลย :)20140914-IMG_320820140917-Singapore_p6-320140914-IMG_322420140917-Singapore_p6-1

เราแวะทานอาหารกลางวันกันที่ร้านอาหารน่ารักๆ ท่ามกลางสวนสวย อาหารอร่อย บรรยากาศเก๋ไก๋ (ราคาก็เก๋ไก๋ตามบรรยากาศ ^^’) จนลืมไปเลยว่าตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของสวนสาธารณะ ^^20140914-IMG_321620140917-Singapore_p6-420140914-IMG_3264

เราเดินกลับออกจากสวน ด้วยเส้นทางที่เลาะไปทางทิศใต้ของสวน ผ่าน Swan Lake ซึ่งมีหงส์จริงๆ เล่นน้ำให้นั่งดูเพลินๆ นอกเหนือจากหงส์แล้ว ในน้ำก็ยังมีปลาตัวโตๆ มากมายหลายชนิดและเต่าให้ดูอีกด้วย น้ำใส เด็กน้อยดูเพลินเลยค่ะ ตลอดเส้นทางที่เราเดินร่มรื่นมากๆ เพราะมีต้นไม้ใหญ่เรียงรายอยู่ตลอดทาง และแม้จะมีคนมาพักผ่อนในสวนเป็นจำนวนมากในวันนี้ (วันอาทิตย์) แต่สวนก็ยังดูโล่ง โปร่ง สบาย เห็นแล้วก็อยากเอาเสื่อมาปูนอนเล่นบ้างจัง :)20140914-IMG_3229-220140914-IMG_3250

เรื่องเล่าปิดท้ายจากทริปนี้ เล็กขอเล่าเรื่องความเป็นเมืองสีเขียวของสิงคโปร์ที่เราได้มีโอกาสสัมผัสนะคะ ทริปนี้เราเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองด้วยแท๊กซี่ (คราวที่แล้วใช้ MRT) จึงได้มีโอกาสเห็นถนนเส้นที่สวยที่สุดเส้นหนึ่งที่พวกเราเคยเห็นมา (ถนนเลียบชายฝั่งด้านตะวันออก – East Coast) ช่างเป็นการต้อนรับเข้าสู่ประเทศที่อบอุ่นและสง่างามมากๆ ถนนที่ว่านี้ไม่ได้มีป้ายหรือซุ้มประตูยินดีต้อนรับเข้าประเทศ ไม่มีสิ่งปลูกสร้างประดับประดาหรือเสาไฟฟ้าวิจิตรอลังการ มีเพียงต้นไม้สูงใหญ่ยืนเรียงรายตลอด 2 ข้างทาง ระยะทางเกือบ 20 กิโลเมตร ต้นไม้สูงใหญ่รูปร่างสวยงามอายุไม่น่าจะต่ำว่า 30 ปี แผ่กิ่งก้านบานปกคลุมถนน ให้ความร่มรื่น สดชื่นสบายตา ทำเอาเราต้องร้องอู้หูกันไปตลอดทาง สวยจนบรรยายไม่ถูกจริงๆ ค่ะ

จากข้อมูลที่ได้อ่านที่ Singapore City Gallery ทำให้เราทราบว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับต้นไม้มาก ต้นไม้ใหญ่ทุกต้นของสิงค์โปร์จะมีการขึ้นทะเบียน และห้ามตัดโดยไม่ได้รับอนุญาตแม้ว่าจะเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในที่ดินส่วนบุคคลก็ตาม

เล็กบอกกับลูกว่า “คอยดูนะ เมื่อภูมิโตเป็นหนุ่ม ต้นไม้ก็คงจะโค้งเป็นซุ้มสวยงาม และถนนแบบนี้แหละจะเป็นถนนที่ใครๆ ก็อยากมาเที่ยวชม”

คุณก๊อกเก็บภาพและวีดีโอตอนขากลับมาฝากนะคะ ใครที่จะมาเที่ยวที่สิงคโปร์ เล็กแนะนำว่าควรใช้แท๊กซี่ในเส้นทางที่ไปสนามบิน อย่างน้อยซักครั้ง ขาไปหรือขากลับก็ได้ เพื่อชื่นชมด้วยตาตัวเองดูนะคะ

สิงคโปร์ เจอนี่ เจอนั่น (ตอนที่ 4)

Singapore City Gallery

เราได้ยินชื่อของ Singapore City Gallery ไม่นานก่อนที่จะเดินทางมา จากน้องสาวคนหนึ่งที่รู้เรื่องสิงคโปร์เป็นอย่างดี เธอแนะนำเราเพราะคิดว่าเราน่าจะสนใจ เมื่อผมได้ฟังว่าที่นั่นมีอะไร ผมก็ไม่ลังเลที่จะใส่ที่นี่ไว้ในตารางการเดินทางทันที และจัดไว้ในวันแรกๆ ที่ไปถึง เพราะคงจะดีไม่น้อยที่เรา โดยเฉพาะน้องภูมิจะได้ทำความรู้จักกับประเทศสิงคโปร์ให้มากขึ้นอีกนิดก่อนที่เราจะได้เห็นภาพเมืองจริงๆ

สำหรับคนที่สนใจเรื่องแนวคิดการพัฒนาประเทศที่มีคุณภาพแบบนี้ น่าจะมีความสุขกับการเดินอ่าน ฟังและคิดตามมากทีเดียวครับ

20140911-IMG_2177

การเดินทางมาที่นี่สะดวกครับ เราออกจาก MRT สถานี China Town และเดินต่ออีกประมาณ 10 นาทีก็ถึง (สำหรับคนที่ชอบ Tintin สามารถแวะร้าน The Tintin Shop ระหว่างทางเดินใน China Town ได้ก่อนเลยครับ อ่านเรื่องเล่าได้จากตอนที่ 2 นะครับ) เวลาเปิดให้บริการของที่ Singapore City Gallery นี้ คือ จันทร์-เสาร์ 9:00 – 17:00 น. ปิดวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ และเข้าชมฟรีครับ 20140911-IMG_220820140917-Singapore_p4-220140911-IMG_2193

ตั้งใจมาถึงหัวใจของแนวคิดการวางแผนสร้างเมืองขนาดนี้แล้ว งานของน้องภูมิวันนี้คงไม่พ้น การให้เขาหาคำตอบว่าเรามาดูอะไรที่นี่ ผมเลยบอกให้น้องภูมิลองหาคำตอบดูว่า ที่ Singapore City Gallery นี้เค้าพูดถึงเรื่องอะไร เพื่อให้น้องภูมิได้ตั้งใจดูและฟังเรื่องราวต่างๆ ในนั้น และเปิดโอกาสให้เราได้คุยกันถึงสิ่งที่กำลังเดินดูกัน20140911-IMG_2235

น้องภูมิสนุกกับการเดินหาสถานที่ที่ตัวเองรู้จักจากแบบจำลองใน Singapore City Gallery นี้มากครับ หยิบเข็มทิศที่ติดตัวไปมาเปรียบเทียบและดูทิศจากแบบจำลองตรงหน้า และชี้โน่นชี้นี่ให้แม่กับพ่อดูใหญ่ นอกจากโมเดลเมืองที่เดินดูได้อย่างเพลิดเพลินแล้ว ใน Singapore City Gallery นี้ยังมีสื่ออินเทอร์แอ็คทีฟและเกมสร้างเมืองให้ลองเล่นกันด้วยครับ20140911-IMG_227020140917-Singapore_p4-3

เดินกันไปซักพัก ผมลองถามน้องภูมิดูว่าได้คำตอบหรือยัง น้องภูมิก็หันมาตอบแบบงงๆ ว่า “I don’t know, papa.” เราเลยลองเดินย้อนกลับไปส่วนที่เดินผ่านกันมาแล้ว ค่อยๆ ใช้เวลากันไปอีกหน่อย และปล่อยให้เค้าเดินดูไปเรื่อยๆ (ในใจผมจริงๆ คิดว่า งานวันนี้ออกจะยากไปสักหน่อย ถ้าไม่ได้จริงๆ คงต้องใบ้กันบ้างละ) แต่สุดท้ายน้องภูมิก็เดินมาบอกผมว่า “Papa.. Papa.. I know the answer. It’s about how Singapore build their country.” ผมดีใจมาก และเสริมต่อไปอีกหน่อยว่า “..to be a great place to live and work.” และก็บอกให้เค้ารีบจดลงสมุดบันทึกของเค้า :)20140911-IMG_2240

20140911-IMG_2282

ไฮไลท์ของที่นี่คือโมเดลประเทศสิงคโปร์ขนาดมหึมาที่มีสีสันสวยงามและถูกทำขึ้นอย่างมีรายละเอียด และขณะที่เราเดินดูโมเดลมหึมานี้อยู่ ก็มีคุณลุงที่ทำงานอยู่ที่นี่เข้ามาคุยด้วย เราคุยกันสนุกมากครับ แกเล่าโน่นเล่านี่ให้ฟังเยอะเลย ได้รู้ว่าเจ้าโมเดลหลักของประเทศสิงคโปร์ตรงหน้าเรานั้น เริ่มทำครั้งแรกเมื่อปี คศ.1970 ตึกบางตึกในนี้มีอายุมากกว่า 40 ปีด้วย และค่อยๆ ทำกันมาเรื่อยๆ และด้วยความที่สิงคโปร์มีการเปลี่ยนแปลงประเทศอยู่เสมอ งานทำโมเดลนี้จึงมีอยู่ตลอดเวลา แกบอกว่าแกทำงานที่นี่มาประมาณ 50 ปีแล้ว ปัจจุบันอายุ 70 ปีและน่าจะอาวุโสที่สุดในนี้ :D

20140917-Singapore_p4-1

ก่อนจากกัน แกยังแนะนำร้านข้าวมันไก่เจ้าอร่อย (ที่ไม่ต้องรอคิวนาน) ให้อีกด้วย

อีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้การมาชม Singapore City Gallery ครั้งนี้ของเราพิเศษมากขึ้นคือ การได้ชมภาพวาดพาโนรามาของเมืองสิงคโปร์ความยาว 4 เมตร จาก Stephen Wiltshire ศิลปินออทิสติกชาวอังกฤษที่ผมชื่นชมและชื่นชอบในความสามารถพิเศษของเค้ามาก ไม่ใช่เพียงเพราะเค้าเป็นออทิสติก แต่เพราะเค้าวาดภาพทั้งหมด ทุกรายละเอียดจากความทรงจำล้วนๆ ครับ

Singapore Press Holding Limited เชิญ Stephen Wiltshire มาวาดภาพให้เป็นของขวัญ เนื่องในโอกาสที่ประเทศสิงคโปร์ได้รับเอกราชครบ 50 ปี โดยพา Stephen ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ดูเมืองที่บริเวณ Marina Bay Sands เพียงประมาณ 1 ชั่วโมง และใช้เวลา 4 วันนั่งวาดภาพต่อสาธารณะที่ห้าง Paragon ให้ผู้คนที่ผ่านไปมาได้ชื่นชมและเป็นสักขีพยานภาพเขียนจากความทรงจำที่น่าอัศจรรย์นี้  

ดูวิดีโอที่ถ่ายไว้ในช่วงเวลาที่ Stephen Wiltshire เขียนภาพของประเทศสิงคโปร์ได้ที่นี่นะครับ

ภาพนี้แขวนอยู่ติดกับโมเดลใหญ่ของที่นี่ครับ ที่เก๋มากๆ คือ เมื่อยืนอยู่ระหว่างภาพเขียนกับโมเดล มุมที่เราเห็นจากภาพเขียน เมื่อหันหลังกลับไปมองที่โมเดลจะเป็นมุมเดียวกันครับ ^^

เสร็จจาก Singapore City Gallery เราก็หิวพอดี ก็เลยเดินข้ามถนนด้านข้างของตึกไปทานข้าวมันไก่อร่อยๆ ที่สวนอาหารฝั่งตรงข้ามตามที่คุณลุงใจดีแนะนำ :)

- – -

ตอนหน้า แม่เล็กจะมาเล่าเรื่องจาก Singapore Science Centre และ Snow City ให้ฟังนะครับ

สิงคโปร์ เจอนี่ เจอนั่น (ตอนที่ 3)

..ตอนนี้พ่อเล่านะครับ : )

Gardens by the bay

เมื่อครั้งที่แล้วที่เรามาสิงคโปร์ บริเวณ Gardens by the bay นี้กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง และไกด์บน Duck Tour บอกว่าที่นี่จะเป็น landmark แห่งใหม่ของสิงคโปร์20140910-IMG_1861

วันนี้ Gardens by the bay สวนกลางเมืองขนาด 625 ไร่ (ใหญ่กว่าสวนลุมพินีในกรุงเทพฯ ประมาณ 70%) กลายเป็นส่วนสำคัญของคุณภาพชีวิตของชาวสิงคโปร์ และเป็นที่จุดท่องเที่ยวของผู้คนที่มาเยี่ยมเยียนสิงค์โปร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้น (สำหรับผม) คือแนวคิดและลงมือสร้างโครงการนี้ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

การเดินทางไป Garden by the bay ไม่ยุ่งยากครับ สามารถขึ้น MRT ลงที่สถานี Bayfront และเดินไปได้เลย พอถึงที่สวน จะเดินเล่นชมสวนไปเรื่อยๆ หรือจะนั่ง Shuttle bus (คนละ 2 S$) ตรงไปตามจุดท่องเที่ยวเลยก็ได้ วันนี้เราเดินชมส่วนต่างๆ ใน Gardens by the bay ทั้งหมด 3 จุดครับ คือ Flower Dome, Cloud Forrest และ OCBC Skyway & Supertrees Grove ใช้เวลากันไปประมาณ 2-3 ชั่วโมงครับ

Flower Dome20140910-IMG_1846
Flower Dome คือสวนต้นไม้และดอกไม้ในโดมกระจกขนาดใหญ่ประมาณ 2 สนามฟุตบอลที่มีการควบคุมสภาพอากาศแบบเมดิเตอเรเนียน เช่น บริเวณแอฟริการใต้ ในโดมจะแบ่งเป็น 9 สวนใหญ่ๆ มีต้นไม้จากทุกทวีปของโลก สำหรับคนที่ชอบดูสวนต้นไม้และดอกไม้ น่าจะมีความสุขไม่น้อยครับ เพราะสีสัน ความหลากหลาย และความสมบูรณ์ของต้นไม้และดอกไม้ที่นี่สุดยอดจริงๆ เดินๆ ไปก็เห็นหลายๆ คนกรี๊ดกราด ชี้ไม้ชี้มือตื่นเต้นกัน 20140919-Singapore_p3-120140910-IMG_1819

ถึงแม้ว่าครอบครัวเราจะชอบพื้นที่สีเขียวและธรรมชาติมาก แต่ก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องพันธุ์ไม้สักเท่าไหร่ ยิ่งสำหรับเด็กๆ อย่างน้องภูมิแล้ว เหมือนจะเป็นที่วิ่งเล่นสวยๆ เย็นๆ มากกว่า :D เราเลยให้งานง่ายๆ กับน้องภูมิ โดยให้วาดรูปและจดชื่อต้นไม้ที่ชอบ 5 ชนิด เพื่อให้เค้าได้หยุดมองความสวยงามของต้นไม้บ้าง และให้บันทึกชื่อสวนต่างๆ เพื่อให้มีโอกาสได้สังเกตความแตกต่างของต้นไม้ในแต่ละสวนที่เดินดูกัน (น่าเสียดายมาที่เราไม่สามารถเก็บสิ่งนี้น้องภูมิบันทึกไว้ได้ เพราะสมุดโน๊ตเล่มน้อยนี้หายไปที่ Singapore River Safari ที่แม่เล็กเล่าให้ฟังเมื่อตอนที่แล้ว20140910-IMG_1852

Cloud Forrest
ที่ชื่อ Cloud Forrest ก็เพราะว่าที่นี่มีเต็มไปด้วยต้นไม้ที่จะพบได้พื้นที่สูงระดับยอดเขาเท่านั้นครับ โดมกระจกใหญ่มหึมานี้ต้อนรับเราด้วยน้ำตกในร่มสูง 35 เมตร กับเสียงสายน้ำและละอองน้ำที่กระจายไปทั่ว ทำเอาหนาวสะท้านจนเกือบต้องถอยออกมา ถึงแม้ว่าจะเป็นน้ำตกสร้างขึ้น แต่มันก็ให้ความรู้สึกดีทีเดียวครับ เด็กๆ หลายคนวิ่งเข้าไปเล่นกับละอองน้ำกันอย่างสนุกสนาน รวมทั้งน้องภูมิด้วย ^^20140910-IMG_1906

ภายในโดม Cloud Forrest นี้ มีอาคารขนาด 6 ชั้น ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ รูปทรงเหมือนภูเขาใหญ่ตั้งอยู่ตรงหน้า การเดินเที่ยวบนเจ้าภูเขาจำลองนี้เริ่มจากขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นบนสุดแล้วค่อยๆ เดินลงมาตามทางเดิน treetop walk ที่ซอกแซก ทะลุไปมาครับ แต่ละชั้นจะพูดถึงแต่ละเรื่อง น้องภูมิสนุกกับการเดินบน treetop walk มากจนเราตามไม่ทัน ชั้นล่างสุดก่อนเดินออก จะมีวิดีโอสั้นๆ เรื่อง “+5 degrees” ที่พูดถึงว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ถ้าอุณหภูมิของโลกสูงเพิ่มขึ้นอีก 5 องศาเซลเซียส 20140910-IMG_188620140919-Singapore_p3-220140910-IMG_1913 20140910-IMG_1912

*ค่าเข้าชม Flower Dome และ Cloud Forrest อยู่ที่ 28 S$ สำหรับผู้ใหญ่ และ 15 S$ สำหรับเด็กนะครับ

OCBC Skyway & Supertrees Grove
Supertrees เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากมาเห็นมาก เพราะชอบเอกลักษณ์ของเจ้าต้นไม้เหล็กสูงตระหง่าน 11 ต้นท่ามกลางสวนเขียวกลางเมืองตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นจากภาพ จำได้ว่าตอนที่ได้อ่านเรื่องราวและเห็นภาพถ่าย ก็อดชื่นชมความสวยงามและแนวคิดการออกแบบของเจ้า Supertrees นี้ไม่ได้20140910-IMG_1964

เจ้า Supertrees เหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจจากต้น Karri ในประเทศออสเตรเลีย และไม่ได้สวยแต่ภายนอกนะครับ มันถูกสร้างให้มีระบบต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น มีแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ (photovoltaic cells) เพื่อมาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าในยามค่ำคืน มีระบบดูดและระบายอากาศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการระบบทำความเย็น และอีกหลายส่วนที่ทำให้เจ้า Supertrees เหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนกับต้นไม้ใหญ่จริงๆ20140919-Singapore_p3-320140910-IMG_1968

และถ้าเดินมาถึง Supertrees Grove แล้ว ก็อย่าพลาดขึ้นไปเดินบน OCBC Skyway นะครับ เป็นทางเดินสูง 22 เมตรจากพื้น เชื่อมระหว่าง Supertree สองต้น (ถ้าลมแรงหน่อยสะพานจะแกว่งนิดๆ ในเสียวเล่นๆ ด้วยครับ ^^) ยืนชมวิวและแสงสีในเมืองตรงนี้เพลินดีไม่น้อยเลย ถ้าไม่มีลูกมาด้วย จะยืนรับลมชมวิวคุยกับภรรยาตรงนี้นานๆ เลยครับ ^^ แนะนำว่ามาเดินช่วงหัวค่ำจะสวยกว่าและไม่ร้อนมากครับ

*ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใหญ่ 5 S$ และเด็ก 3 S$ ครับ20140910-IMG_1988

ส่วนที่เป็นสวนทั้งหมดของ Gardens by the bay นั้น ทุกคนสามารถเข้าใช้ได้ฟรี แถมยังมีสวนน้ำ (Far East Organization Children’s Garden) ทันสมัย เก๋ไก๋กลางสวนสำหรับชาวสิงคโปร์ที่สามารถเข้าใช้ได้ฟรีเช่นกัน ระหว่างที่เราเดินรอบๆ ก็เห็นคนทั่วไปเข้ามาออกกำลังกาย พักผ่อนกันแล้วอยากมีแบบนี้กลางกรุงเทพฯ บ้าง

การได้มาเดินที่ Gardens by the bay สำหรับผมให้ความรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่สิงคโปร์ตั้งใจสร้างขึ้นในประเทศที่มีพื้นที่เล็กกว่ากรุงเทพมหานครถึงครึ่งหนึ่ง*

จากมุมของนักท่องเที่ยว สวนสร้างแห่งนี้ก็มีความน่าสนใจสำหรับคนที่หลงไหลในต้นไม้ไม่น้อย และจากมุมของคนชอบไปสวนสาธารณะอย่างครอบครัวเรา ผมอิจฉาคนสิงคโปร์ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ดีๆ แบบนี้ได้แสนง่าย ถ้าอยากรู้ว่าสิงคโปร์จริงจังกับเรื่องสวนสาธารณะนี้แค่ไหน ลองดูเวลาเปิด-ปิดครับ ที่ Gardens by the bay นี้ให้บริการตั้งแต่ ตีห้าถึงตีสอง ทุกวันครับ20140910-IMG_2013

เสร็จจากที่ OCBC Skyway เราก็นั่ง MRT ไป 1 สถานีเพื่อไปขึ้น Singapore Flyer กันครับ ก่อนมา ผมขอร้อง(แกมบังคับ)แม่เล็กว่า ต้องมาขึ้น Singapore Flyer วันแรกที่มาถึงนะ เพราะสำหรับผม การได้มองเมืองจากที่สูงๆให้ความรู้สึกเหมือนเราได้ถอยตัวเองออกมาจากชีวิตประจำวัน และถือเป็นการทักทายประเทศสิงคโปร์ และเริ่มต้นการเดินทางอย่างเป็นทางการ (รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะครับ ^^)20140910-IMG_2025

ตอนต่อไปจะมาเล่าสิ่งที่เราประทับใจที่ Singapore City Gallery นะครับ

- – – -

•  พื้นที่ประเทศสิงค์โปร์คือ 716.1 km² และพื้นที่กรุงเทพมหานครคือ 1,569 km²

Previous Older Entries

© 2010 แม่น้องภูมิ All rights reserved.

สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าลอกเลียนหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความ รูปภาพจากเว็บไซต์แห่งนี้ไปใช้ทั้งโดยเผยแพร่และการอ้างอิง และ/หรือเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาติเป็นลายลักษณ์อักษรจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 603 other followers

%d bloggers like this: