สิงคโปร์ เจอนี่ เจอนั่น (ตอนที่ 3)

..ตอนนี้พ่อเล่านะครับ : )

Gardens by the bay

เมื่อครั้งที่แล้วที่เรามาสิงคโปร์ บริเวณ Gardens by the bay นี้กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง และไกด์บน Duck Tour บอกว่าที่นี่จะเป็น landmark แห่งใหม่ของสิงคโปร์20140910-IMG_1861

วันนี้ Gardens by the bay สวนกลางเมืองขนาด 625 ไร่ (ใหญ่กว่าสวนลุมพินีในกรุงเทพฯ ประมาณ 70%) กลายเป็นส่วนสำคัญของคุณภาพชีวิตของชาวสิงคโปร์ และเป็นที่จุดท่องเที่ยวของผู้คนที่มาเยี่ยมเยียนสิงค์โปร์ได้อย่างเต็มภาคภูมิ แต่ที่น่าตื่นเต้นไปกว่านั้น (สำหรับผม) คือแนวคิดและลงมือสร้างโครงการนี้ให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

การเดินทางไป Garden by the bay ไม่ยุ่งยากครับ สามารถขึ้น MRT ลงที่สถานี Bayfront และเดินไปได้เลย พอถึงที่สวน จะเดินเล่นชมสวนไปเรื่อยๆ หรือจะนั่ง Shuttle bus (คนละ 2 S$) ตรงไปตามจุดท่องเที่ยวเลยก็ได้ วันนี้เราเดินชมส่วนต่างๆ ใน Gardens by the bay ทั้งหมด 3 จุดครับ คือ Flower Dome, Cloud Forrest และ OCBC Skyway & Supertrees Grove ใช้เวลากันไปประมาณ 2-3 ชั่วโมงครับ

Flower Dome20140910-IMG_1846
Flower Dome คือสวนต้นไม้และดอกไม้ในโดมกระจกขนาดใหญ่ประมาณ 2 สนามฟุตบอลที่มีการควบคุมสภาพอากาศแบบเมดิเตอเรเนียน เช่น บริเวณแอฟริการใต้ ในโดมจะแบ่งเป็น 9 สวนใหญ่ๆ มีต้นไม้จากทุกทวีปของโลก สำหรับคนที่ชอบดูสวนต้นไม้และดอกไม้ น่าจะมีความสุขไม่น้อยครับ เพราะสีสัน ความหลากหลาย และความสมบูรณ์ของต้นไม้และดอกไม้ที่นี่สุดยอดจริงๆ เดินๆ ไปก็เห็นหลายๆ คนกรี๊ดกราด ชี้ไม้ชี้มือตื่นเต้นกัน 20140919-Singapore_p3-120140910-IMG_1819

ถึงแม้ว่าครอบครัวเราจะชอบพื้นที่สีเขียวและธรรมชาติมาก แต่ก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องพันธุ์ไม้สักเท่าไหร่ ยิ่งสำหรับเด็กๆ อย่างน้องภูมิแล้ว เหมือนจะเป็นที่วิ่งเล่นสวยๆ เย็นๆ มากกว่า :D เราเลยให้งานง่ายๆ กับน้องภูมิ โดยให้วาดรูปและจดชื่อต้นไม้ที่ชอบ 5 ชนิด เพื่อให้เค้าได้หยุดมองความสวยงามของต้นไม้บ้าง และให้บันทึกชื่อสวนต่างๆ เพื่อให้มีโอกาสได้สังเกตความแตกต่างของต้นไม้ในแต่ละสวนที่เดินดูกัน (น่าเสียดายมาที่เราไม่สามารถเก็บสิ่งนี้น้องภูมิบันทึกไว้ได้ เพราะสมุดโน๊ตเล่มน้อยนี้หายไปที่ Singapore River Safari ที่แม่เล็กเล่าให้ฟังเมื่อตอนที่แล้ว20140910-IMG_1852

Cloud Forrest
ที่ชื่อ Cloud Forrest ก็เพราะว่าที่นี่มีเต็มไปด้วยต้นไม้ที่จะพบได้พื้นที่สูงระดับยอดเขาเท่านั้นครับ โดมกระจกใหญ่มหึมานี้ต้อนรับเราด้วยน้ำตกในร่มสูง 35 เมตร กับเสียงสายน้ำและละอองน้ำที่กระจายไปทั่ว ทำเอาหนาวสะท้านจนเกือบต้องถอยออกมา ถึงแม้ว่าจะเป็นน้ำตกสร้างขึ้น แต่มันก็ให้ความรู้สึกดีทีเดียวครับ เด็กๆ หลายคนวิ่งเข้าไปเล่นกับละอองน้ำกันอย่างสนุกสนาน รวมทั้งน้องภูมิด้วย ^^20140910-IMG_1906

ภายในโดม Cloud Forrest นี้ มีอาคารขนาด 6 ชั้น ปกคลุมไปด้วยต้นไม้ รูปทรงเหมือนภูเขาใหญ่ตั้งอยู่ตรงหน้า การเดินเที่ยวบนเจ้าภูเขาจำลองนี้เริ่มจากขึ้นลิฟท์ไปที่ชั้นบนสุดแล้วค่อยๆ เดินลงมาตามทางเดิน treetop walk ที่ซอกแซก ทะลุไปมาครับ แต่ละชั้นจะพูดถึงแต่ละเรื่อง น้องภูมิสนุกกับการเดินบน treetop walk มากจนเราตามไม่ทัน ชั้นล่างสุดก่อนเดินออก จะมีวิดีโอสั้นๆ เรื่อง “+5 degrees” ที่พูดถึงว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ถ้าอุณหภูมิของโลกสูงเพิ่มขึ้นอีก 5 องศาเซลเซียส 20140910-IMG_188620140919-Singapore_p3-220140910-IMG_1913 20140910-IMG_1912

*ค่าเข้าชม Flower Dome และ Cloud Forrest อยู่ที่ 28 S$ สำหรับผู้ใหญ่ และ 15 S$ สำหรับเด็กนะครับ

OCBC Skyway & Supertrees Grove
Supertrees เป็นสิ่งหนึ่งที่ผมอยากมาเห็นมาก เพราะชอบเอกลักษณ์ของเจ้าต้นไม้เหล็กสูงตระหง่าน 11 ต้นท่ามกลางสวนเขียวกลางเมืองตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นจากภาพ จำได้ว่าตอนที่ได้อ่านเรื่องราวและเห็นภาพถ่าย ก็อดชื่นชมความสวยงามและแนวคิดการออกแบบของเจ้า Supertrees นี้ไม่ได้20140910-IMG_1964

เจ้า Supertrees เหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจจากต้น Karri ในประเทศออสเตรเลีย และไม่ได้สวยแต่ภายนอกนะครับ มันถูกสร้างให้มีระบบต่างๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย เช่น มีแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์ (photovoltaic cells) เพื่อมาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าในยามค่ำคืน มีระบบดูดและระบายอากาศซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการระบบทำความเย็น และอีกหลายส่วนที่ทำให้เจ้า Supertrees เหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนกับต้นไม้ใหญ่จริงๆ20140919-Singapore_p3-320140910-IMG_1968

และถ้าเดินมาถึง Supertrees Grove แล้ว ก็อย่าพลาดขึ้นไปเดินบน OCBC Skyway นะครับ เป็นทางเดินสูง 22 เมตรจากพื้น เชื่อมระหว่าง Supertree สองต้น (ถ้าลมแรงหน่อยสะพานจะแกว่งนิดๆ ในเสียวเล่นๆ ด้วยครับ ^^) ยืนชมวิวและแสงสีในเมืองตรงนี้เพลินดีไม่น้อยเลย ถ้าไม่มีลูกมาด้วย จะยืนรับลมชมวิวคุยกับภรรยาตรงนี้นานๆ เลยครับ ^^ แนะนำว่ามาเดินช่วงหัวค่ำจะสวยกว่าและไม่ร้อนมากครับ

*ค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ใหญ่ 5 S$ และเด็ก 3 S$ ครับ20140910-IMG_1988

ส่วนที่เป็นสวนทั้งหมดของ Gardens by the bay นั้น ทุกคนสามารถเข้าใช้ได้ฟรี แถมยังมีสวนน้ำ (Far East Organization Children’s Garden) ทันสมัย เก๋ไก๋กลางสวนสำหรับชาวสิงคโปร์ที่สามารถเข้าใช้ได้ฟรีเช่นกัน ระหว่างที่เราเดินรอบๆ ก็เห็นคนทั่วไปเข้ามาออกกำลังกาย พักผ่อนกันแล้วอยากมีแบบนี้กลางกรุงเทพฯ บ้าง

การได้มาเดินที่ Gardens by the bay สำหรับผมให้ความรู้สึกทึ่งกับสิ่งที่สิงคโปร์ตั้งใจสร้างขึ้นในประเทศที่มีพื้นที่เล็กกว่ากรุงเทพมหานครถึงครึ่งหนึ่ง*

จากมุมของนักท่องเที่ยว สวนสร้างแห่งนี้ก็มีความน่าสนใจสำหรับคนที่หลงไหลในต้นไม้ไม่น้อย และจากมุมของคนชอบไปสวนสาธารณะอย่างครอบครัวเรา ผมอิจฉาคนสิงคโปร์ที่สามารถเข้าถึงพื้นที่ดีๆ แบบนี้ได้แสนง่าย ถ้าอยากรู้ว่าสิงคโปร์จริงจังกับเรื่องสวนสาธารณะนี้แค่ไหน ลองดูเวลาเปิด-ปิดครับ ที่ Gardens by the bay นี้ให้บริการตั้งแต่ ตีห้าถึงตีสอง ทุกวันครับ20140910-IMG_2013

เสร็จจากที่ OCBC Skyway เราก็นั่ง MRT ไป 1 สถานีเพื่อไปขึ้น Singapore Flyer กันครับ ก่อนมา ผมขอร้อง(แกมบังคับ)แม่เล็กว่า ต้องมาขึ้น Singapore Flyer วันแรกที่มาถึงนะ เพราะสำหรับผม การได้มองเมืองจากที่สูงๆให้ความรู้สึกเหมือนเราได้ถอยตัวเองออกมาจากชีวิตประจำวัน และถือเป็นการทักทายประเทศสิงคโปร์ และเริ่มต้นการเดินทางอย่างเป็นทางการ (รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะครับ ^^)20140910-IMG_2025

ตอนต่อไปจะมาเล่าสิ่งที่เราประทับใจที่ Singapore City Gallery นะครับ

- – – -

•  พื้นที่ประเทศสิงค์โปร์คือ 716.1 km² และพื้นที่กรุงเทพมหานครคือ 1,569 km²

สิงคโปร์ เจอนี่ เจอนั่น (ตอนที่ 1)

ตอนที่ 1 : ก่อนออกเดินทาง

ครั้งนี้เป็นการพาลูกเดินทางไปสิงค์โปร์เป็นครั้งที่สองของครอบครัวเรา (อ่านบันทึกของทริปแรกได้ที่นี่นะครับ) สิ่งที่เราวางแผนและมองหาจากการเดินทางจึงแตกต่างจากครั้งแรก ตามวัยที่เติบโตขึ้นของน้องภูมิ นอกเหนือจากการไปเที่ยวสนุกแล้ว เราตั้งใจและอยากให้ทริปนี้เป็นห้องเรียนวิชา “โลกใบนี้มีอะไรที่น่าสนใจอีกเยอะ” ไปพร้อมๆ กับเป็นก้าวแรกของการเป็นนักเดินทางจริงๆ เพราะแม้ว่าน้องภูมิจะมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศกับพ่อแม่มาแล้ว 2 ครั้ง แต่ก็ยังไม่เคยได้มีส่วนร่วมในการวางแผนการเดินทางเลย
20140805-IMG_0356

สิงคโปร์ คือประเทศที่เราชอบที่จะพาลูกไป เพราะใช้เวลาเดินทางไม่นาน มีความปลอดภัยสูง การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะสะดวก บ้านเมืองสะอาดเรียบร้อย ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร มีสถานที่ที่เราสามารถเรียนรู้และสนุกไปพร้อมๆ กันได้ทั้งครอบครัว และมีความสมดุลของความเจริญและพื้นที่สีเขียว (ข้อสุดท้าย พ่อกับแม่ชอบเป็นพิเศษ ^^) เป็นประเทศที่เรารู้สึกว่าสิ่งที่ได้มาค่อนข้างคุ้มกับเงินในกระเป๋าที่เสียไป20140917-Singapore-1-3

และครั้งนี้จะพิเศษกว่าที่เคย เพราะเราจะมีน้องภูริตัวน้อยติดตามพวกเราไปเรียนรู้โลกกว้างด้วย เพื่อให้การเดินทางของเราราบรื่นและเจ้าหนูมีความสุขตลอดการเดินทาง กระเป๋าเป้ใบใหญ่ของผมเลยมีของภูริสารพัด (มากกว่าของคนอื่นๆ) ทั้งอาหารแห้ง ขนม ของเล่น ผ้าอ้อม เสื้อผ้า ฯลฯ
20140909-IMG_1606

บทเรียนแรกของการเป็นนักเดินทางของน้องภูมิคือ การวางแผนการเดินทาง

เราเตรียมตัวก่อนออกเดินทางประมาณ 2-3 สัปดาห์ เริ่มจากการหาข้อมูลเรื่องสถานที่เราทุกคนสนใจจากอินเทอร์เน็ตและขอแผนที่พร้อมข้อมูลอื่นๆ ที่สำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวประเทศสิงคโปร์ประจำประเทศไทย (อาคารสาทรสแควร์) ผมกับน้องภูมิช่วยกันดูตำแหน่งของสถานที่ต่างๆ วางแผนเวลาแต่ละวันจากข้อมูลเรื่องเวลาเปิด-ปิดของแต่ละที่ คิดเรื่องรูปแบบการเดินทาง เช็คสภาพอากาศ และอื่นๆ อีกหลายอย่าง20140820-IMG_0832-2

น้องภูมิได้เรียนรู้เรื่องการดูแผนที่ ดูทิศ การประมาณระยะทาง ทำความคุ้นเคยกับข้อมูลถนนหนทาง (มีอยู่ครั้งหนึ่งระหว่างเดินทางกลับโรงแรม น้องภูมิได้พยายามบอกทางคนขับแท๊กซี่ และบอกถูกเสียด้วย ^^)

ป้อนข้อมูล ปูทางสู่ความเข้าใจ

นอกเหนือจากการวางแผนการเดินทางแล้ว เนื้อหาของบทเรียนที่บ้านเรียนของเราก็ถูกปรับให้สอดคล้องกับการเดินทางที่จะมาถึงด้วย เช่น การทำความรู้จักประเทศสิงคโปร์กันทั้งเรื่องขนาดพื้นที่ ภูมิประเทศ ภาษา ประชากร เวลา สกุลเงิน กฏหมายพื้นฐานที่น่าสนใจ ฯลฯ รวมทั้งความรู้รอบตัวที่จำเป็นสำหรับการเดินทางไปต่างประเทศ เพราะเชื่อว่าความรู้เหล่านี้จะช่วยให้เค้ามองเห็นความแตกต่างและเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เค้าจะได้เห็นจริงๆ เวลาเดินทาง20140917-Singapore-1-8

บทเรียนประจำวันที่แม่เล็กสอนน้องภูมิก็ปรับไปตามสถานที่ที่จะไปด้วย เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ ในลุ่มน้ำอะมเซอนที่เราอาจจะได้ไปเจอที่ River Safari และเรื่องอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย เพื่อเตรียมตัวไปดูนิทรรศการ Human Body Experience ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ (Science Center) ของสิงคโปร์ เป็นต้น
20140907-IMG_157920140905-IMG_1530-2

ถึงเวลาจัดกระเป๋า..

ครั้งนี้น้องภูมิจะมีเป้สะพายหลังของตัวเองที่ต้องดูแล มีของทั้งหมดที่เค้าจะต้องใช้ ต้องทำ check list และตัดสินใจเองว่าจะเอาอะไรไปหรือไม่เอาอะไร จากข้อมูลที่เราอ่านเจอ เด็กอายุประมาณน้องภูมิไม่ควรแบกเป้ที่มีน้ำหนักเกิน 10% ของน้ำหนักตัว วันสุดท้ายก่อนไป น้ำหนักเป้น้องภูมิอยู่ 1.1 กก. (ประมาณ 5%)

20140908-IMG_1594

ช่วง 3-4 วันก่อนวันเดินทาง เรารู้สึกได้เลยว่าน้องภูมิตื่นเต้นกับการเดินทางครั้งนี้มาก นั่งนับวันถอยหลังวันละหลายๆ ครั้ง ^^ เราเองก็ตื่นเต้นที่จะได้เห็นลูกในห้องเรียนห้องใหญ่นี้ไม่แพ้กัน

20140917-Singapore-1-5

ด้านล่างคือสถานที่ที่เราไปกันในทริป 5 วันนี้นะครับ

วันที่ 1 (ช่วงบ่าย)
• ไปชื่นชม Gardens by the bay โครงการใหญ่ยักษ์ที่ต้องการจะเพิ่มคุณภาพชีวิตให้คนเมือง
• นั่ง Singapore Flyer ดูวิวกลางคืนของเมือง

วันที่ 2
• ตามหา Tintin ที่ Tintin shop
• ไปดูเค้าวางแผนพัฒนาเมืองที่ Singapore City Gallery
River Safari Singapore

วันที่ 3
Cable car
Skyline Luge Sentosa ที่สนุกสมสโลแกนของเค้าที่ว่า “Once is never enough.”
• ไปเล่นน้ำที่สวนน้ำ Adventure Cove Waterpark

วันที่ 4
Science Centre Singapore  ที่ไปกี่ครั้งก็ไม่เคยมีเวลาพอ
Snow City ที่อุณหภูมิ -10 ℃
• ไปดูหนังสือที่ Kinokuniya สาขา Takashimaya Shopping Centre ที่เคยครองอันดับร้านหนังสือที่ใหญ่ที่สุดใน South East Asia นานถึง 10 ปี

วันที่ 5
Singapore Botanic Gardens
• เดินเล่นที่ถนน Orchard

แล้วจะรีบหาเวลามาเขียนถึงรายละเอียดของที่ต่างๆ ให้อ่านกันต่อนะครับ :)

The Art of Architecture

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เรามีโอกาสแวะไปดูนิทรรศการ The Art of Architecture ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC)กันมาครับ น่าตื่นตาตื่นใจมากจนอยากมาชวนให้ไปดูกัน

นิทรรศการนี้จัดแสดงถึงวันที่ 29 มิถุนายน นี้นะครับ140425_art-architecture-01140425_art-architecture-02140425_art-architecture-03

นิทรรศการ The Art of Architecture (ฟอสเตอร์แอนด์พาร์ทเนอร์: ศิลปะแห่งสถาปัตยกรรม) นี้ เป็นการแสดงผลงานการออกแบบสถาปัตยกรรมหลากหลายประเภทของบริษัทฟอสเตอร์แอนด์พาร์ทเนอร์ (Foster + Partners) ครับ ตั้งแต่สนามบิน ตึกระฟ้า เมือง สะพาน สถานีรถไฟใต้ดิน รวมไปถึง ‘ท่าอวกาศยาน’ แห่งแรกของโลก

เชื่อว่าหลายโครงการในงานน่าจะเคยผ่านหูผ่านตากันมาบ้างไม่มากก็น้อยครับ 140425_art-architecture-05140425_art-architecture-06140425_art-architecture-08140425_art-architecture-07

สำหรับใครที่ชอบดูโมเดลสวยๆ เก็บรายละเอียดเนี๊ยบกริ๊บ ดูเพลินแน่ๆ ครับ ถ้ามีเวลาละเลียดอ่านข้อมูล ค่อยๆ ดูรายละเอียดไปเรื่อยๆ เวลาหลายชั่วโมงสามารถหายไปได้อย่างรวดเร็วเลยครับ

สำหรับครอบครัวเรา การไปเดินนิทรรศการแบบนี้กับเด็ก 2 คน ต้องทำเวลาน่าดู ไม่สามารถอ่านและดูทุกอย่างได้อย่างที่อยากทำ ตั้งใจว่าจะหาโอกาสกลับไปเดินเก็บรายละเอียดอีกแน่นอนครับ :)

ระหว่างเดินดู จะมีแต่คนถ่ายรูปโมเดลสวยๆ เหล่านี้เต็มไปหมด20140426-IMG_5798140425_art-architecture-1120140426-IMG_585320140426-IMG_5850 20140426-IMG_5866140425_art-architecture-09

ในงานจะมีเจ้าหน้าที่พาชมและอธิบายข้อมูลเพิ่มเติมของโครงการที่น่าสนใจเป็นรอบๆ นะครับ ถ้าไปได้ในช่วงนั้น ก็จะได้ฟังแนวคิด รายละเอียดสำคัญๆ ได้รู้ที่มาที่ไปของสิ่งที่เห็น ฟังเพลินเลยครับ รายละเอียดการนำชมนิทรรศการอยู่ด้านล่างนี้นะครับ

ทุกวันอังคารและพฤหัสบดี เวลา 16.00 น.
ทุกวันเสาร์และอาทิตย์ เวลา 11.00 น. และ 14.00 น.

140425_art-architecture-10

ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.artofarchitecture.org นะครับ

จากขีด ไปเขียน

หลายวันก่อนระหว่างที่น้องภูมินั่งขีดๆ เขียนๆ เล่นอยู่ข้างผม เค้าก็พับกระดาษแผ่นนั้น แล้วยื่นมาให้ บอกว่าเค้าเป็นบุรุษไปรษณีย์นำจดหมายจากลูกชายมาส่งให้ ผมก็รับและเล่นต่อจากเค้า ทำท่าดีใจที่ได้รับจดหมาย และเปิดอ่าน

DCIM100GOPRO

ในจดหมายมีแต่ลายเส้นขีดๆ เฉยๆ (ภาพหมายเลข 1) ผมเลยหันไปมองน้องภูมิและถามเค้าว่า “What’s in the letter?” น้องภูมิก็ตอบยิ้มๆ ว่า “Dear papa, I have work to do. I’m busy. I can’t go anywhere with you.”

20140308-IMG_3033_jr

ผมนึกถึงหนังสือที่เคยอ่านจากผู้เขียนชื่อ John Holt ขึ้นมาทันที มีใจความตอนหนึ่ง(ประมาณ)ว่า ‘เด็กๆ ควรเรียนรู้การเขียนผ่านความต้องการที่จะสื่อสารสิ่งที่ตัวเองคิดกับผู้อื่น ไม่ใช่จากการฝึกเขียนเพื่อให้เขียนได้’ ซึ่งเป็นแนวคิดที่ผมเห็นด้วยมาก ครั้งนี้จึงเป็นโอกาสดีอีกครั้งที่น้องภูมิจะได้ทำสิ่งนั้นผ่านสิ่งที่เราพ่อลูกจะได้เขียนตอบโต้กัน

ผมหยิบปากกาขึ้นมาเขียนตอบทันทีว่า “I do understand you. May be next time. Love. Papa” (ภาพหมายเลข 2) และพับกระดาษ แล้วเล่นเป็นบุรุษไปรษณีย์เอาจดหมายไปส่งให้น้องภูมิ

น้องภูมิตาเป็นประกาย และหยิบปากกาขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ น้องภูมิเขียนเป็นข้อความจริงๆ ว่า “I’m sorry. OK. I’ll have to go. Love you. Bhoom” (ภาพหมายเลข 3) ระหว่างที่เขียน น้องภูมิจะคอยถามตัวสะกดที่เค้าไม่แน่ใจ

20140308-IMG_3034_jr

หลังจากได้รับจดหมายที่ 2 ผมเขียนตอบต่อไปว่า “We’ll go camping when you’re free. Love. Dad” (ภาพหมายเลข 4) เพราะอยากจะรู้ว่าเรื่องนี้จะจบยังไง

หลังจากน้องภูมิอ่านเสร็จ น้องภูมิหยิบกระดาษแผ่นใหม่ และเขียนตอบกลับมาว่า “I’m ready. Let’s go. Love you. Bhoom” (ภาพหมายเลข 5)

20140308-IMG_3036_jr

ผมรีบตอบกลับไปทันทีว่า “Yes! I’ll go pack my stuffs. Love. Papa” (ภาพหมายเลข 6)

หลังจากตอนนี้ น้องภูมิทำเหมือนว่าเราจะไปกันจริงๆ และตอบกลับมาว่า “Good I’ll go immediately.” (ภาพหมายเลข 7)

ถึงตอนนี้ ผมไม่มีทางเลือกแล้ว นอกจากต้องหยุดทำสิ่งที่ทำอยู่และเตรียมตัวไปเล่น camping กับน้องภูมิ ผมตอบจดหมายน้องภูมิกลับไปว่า “Great!! Love ya. papa.” (ภาพหมายเลข 8)

20140308-IMG_3035_jr

หมายเหตุ : ผมเลือกที่จะไม่ถ่ายภาพขณะที่เราสองคนเขียนเล่นกันมากเกินไป เพราะไม่อยากรบกวนช่วงเวลาที่เราใช้เวลาด้วยกันเกินพอดี (ผมเคยเขียนบันทึกเรื่องนี้ไว้ที่นี่ครับ)

Previous Older Entries

© 2010 แม่น้องภูมิ All rights reserved.

สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าลอกเลียนหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความ รูปภาพจากเว็บไซต์แห่งนี้ไปใช้ทั้งโดยเผยแพร่และการอ้างอิง และ/หรือเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาติเป็นลายลักษณ์อักษรจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 594 other followers

%d bloggers like this: