ไปญี่ปุ่นกันมั๊ย.ย.. はい! (ตอนที่ 7)

หนาวๆ ฝันๆ ที่ Rokkō-san ♫♪

วันสุดท้ายในญี่ปุ่นของเรา เราอยู่ที่โกเบกันค่ะ โกเบเป็นเมืองเล็กๆ ที่ท่องเที่ยวที่เราวางแผนว่าจะไปเราก็สามารถไปได้ครบตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ทั้ง Tetsujin 28 Monument, ย่าน Sannomiya, และอ่าวโกเบ เช้าวันนี้เล็กกับคุณก๊อกเลยตื่นขึ้นมาแบบไม่มีแผนเลยว่าจะไปไหนดี น้องอันกับคุณแม่และน้องแอนนั่งรถไฟไปเที่ยวโอซาก้ากัน แต่เราเพิ่งไปโอซาก้าเมื่อ 2 วันก่อน เลยคิดว่าจะอยู่เดินโต๋ๆ เต๋ๆ ที่โกเบดีกว่า

เล็กเคยอ่านเจอข้อมูลจากที่เมืองไทยว่า ที่โกเบมีพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีอยู่บนภูเขา จำได้แค่นี้เลยค่ะ (ชื่อก็จำไม่ได้, พิกัดก็ไม่รู้ *.*) วันแรกที่เรามาถึงโกเบ เล็กก็พยายามถามคนที่นี่ว่าพอจะรู้ไม๊ว่าพิพิธภัณฑ์ประมาณนี้อยู่ที่ไหน แต่ถามใครก็ไม่มีใครรู้จัก (แถมคนที่โกเบที่เราเจอส่วนใหญ่ก็พูดภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยได้ซะด้วย) คุณก๊อกหาดูใน Lonely Planet ที่พกไปด้วยก็ไม่มีข้อมูล, พลิกดูในแผ่นพับข้อมูลท่องเที่ยวทุกแผ่นที่มีก็ไม่พบ, จะหาข้อมูลเพิ่มเติม sim internet ที่พี่ตุ่มให้มาก็ใช้หมดแล้ว, ที่โรงแรมก็ไม่มี wifi, คอมพิวเตอร์หยอดเหรียญก็เป็นภาษาญี่ปุ่น -_-’

วันสุดท้ายของเราก็เลยดูเหมือนเราจะไม่มี plan อะไร จนกระทั่งเล็กหยิบคู่มือบัตรโดยสารรถ Kanzai Thru Pass ขึ้นมาพลิกๆ ดูสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองโกเบ ก็ไปเจอกรอบเล็กๆ (ไม่มีรูปด้วย) เขียนว่า Rokko Orgel Museum อ่านคำอธิบายสั้นๆ แล้ว..ใช่เลย…ต้องเป็นที่นี่แน่ๆ พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี!

ขอบคุณพระเจ้า ในที่สุดเราก็รู้แล้วว่าจะไปไหนดี ^^

เราต้องขึ้นรถไฟ ไปต่อรถเมล์ขึ้นไปบนเชิงเขา จากนั้นก็ขึ้น Cable car ขึ้นไปบนภูเขา Rokko และต่อรถเมล์อีกครั้งเพื่อไปยังพิพิธภัณฑ์ ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 45 นาที เป็น 45 นาทีที่เราต้องปรับตัวจากอุณหภูมิประมาณ 22 องศาลงมาเป็น 8 องศา แบบไม่ได้ทำใจมาก่อนเลย… +.+’

Cable Car ที่นี่ สวยคลาสสิคมากๆ เลยค่ะ ในขบวนจะมีทั้งแบบตู้กระจก และตู้แบบ Open air รอบที่เรานั่งขึ้นไปมีผู้โดยสารรวมเราแล้ว แค่ 5 คนเท่านั้น >.< บรรยากาศ 2 ข้างทางเป็นป่าสน ต้นไม้-ดอกไม้ บนภูเขาสวยสดชื่นมากๆ ค่ะ ยิ่งรถพาเราสูงขึ้นเท่าไหร่ อากาศก็ยิ่งเย็นมากขึ้น มากขึ้น เท่านั้น หมอกเริ่มขาวโพลนจนมองแทบไม่เห็นอะไร เมื่อถึงสถานีปลายทางปุ๊บ เราก็ต้องรีบเอาเครื่องกันหนาวทุกอย่างเท่าที่มีในกระเป่าออกมาใส่ทันที ไม่ได้คิดว่าจะขึ้นมาเจอหนาวอย่างนี้จริงๆ ค่ะ เพราะข้างล่างในตัวเมืองไม่ค่อยหนาวแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่แจ๊คเก็ตและถุงมือของน้องภูมิยังอยู่ในเป้ของเขา 

เราเข้าไปหลบหนาว ตั้งหลักกันในสถานีเพื่อรอต่อรถเมล์ไปยังพิพิธภัณฑ์ สถานีรถ Cable Car ข้างบนนี้มีเสน่ห์มากๆ ค่ะ เป็นสถานีเล็กๆ เก่าๆ ตกแต่งแบบคลาสสิค มีคนประปราย ข้างนอกหมอกลงจัดเหมือนเมืองในฝัน ภายในสถานีจะได้ยินเสียงเพลงกล่องดนตรีเบาๆ โรแมนติกสุดๆ …เราคงใกล้ถึงพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีแล้วสิเนี่ย ^^

และขณะที่กำลังเดินดูกันอยู่ เราก็ได้ยินเสียงเพลงกล่องดนตรีบรรเลงเป็นเพลง Tonari No Totoro!!!! น้องภูมิรีบวิ่งมาหาเล็กแล้วบอกเล็ก “แม่คับ..เพลงโตโตโร่” เล็กเลยบอกน้องภูมิว่าสงสัยโตโตโร่มารับเรา :D

เรานั่งรถบัสไปอีกประมาณไม่ถึง 10 นาที ก็ถึง Rokko International Musical Box Museum พอลงจากรถได้เล็กก็เพ้อเลยค่ะ หนาวมาก.ก.ก. สวยมากก..ก… อาคารพิพิธภัณฑ์เหมือนบ้านไม้หลังใหญ่ในนิทาน บริเวณโดยรอบมีต้นไม้ ดอกไม้ ลำธาร และตอนนี้ทุกอย่างขาวโพลนไปด้วยหมอก เป็นที่ที่สวยและน่าประทับใจที่สุดในทริปนี้เลยค่ะ (นึกถึงทีไรก็มีความสุข ^^)

หลังจากซื้อตั๋วเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็แนะนำให้เราไปชมคอนเสิร์ตกล่องดนตรีก่อนเลย เพราะใกล้จะถึงเวลาแสดงแล้ว พอเข้าไปในห้องแสดงก็ถึงกับอึ้งค่ะ มีผู้ชมที่นั่งรอชมการแสดงอยู่ประมาณกว่า 70 คน ที่อึ้งเพราะตั้งแต่เรานั่ง Cable Car และต่อรถเมล์มาถึงที่นี่ เราเจอคนอยู่ไม่ถึง 10 คน ตอนแรกนึกสงสัยว่าเขามากันยังไงนะนี่นะ แต่พอนึกๆ ดูแล้ว ก็จำได้ว่าตรงลานกว้างทางเข้าพิพิธภัณฑ์มีรถจอดอยู่เต็มลาน อ่อ…เขาคงขับรถกันมา นักท่องเที่ยวที่เราเจอที่นี่เป็นชาวญี่ปุ่นทั้งหมด ไม่มีชาวต่างชาติเลยค่ะคอนเสิร์ตกล่องดนตรี ก็คือการแสดงความสามารถของกล่องดนตรีที่อลังการงานสร้างมากๆ หน่ะค่ะ บางตัวใหญ่เท่าตู้เสื้อผ้า ภายในบรรจุไวโอลิน 4-5 ตัว พร้อมบรรเลงบทเพลงคลาสสิคเมื่อไขลาน บางตัวไม่ใหญ่มากแต่มีความสามารถที่ซับซ้อน น่าทึ่ง แต่ละกล่องล้วนน่าตื่นตาตื่นใจ แม้แต่น้องภูมิยังตั้งใจดูจนจบการแสดงเลยค่ะ ทั้งๆ ที่เราฟังเจ้าหน้าที่บรรยายไม่รู้เรื่องเลยซักคำ (ระหว่างแสดงคอนเสิร์ตไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพ หรือวีดีโอ เลยไม่มีภาพการแสดงมาฝากนะคะ)

เสร็จจากคอนเสิร์ตท้องก็เริ่มร้องเพราะใกล้เที่ยงแล้ว เล็กถามเจ้าหน้าที่ถึงร้านอาหารเธอก็ชี้ไปที่คาเฟ่ของพิพิธภัณฑ์ ดูจากภายนอกแล้วก็แอบหวั่นใจ เพราะเป็นคาเฟ่ที่ดูเก๋ไก๋ หะรูหะราใช้ได้เลย ตังค์จะพอไม๊เนี่ยเรา >.< วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา เงินสดที่เหลือในกระเป๋าก็มีไม่มากแล้ว (ที่ญี่ปุ่นร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่รับบัตรเครดิตค่ะ) แต่ก็คิดว่ายังไงก็คงต้องทานล่ะ เพราะถ้าไม่ทานที่นี่ก็ไม่รู้จะออกไปทานที่ไหน (ข้างนอกเห็นมีแต่ป่าสน >.<)

แต่พอเราเปิดเมนูอาหารเท่านั้นแหละค่ะ ก็ต้องหลงรักที่นี่มากเข้าไปอีก ราคาอาหารไม่ต่างจากราคาอาหารข้างนอกเลย แถมรสชาติและบริการก็ดีมากๆๆๆ สถานที่ท่องเที่ยวประเภทพิพิธภัณฑ์ที่ญี่ปุ่นที่เรามีโอกาสได้ไปจะเป็นอย่างนี้แทบทั้งหมดเลยค่ะ เขาจะไม่ฉวยโอกาสด้วยการตั้งราคาแพงๆ เลย  (นึกถึงว่าถ้าเป็นเมืองไทยนะ…เราต้องโดนโขกแน่ๆ =.=’)

หลังจากอิ่มแล้ว เราก็เดินชมสารพัดกล่องดนตรีที่ชั้น 2 และชั้น 3 ที่น้องภูมิดูจะชอบใจมากที่สุด ก็คือเจ้าตัวนี้ค่ะ ที่สามารถบรรเลงเพลงไปพร้อมกับพ่นฟองสบู่ฟุ้งๆ ฝันๆ อย่างนี้ไปด้วย เพลินมากๆ ค่ะ ^^ ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีกล่องเพลงโบราณที่น่าสนใจอีกมากมาย รายละเอียดลองหาอ่านจาก google นะคะ (รู้สึกว่าโพสนี้เล็กจะเขียนยาวมากแล้ว :P)

เดินชมครบแล้ว เขาคงรู้ว่าใครได้มาเที่ยวที่นี่ก็คงจะอยากได้กล่องเพลงน่ารักๆ กลับไปเป็นที่ระลึกแน่ๆ ที่ร้านขายของที่ระลึกของที่นี่ก็เลยมีกล่องเพลงน่ารักๆ เพีย.ย..ย..บเลยค่ะ จะเอาแบบไหนก็มีหมด หรือจะเลือกเพลง เลือกกล่องเองก็ได้นะคะ มีเจ้าหน้าที่พร้อมประกอบให้ค่ะ (รับบัตรเครดิตด้วย ^^v) สำหรับเล็กเอง ด้วยความที่ต้องมนต์เพลงโตโตโร่มาตั้งแต่สถานี Cable Car แล้ว ก็ต้องสอยเพลงนี้แหละค่ะ :D

เล็ก คุณก๊อก และน้องภูมิ ชอบและประทับใจที่นี่มากๆ ถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวที่โกเบ ลองหาเวลาแวะไปนะคะ ถ้าไปตอนช่วงที่ไม่หนาวมาก ในบริเวณของพิพิธภัณฑ์ยังสวนดอกไม้กลางแจ้งให้เดินชมด้วยค่ะ ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ก็เชื้อเชิญเราให้ไปชมนะคะ แต่เเราสู้ความหนาวไม่ไหวจริงๆ ไม่ได้เตรียมตัวมาเลยต้องขอตัว :D

โพสนี้คงจะเป็นโพสปิดท้ายทริปเที่ยวญี่ปุ่นของเราแล้วนะคะ ความจริงแล้วยังมีเรื่องที่อยากเล่าเกี่ยวกับ เกียวโต โอซาก้า และร้านน่ารักๆ ที่โกเบ อีกเยอะเลยค่ะ แต่คิดว่าถ้ารอมีเวลาแล้วค่อยมาเขียนอีก “ไปญี่ปุ่นกันมั๊ย.ย.. はい!” ของเราอาจจะเป็นมหากาพย์ลากยาวไปอีก 2 เดือนแน่ๆ :P พอแค่นี้ก่อนละกันนะคะ

* เพื่อนๆ แฟนบล็อก ที่แวะเข้ามาอ่านตรงนี้ รบกวนกด like ที่ปุ่ม Like ท้ายบทความ(ข้างล่าง) เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ (ไปเม้นท์ที่ FB เพจกันหมด เดี๋ยวตรงนี้จะเหงานะ ^^ ♥)

ดูภาพจาก Rokko International Musical Box Museum ทั้งหมดได้ที่ Facebook Page ของ BhoomPlay นะคะ :)

* ค่ารถ Cable Car ถ้าซื้อแบบไป-กลับ ผู้ใหญ่คนละ 1000¥ ค่ะ
* ค่าเข้าชม Rokko International Musical Box Museum ผู้ใหญ่คนละ 1000¥ ค่ะ (สามารถใช้คูปองส่วนลดที่แนบอยู่ใน คู่มือบัตรโดยสารรถ Kanzai Thru Pass ได้ค่ะ)
* ค่าใช้จ่ายทั้ง 2 อย่าง เด็กเล็กอย่างน้องภูมิฟรีค่ะ :D

ไปญี่ปุ่นกันมั๊ย.ย.. はい! (ตอนที่ 6)

ฟูจิซัง… ภูเขาอะไร มันจะใหญ่ได้ขนาดเน้.. >.<

เช้าวันที่ 4 เราเช็คเอาท์จากโรงแรมที่ชินจุกุแต่เช้า เพื่อเดินทางไปพักที่ Kawaguchiko 1 คืน ตามแผนการแล้วเราตั้งใจกันว่า เราจะฝากกระเป๋าเดินทางและสัมภาระส่วนใหญ่ของเราไว้ที่ตู้หยอดเหรียญที่สถานีรถไฟ เพราะเราจะต้องเดินทางกลับมาที่โตเกียวอีกครั้งเพื่อขึ้น Shinkansen ไปโอซาก้า

แต่ทุกอย่างในเช้าวันนั้นดูจะผิดแผนไปหมด เวลาที่เรามีอยู่นั้นมีพอแค่ให้เราเดินทางไปให้ทันรถบัสออกเท่านั้น เราทั้งหมดหอบหิ้วสัมภาระไปขึ้นรถไฟ ขึ้น-ลงสถานี แบบแทบจะวิ่งกันตลอดทางเพราะต้องลุ้นตกรถ (รถที่ญี่ปุ่นออกตรงเวลามาก.ก..ก.ก…ค่ะ) ใครเคยดูรายการ Amazing Race ก็อารมณ์ประมาณนั้นเลยค่ะ …ขอบคุณพระเจ้าพวกเรากระหืดกระหอบมาถึงทันเวลารถบัสออกพอดี…เป๊ะ! >.<‘

พอขึ้นรถได้ก็ถอดเสื้อหนาวกันแทบไม่ทันเลยค่ะ เพราะวิ่งกันมาเหงื่อแตกเจอบนรถไม่มีแอร์ เปิดแต่ฮีทเตอร์ +.+’

รถบัสขับพาเราออกทางหลวงใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงนิดๆ เราก็ถึง Kawaguchiko Station จากนั้นเราก็ต้องขึ้นรถ City Bus เพื่อไปยังที่พักของเรา รถ City Bus หรือรถชมเมืองที่นี่หน้าตาคลาสสิค สวยงาม แต่มีขนาดเล็กเท่ารถมินิบัสที่กรุงเทพ พวกเราทั้งหมด 6 ชีวิต กับสัมภาระทั้งหมดอัดกันเข้าไปก็ใช้พื้นที่ของรถไปเกือบจะครึ่งคันแล้วค่ะ เล่นเอานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่ขึ้นเที่ยวเดียวกับเราแอบค้อนเอาเลย -.-’

นั่งรถ City Bus ไปอีกประมาณ 20 นาที เราก็เริ่มมองเห็นทะเลสาบ Kawaguchiko ตอนที่เราไปถึงอากาศสดใสทีเดียวค่ะ มีแสงแดดอุ่นๆ และสามารถมองเห็นฐานของภูเขาฟูจิประมาณ 20% เพราะมีเมฆปกคลุมด้านบน ตามพยากรณ์อากาศเขาว่าวันนี้ฝนจะตก >.<

พวกเราเห็นแค่ฐานก็ตื่นเต้นแล้วค่ะ เพราะว่าฟูจิซังเป็นภูเขาลูกเดียว(ไม่ใช่เทือกเขา) ที่สูงและใหญ่และกว้างมาก.ก.ก.ก.ก.ก.. คุณก๊อกเคยอ่านเจอว่าภูเขาฟูจินี่ ถ้าได้เห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ ซักครั้งหนึ่ง จะไม่มีภาพถ่ายไหนเลยจะให้ความรู้สึกได้เท่ากับที่เราได้จ้องมองฟูจิซังจริงๆ เล็กก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะคะ

Mr. Taka เจ้าของโรงแรมมาเจอเราที่ปลายทางของรถ City Bus ที่สถานี Oishi เพื่อรับสัมภาระของเราไปเก็บให้ที่โรงแรมก่อน แล้วจะออกมารับพวกเราอีกทีในตอนเย็น

พวกเราไปหาอาหารทานที่ร้านริมทำเลสาบ ทานอิ่มปุ๊บ ฟ้าก็เริ่มครึ้ม ฝนก็เริ่มเทลงมา พยากรณ์อากาศที่นี่เป๊ะจริงๆ T.T เล็กกับคุณก๊อกนั่งรอให้ฝนซาอยู่ซักพักก็ออกมาเดินดูร้านน่ารักๆ ที่เราเห็นตอนนั่งรถเข้ามา ร้านแรกที่แวะเป็นร้านขายคุ๊กกี้ ชื่อ “Fujiyama Cookie” คือทั้งร้านจะมีแต่คุ๊กกี้รูปฟูจิซังหลากหลายรสชาติ ซึ่งทำออกมาได้น่ารัก น่าทานมากๆ แถมอร่อยซะด้วย รู้ตัวอีกทีก็ซื้อติดมือออกมา 3 กล่อง O_o ‘ (ก็กระเตงกันไปนะ เกียวโต โอซาก้า.. โกเบ -_-‘)

เราออกจากร้านคุ๊กกี้ ตั้งใจว่าจะเดินต่อแต่ทนความหนาวไม่ไหวจริงๆ เลยต้องหาที่พักหลบฝน หลบหนาว เรา 3 คนเข้าไปนั่งหลบฝนอยู่ในมุมกาแฟของร้านขายของที่ระลึก (พนักงานในร้านใจดีมากๆ ค่ะ) เข้ามาในร้านได้สักพักฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ทุกอย่างข้างนอกร้านขาวโพลนไปหมด ไม่นานก็ได้ยินเสียงแกร๊กๆ พนักงานในร้านวิ่งกรูออกไปดูหน้าร้าน (เล็กเลยออกไปดูมั่ง) ปรากฏว่าข้างนอกลูกเห็บตก! >.<

เม็ดขาวๆ กลมๆ ขนาดประมาณปลายนิ้วก้อย พากันตกลงมาจากฟ้า น้องภูมิเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกตื่นเต้นมากค่ะ วิ่งออกไปเก็บเล่นมือเปล่า ทั้งที่หนาวมาก วิ่งเข้า วิ่งออก กอบใส่มือเป็นกำๆ มาอวดแม่กับปาป๊า ทั้งที่เล็กเองยืนอยู่กับที่เอามือซุกกระเป๋าเสื้อยังสั่นหงึกๆ (คุณก๊อกบอก เด็กยังไม่รู้จักความหนาว >.<)

เรานั่งหลบฝนอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ฝนก็เริ่มซา ฟ้าก็เริ่มเปิด เริ่มเห็นแสงแดดอีกครั้ง อากาศที่นี่หลากหลายจริงๆ :D เล็กกับคุณก๊อกพาน้องภูมิเดินเลาะรอบๆ ทะเลสาบไปเรื่อยๆ จนเย็น ได้เห็นฟูจิซังมากขึ้นแต่ก็ยังไม่เห็นเต็มๆ อยู่ดี (ใครๆ ก็ว่าฟูจิซังนั้นขี้อาย)

ค่ำนั้นเราก็นอนอธิษฐานกัน ขอพระเจ้าปัดเมฆก้อนนั้นออกไป ^^ แล้วสายๆ ของวันรุ่งขึ้นก่อนเราจะออกเดินทางกลับ เราทั้งหมดได้มีโอกาสเห็นภูเขาฟูจิแบบเต็มๆ ขอบคุณพระเจ้า มันช่างเป็นภูเขาที่ใหญ่โตมาก.ก.ก.ก.ก…

..ใหญ่โต มีพลัง สงบนิ่งและสง่างาม..

สิ่งปลูกสร้าง โบราณสถาน วัง วัด ต่างๆ ในญี่ปุ่นที่เรามีโอกาสได้ชม ก็ให้ความรู้สึกอย่างนี้เหมือนกันค่ะ ฟูจิซังคงเป็นรากเหง้าของความเป็นญี่ปุ่นเป็นแน่แท้..

ดูภาพจาก Lake Kawaguchiko และฟูจิซัง ทั้งหมดได้ที่ Facebook Page ของ BhoomPlay นะคะ :)

ไปญี่ปุ่นกันมั๊ย.ย.. はい! (ตอนที่ 5)

ไปโน่น มานี่กันยังไงในญี่ปุ่น

ตลอด 10 วันของเราในญี่ปุ่น แม่เล็กกับผมลองมานั่งคิดๆ นับๆ การเดินทางของเราครั้งนี้ดู เราน่าจะได้เดินกันเฉลี่ยวันละประมาณ 3 ก.ม. และขึ้น-ลงทั้งรถไฟ รถบัส และรถเมล์ในญี่ปุ่นทั้งหมดน่าจะเกือบๆ 100 ครั้งได้มั้งครับ บอกได้เลยว่าการเดินทางท่องเที่ยวแบบ backpacking ที่ญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่สนุกและสะดวกสบายมากๆ ครับ

เริ่มต้นด้วยการเดินทางโดยรถไฟ..

ก่อนไปเคยได้ยินมาว่า การเดินทางโดยรถไฟใต้ดินในญี่ปุ่นทำเอาหลายคนบ่นเมื่อย (เพราะหลงทาง ^^) เนื่องจากว่าโครงข่ายรถไฟในญี่ปุ่นใหญ่มาก ทั้งบนดินและใต้ดิน เฉพาะในโตเกียวอย่างเดียวก็มีประมาณ 15 สาย ไขว้กันไป ไขว้กันมา สำหรับเรา.. ความยากอย่างแรกไม่ใช่เรื่องเส้นทางเดินรถไฟครับ แต่เป็นการซื้อตั๋ว -“- เพราะข้อมูลส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่น ตู้ขายตั๋วบางเครื่องมีภาษาอังกฤษ แต่บางเครื่องไม่มีเลยครับ แต่วิธีแก้ง่ายๆ หลังจากยืนงงอยู่นาน คือ มองหาคนญี่ปุ่นแถวนั้น แล้วถามครับ ไม่ต้องกังวลถ้าใช้ภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ แค่ใช้ภาษาอังกฤษบวกภาษามือก็พอจะสื่อสารกันรู้เรื่องครับ : )

ประสบการณ์ที่ได้เห็น ได้ใช้บริการโครงข่ายรถไฟที่ญี่ปุ่นถือเป็นกำไรครับ เปรียบเสมือนได้ไปสถานที่ท่องเที่ยวอีกทีหนึ่ง และเอาเข้าจริง แม่เล็กกับผมมึนอยู่แค่ประมาณ 2 วันครับ แล้วก็พอจะเริ่มจับทิศทาง สายรถไฟ และการเดินไปตามชานชลาต่างๆ ในสถานีได้ ถ้างงตรงไหน ก็สะกิดถามคนญี่ปุ่นใกล้ๆ ได้เลย ผมกับแม่เล็ก 2 คน พูดไม่ได้ อ่านไม่ออก แต่ไม่มีหลงทางเลย ^^

สถานีต่างๆ ของรถไฟใต้ดินที่ญี่ปุ่นจะอยู่ลึกลงไปจากพื้นดินถึง 3-4 ชั้นเลยครับ และแต่ละชั้นก็มีชานชลาด้วย ยิ่งถ้าเป็นสถานีใหญ่ๆ เวลาอยู่ข้างในจะรู้สึกเหมือนอยู่ในห้างสรรพสินค้ามากกว่าครับ เพราะมีร้านค้า ร้านอาหารเก๋ๆ ตลอดทาง สำหรับสถานีที่สามารถเชื่อมต่อไปยังรถไฟสายอื่นๆ ก็สามารถเดินจากทางเดินใต้ดินต่อไปได้เลยครับ เรียกได้ว่า ใต้ดินของประเทศญี่ปุ่นนี่พรุนจริงๆ ซึ่งน่าทึ่งมากสำหรับประเทศที่มีแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่ก็ยังสามารถสร้างระบบอาคารและการเดินทางใต้ดินได้อย่างแข็งแรงปลอดภัยขนาดนี้

พูดถึงรถไฟที่ญี่ปุ่น ก็ต้องไม่พลาด Shinkansen ครับ เราได้ใช้บริการเจ้า Shinkansen ตอนเดินทางจากโตเกียวสู่โอซาก้า รถไฟหัวกระสุน Shinkansen เป็นรถไฟที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกครับ (ความเร็วสูงสุดประมาณ 300 ก.ม./ชั่วโมง) เราใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดหน่อย ผ่านระยะทางประมาณ 500 กว่ากิโลเมตร สำหรับคนที่จะเดินทางด้วย Shinkansen ต้องไปถึงก่อนเวลานะครับ เพราะรถออกตรงเวลาระดับวินาทีเลยครับ

ภายในห้องโดยสารและการบริการของเจ้ารถไฟ Shinkansen นี้ สะอาด สบายและหรูหรามาก เหมือนนั่งเครื่องบินเลยครับ มีตู้แยกชั้นคล้ายๆ กับชั้นธรรมดา และชั้นพิเศษ (ผมสังเกตุจากลักษณะความกว้างของที่นั่ง) และที่น่าทึ่งมากๆ คือ วิ่งได้เร็วขนาดนี้แต่นิ่งมากครับ เราสามารถตั้งแก้วน้ำได้โดยไม่ต้องกลัวกระฉอกเลย :D

ระหว่างการเดินทางแม่เล็กกับผมเดินสำรวจดู ภายใน Shinkansen เป็นเห็นว่าเจ้ารถไฟหัวกระสุนนี้มีอุปกรณ์ให้บริการครบครันครับ ห้องน้ำเป็นแบบใช้ลมดูดเหมือนห้องน้ำบนเครื่องบิน มีห้องเฉพาะสำหรับคนพิการ ห้องสำหรับแม่และเด็ก มีโทรศัพท์ ตู้ขายน้ำแบบหยอดเหรียญ ระหว่างการเดินทางก็จะมีเจ้าหน้าที่เข็นรถขายอาหารและเครื่องดื่มมาคอยให้บริการผู้โดยสาร ข้างๆ เบาะนั่งของเรายังมีปลั๊กไฟให้ใช้ด้วยครับ ตอนแม่เล็กหันไปเจอนี่ดีใจกันมาก เพราะแบตเตอร์รี่กล้องของผมใกล้จะหมดแล้ว ^^

นอกเหนือจากสารพัดสายรถไฟในโตเกียว และ Shinkansen ที่เราได้ใช้บริการแล้ว ก็ยังมี Hankyo line (Hankyu Railway) ระบบรถไฟเอกชนที่เก่าแก่ แต่ยังยอดเยี่ยม สุดคลาสสิค ที่เปิดให้บริการการวิ่งระหว่างเมืองในแถบตอนบนของคันไซมากว่า 100 ปีแล้ว โดยในทุกๆ วัน จะมีคนญี่ปุ่นใช้บริการเจ้า Hankyo line นี้เกือบ 2 ล้านคนเลยครับ ในทริปนี้ เราใช้รถไฟสาย Hankyo ในการเดินทางระหว่าง โอซาก้า เกียวโต และโกเบ น้องภูมิชอบไปยืนดูห้องคนขับมากครับ เพราะมีเพียงบานกระจกใสกั้นอยู่ เราสามารถเห็นที่บังคับ ปุ่มโน่น นี่ นั่นได้หมด และน้องภูมิจะสนุกมากเวลาคนขับรถไฟโยกคันบังคับ หรือกดกระดิ่งตอนออกจากสถานี

รถบัส/รถเมล์

รถบัสวิ่งออกนอกเมืองที่เราได้ใช้บริการเป็นรถบัสที่ชื่อว่า Highwaybus วิ่งจากจากสถานีรถไฟใต้ดินชินจูกุ ไปสิ้นสุดที่สถานี Mt.Fuji 5th Station, Kawaguchiko เรื่องรถไม่มีอะไรตื่นตาตื่นใจมาก เหมือนรถทัวร์บ้านเรา ที่ไม่เหมือนก็คือ เราจะต้องยกสัมภาระของเราเข้าใต้ท้องรถเองครับ (ตอนแรกมีแอบเหวอเล็กน้อย) เค้าไม่มีเจ้าหน้าที่บริการให้เหมือนบ้านเรา และยกลงกันเองเมื่อถึงปลายทางครับ : )

ส่วนรถเมล์ เรามีโอกาสได้ใช้บริการไม่มากนัก นับครั้งได้ครับ มีที่ชานเมืองโตเกียว, ในเกียวโตและโกเบ ทุกครั้งที่ขึ้นก็จะเด๋อๆ ด๋าๆ หน่อย :P เพราะการขึ้นรถเมล์ที่นี่ จะขึ้นที่ประตูตรงกลางรถเท่านั้น และลงที่ด้านหน้า พร้อมกับการจ่ายเงิน หรือแปะบัตรเติมเงินครับ ในรถจะมีการจัดที่นั่งสำหรับผู้สูงอายุ และมีพื้นที่ตรงกลางกว้างใหญ่สำหรับผู้ที่ใช้รถเข็น รถเมล์บางคันจะสามารถย่อได้ (เอียงด้านประตูไปทางฟุตบาต) เพื่อให้รถเข็นสามารถขึ้นลงได้สะดวก และถ้าไม่ถึง เค้าจะมีไม้กระดานเสียบอยู่แถวคนขับ เพื่อนำมาวางพาดให้สามารถเข็นรถลงได้ครับ

..และซิตี้บัส

หลายๆ เมืองในญี่ปุ่น จะมีรถซิตี้บัสคอยวิ่งรอบเมือง ซึ่งเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวมากๆ เพราะส่วนใหญ่จะมีขายบัตรประเภท One day pass คือ สามารถซื้อครั้งเดียว แล้วสามารถใช้ขึ้นลงที่ไหน กี่ครั้งก็ได้ในวันนั้นๆ ครับ เรามีโอกาสได้ซื้อบัตร One day pass ครั้งหนึ่ง ก็คือวันที่เราเดินทางไปที่คาวากูจิโกะ (ภูเขาไฟฟูจิ) บัตรราคา 1,000 เยน ใช้เดินทางไปที่พัก และเที่ยวรอบๆ บริเวณ ได้นั่งรถซิตี้บัส Fujikyu แนวเรโทร หน้าตาเก๋ไก๋ ได้อารมณ์เมืองท่องเที่ยวเป็นที่สุดครับ

ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางแบบไหน สิ่งที่น่าทึ่งมากในประเทศญี่ปุ่น คือ แผ่นปูพื้นเหลืองที่เป็นนูนๆ สำหรับคนตาบอดครับ เจ้าแผ่นนี้มีทุกที่ ทุกสถานี ทุกเมือง (น้องภูมิชอบวิ่งตามแนวเส้นนี้มาก บอกว่าเป็นรางรถไฟ ^ ^) เจ้าแผ่นนี้ช่วยให้คนตาบอดสามารถเดินทางได้เองสบายๆ นอกจากเจ้าแผ่นนำทางนี้แล้ว อุปกรณ์แทบทุกอย่างจะมีอักษรเบรลล์กำกับด้วยครับ เป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้จริงจัง น่าชื่นชมจริงๆ ครับ

สิ่งที่เราได้เห็นอีกอย่างในรถไฟและรถเมล์คือป้ายสัญลักษณ์ห้ามใช้โทรศัพท์ สอบถามน้องอันแล้วได้ความว่า เขาห้ามเพราะเป็นการรบกวนผู้อื่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนแก่ที่ต้องใส่เครื่องช่วยฟัง คลื่นโทรศัพท์จะไปรบกวนเครื่องช่วยฟัง อาจจะทำให้ได้ยินชื่อสถานีที่เจ้าหน้าที่ประกาศได้ไม่ชัด เชื่อไม๊ครับว่าตลอดเวลาที่เราเดินทางที่นั่น เราก็ไม่เคยเห็นคนญี่ปุ่น(แอบ)คุยโทรศัพท์ในรถไฟหรือรถเมล์เลย แม้แต่คนเดียว!

สำหรับผม.. ประสบการณ์การเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่ญี่ปุ่นนี่น่าประทับใจมากครับ ทำให้เห็นภาพว่า คุณภาพชีวิตและความเจริญพื้นฐานที่จับต้องได้เป็นอย่างไร ..กลับมายังแอบบอกแม่เล็กอยู่ว่า “ดีใจที่มีภรรยาชอบเดินทางแบบ backpacking เหมือนกัน” (ไม่อย่างนั้น คงไม่มีโอกาสเก็บเกี่ยวประสบการณ์แบบนี้เป็นแน่)

เดินทางในโตเกียว : เราซื้อบัตรเติมเงินที่เรียกว่า Pasmo ครับ บัตรนี้ไม่ได้มีอะไรประหยัดพิเศษนะครับ แต่ได้ความสะดวกในการเดินทางมากๆ ไม่ต้องรอคิดซื้อบัตรแต่ละครั้ง และสามารถใช้ได้กับรูปแบบการเดินทางเกือบทั้งหมดในโตเกียวครับ ทั้งรถไฟใต้ดิน รถไฟ JR และรถประจำทางครับ สำหรับการซื้อบัตร Pasmo จะเริ่มต้นที่ 1,000 เยน + ค่าบัตร 500 เยน (ค่าบัตรสามารถคืนได้หลังจากเอาบัตรไปคืน) และก็สามารถเติมเงินไปได้เรื่อยๆ เท่าที่ต้องการใช้ครับ โดยมีขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000 เยนต่อครั้งครับ

เดินทางในแถบคันไซ (โอซาก้า, เกียวโต และโกเบ) : เราซื้อบัตรสำหรับนักท่องเที่ยวที่เรียกว่า Kansai Thru Pass ครับ ด้านในจะมีคูปองส่วนลดเล็กๆ น้อยๆ ในเมืองต่างๆ แถบคันไซให้ด้วยครับ

ดูภาพบรรยากาศการเดินทางของเราทั้งหมด ได้ที่ Facebook Page ของ BhoomPlay นะครับ

ไปญี่ปุ่นกันมั๊ย.ย.. はい! (ตอนที่ 4)

อายุเท่าไหร่ก็กลายเป็นเด็กได้ที่ Ghibli Museum :)

มีน้องที่น่ารักคนหนึ่งแนะนำให้เรารู้จัก Ghibli Museum (อ่านว่า ‘จิ๊บหลิ’ นะคะ) ก่อนเราจะออกเดินทางมาญี่ปุ่น 2-3 วันเท่านั้น ข้อมูลที่เล็กรู้ตอนนั้นคือที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ของสตูดิโอผู้สร้างเอนิเมชั่นคลาสสิคและโด่งดังหลายเรื่อง (เท่าที่จำได้ดูเหมือนเล็กจะเคยดูคือ Spirited away และ Grave of the Fireflies ซึ่งเรื่องหลังดูเมื่อไหร่ก็ต้องได้เสียน้ำตา Y.Y)

เล็กพยายามจะ search หาขอมูลเกี่ยวกับสถานที่ ว่ามีอะไรที่น่าสนใจในนั้นบ้าง แต่ก็เจอข้อมูลน้อยมาก สิ่งที่อยู่ใน Ghibli Museum ยังคงเป็นปริศนา เพราะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ห้ามถ่ายภาพทุกส่วนภายในอาคาร ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากให้ทุกๆ คน โดยเฉพาะเด็กๆ ไม่ถูกรบกวนด้วยการโดนพ่อ-แม่เรียกให้ถ่ายรูป ช่างเป็นเหตุผลที่น่ารักดีแท้ ^^

จากข้อมูลที่หาได้และคำแนะนำของพี่ๆ น้องๆ ที่เคยไปมาแล้ว ก็คิดว่าน่าสนใจมาก เล็กกับคุณก๊อกก็เลยจับใส่ลงแผนเที่ยวของเราทันที พอจะมีเวลาบ้าง 2-3 วันก่อนออกเดินทาง เล็กกับน้องภูมิก็ทำการบ้านกันก่อนด้วยการหา My Neighbor Totoro มาดู ดูแล้วก็เคลิ้มกันไปทั้งแม่ทั้งลูก ^_^” to-to-ro-to-to..ro~

เราวางแผนกันว่าจะไปที่ Ghibli Museum กันวันอาทิตย์ เพราะในสวน Inokashira ที่อยู่ใกล้ๆ กันจะมีตลาดนัดของทำมือเก๋ๆ ทุกวันอาทิตย์ แต่การไป Ghibli Museum ต้องจองตั๋วล่วงหน้า เราไปถึงโตเกียวปุ๊บก็รีบหาที่จองตั๋วก่อนเลย ปรากฏว่าตั๋ววันอาทิตย์เต็มทุกรอบ O_o ก็เลยต้องยอมปรับแผนเป็นไปวันจันทร์แทน ในใจแอบคิดว่าก็อาจจะดีนะ คนจะได้ไม่เยอะ

เรานั่งรถไฟมาลงที่สถานี Mitaka แล้วหาซื้อข้าวกล่องเอาไปทานตอนกลางวันตามที่ลุงบอมบ์แนะนำไว้ จากนั้นก็ไปขึ้นรถ Mitaka City Bus สีสันสดใสเพื่อไปที่ Ghibli Museum บนรถบัสมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่นั่งกันเต็มรถ บรรยากาศครึกครื้นมาก เด็กญี่ปุ่นเจื้อยแจ้วกับคุณแม่หน้าตาระรื่น เล็กฟังออกแต่คำว่า ..โต๊ โตะ โร๊ะ ..โต๊ โตะ โร๊ะ :D ส่วนน้องภูมิก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน ฮัมเพลงตลอดทาง เพราะอยากไปเจอรถบัสแมวของจริงที่ Ghibli ^^

เราไปถึงที่ Ghibli Museum เที่ยงพอดี คนเยอะทีเดียว ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่และส่วนใหญ่ก็เป็นคนญี่ปุ่น (นี่มันวันจันทร์นะ ไม่ไปโรงเรียน ไม่ไปทำงานกันเหรอจ๊ะ >.<“) มีชาวต่างชาติผมทองบ้างเล็กน้อย และอีกเช่นเคยมีแค่เราเท่านั้นที่เป็นคนไทย

แค่ก้าวเท้าผ่านประตูเข้าไปข้างใน เด็กในตัวเล็กก็เจี้ยวจ้าวไปกับน้องภูมิและเด็กๆ ในนั้นเลยค่ะ ^^ เล็กมองปราดๆ ดูแล้วสงสัยต้องเราคงต้องใช้พลังงานเยอะ น้องภูมิไม่ยอมเลิกง่ายๆ แน่ เลยต้องหาที่นั่งทานข้าวกล่องเติมพลังกันก่อน ข้างในก็มีอาหารขายนะคะ แต่คนเยอะและมีอาหารให้เลือกน้อยแถมราคาแพงด้วย >.<‘

ในตัวอาคาร Ghibli Museum นั้นเหมือนบ้านผสมปราสาทในนิทาน บอกไม่ถูกอ่ะค่ะ ระหว่างทางเดินจะมีลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ ซ่อนอยู่ทุกที่ เช่นบานประตูเล็กๆ ที่เปิดออกก็จะเจอตัวเราเอง, บันไดวนแคบๆ (แคบมาก) ที่พาเราขึ้นสู่ชั้น 3 (อันนี้น้องภูมิชอบมากค่ะ ขึ้น-ลงเองอยู่ 5-6 รอบ O_o’) และยังมีซอกเล็กๆ ที่พอมุดเข้าไปแล้ว เหมือนเราเป็นยักษ์ เพราะมีเก้าอี้จิ๋วๆ อยู่ที่มุมห้อง ฯลฯ

เล็กเข้ามาแล้วก็นึกขอบคุณที่เขาไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพ เพราะทำให้เราได้เพลิดเพลิน ดูรายละเอียดต่างๆ ได้ อย่างเต็มที่ ไม่มีใครจับจองพื้นที่ตรงไหนเพื่อโพสท่าถ่ายรูป (ข้างในสวยมากๆ ค่ะ ทุกรายละเอียดเลย) และเราเองก็ไม่รบกวนตัวเองและลูกด้วยการถ่ายรูปด้วย เพราะฉะนั้นเวลาอ่านโพสนี้ก็ต้องใช้จินตนาการนึกภาพตามที่เล็กเล่าไปด้วยนะคะ :)

ภายในแบ่งออกเป็นห้องๆ ไม่มีการกำหนดเส้นทางการเดินชมแต่อย่างใด คือให้เดินไปตามที่ใจอยากจะไป เล็กกับน้องภูมิก็เริ่มจากการตามหาเจ้ารถบัสแมว ^^

เจ้ารถบัสแมวในการ์ตูนเรื่องโตโตโร่ ถูกทำออกมาเป็นของจริงแบบนุ่มๆ ขนาด/สัดส่วนเทียบเท่ากับที่เราเห็นในการ์ตูนเลยค่ะ (น่าตื่นเต้นมากสำหรับเด็กน้อย ^^) ในรถบัสแมวก็เต็มไปด้วยตัว Makuro kuro หรือตัวขี้ผุ่นที่อยู่ในการ์ตูน เด็กๆ สามารถเข้าไปเล่นปีนป่าย มุดเข้ามุดออกได้เป็นรอบๆ รอบละประมาณ 7-8 คน ครั้งละ 5 นาที น้องภูมิตื่นเต้นมากก..ก.ก…ค่ะ ไม่แพ้เด็กญี่ปุ่นที่ต่อแถวอยู่ด้วยกันเลย พอได้เข้าไปเล่นก็ไม่ยอมออกสิคะ 5 นาทีนั้นน้อยมากเหลือเกินสำหรับเด็กน้อย พอหมดเวลาเจ้าหน้าที่ก็เรียกให้ออก เรียกเป็นภาษาญี่ปุ่นนะคะ น้องภูมิฟังไม่เข้าใจก็ไม่ได้สนใจ สุดท้ายเจ้าหน้าที่ต้องไปอุ้มออก >.<

น้องภูมิบอกอยากเล่นอีก เล็กก็บอกเขาว่าอยากเล่นอีกก็ต้องไปต่อแถวใหม่นะ น้องภูมิก็รีบวิ่งไปต่อคิวทันที แต่ละรอบก็รอคิวไม่นานค่ะ ประมาณ 5 นาทีก็ได้เข้าไปเล่นอีก น้องภูมิเล่นอยู่อย่างนี้ประมาณ 4-5 รอบ ขนาดว่าเราเดินไปดูอย่างอื่นแล้วผ่านมาเจอก็ขอเล่นอีก XD

จากการสังเกตุของเล็กกับคุณก๊อก พบว่าทุกๆ รอบจะต้องมีเด็กร้องให้ไม่ยอมออกอย่างน้อย 1 คน เจ้าหน้าที่ก็จะต้องวิ่งไปตามจับตัวแบบขำๆ (เพราะเด็กจะวิ่งหนี 555+) และอุ้มออกมาทั้งที่ร้องให้อย่างนั้นแหละค่ะ XD เป็นงานที่ต้องทำเด็กร้องให้มากที่สุดในโลกงานหนึ่งเลยนะเนี่ย 555+

Hilight อีกอย่างหนึ่งของ Ghibli Museum คือโรงหนังน่ารักๆ ที่มีหลังคาปิด-เปิดได้ ฉายหนังเอนิเมชั่นสั้นๆ ให้ดู โดยทุกคนจะดูได้คนละ 1 รอบค่ะ ส่วนที่เล็กชอบมากที่สุดคือห้องที่นำเสนอการทำการ์ตูนเอนิเมชั่น อย่างละเอียดทุกขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น จนออกมาเป็นภาพยนตร์ เล็กชอบในวิธีการนำเสนอที่ทำให้เด็กๆ เข้าใจได้อย่างเพลิดเพลิน ส่วนผู้ใหญ่ก็ตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กัน เราสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีใครบรรยายหรือต้องอ่านอะไรเลยค่ะ ถ้าไม่มีลูกมาด้วยเล็กคงจะอยู่ตรงนี้นาน.น.น..เลย เพราะมีรายละเอียดเยอะมาก

ดูข้างในจนครบแล้ว เราก็ออกมาดูข้างนอกบ้าง ข้างนอกก็ตกแต่งไว้อย่างน่ารัก สวยงาม ให้เราได้ถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก ขอบคุณพระเจ้าที่วันที่เราไปอากาศดี ไม่มีฝนตก ก็เลยได้ไปเดินเล่นบนสวนดาดฟ้าด้วย :D

ก่อนจะกลับก็ต้องมาปิดท้ายที่ร้านขายของที่ระลึก ซึ่งคนเยอะมาก แน่นจนไม่สามารถเข้าไปหยิบจับ เลือกของบนชั้นวางได้เลย แถวจ่ายเงินก็ยาวออกไปนอกร้าน O_o เล็กเลือกของเร็วๆ ได้ 2-3 ชิ้นก็ต้องรีบออก เพราะคนเยอะมาก น้องภูมิก็คอยแต่จะวิ่งไปที่อื่น =_=’ ประกอบกับของที่ขายในร้านก็น่ารัก น่าชัง น่าเสียตังค์ไปหมด แต่ละชิ้นก็ไม่ได้ถูกเลยนะคะ (น้องอันที่ไปด้วยกันยังได้ยินคนญี่ปุ่นบ่นว่าแพงอ่ะ >.<“) เพราะฉะนั้นอยู่นานคงไม่ดีแน่

เราอยู่กันจนเย็น น้องภูมิก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะหมดแรงเลยค่ะ คงเป็นอีกวันที่น้องภูมิสนุกมาก Ghibli Museum เป็นสถานที่ที่เราได้ใช้เวลาอย่างคุ้มค่าจริงๆ ค่ะ ใครมีโอกาสไปญี่ปุ่น อย่าพลาดนะคะ :)

Hayao Mizayaki ผู้กำกับอาวุโสของ Studio Ghibli กล่าวว่า
This is the Kind of Museum I Want to Make!

A museum that is interesting and which relaxes the soul
A museum where much can be discovered
A museum based on a clear and consistent philosophy
A museum where those seeking enjoyment can enjoy, those seeking to ponder can ponder, and those seeking to feel can feel
A museum that makes you feel more enriched when you leave than when you entered!

 * การจองตั๋วเข้า Ghibli Museum สามารถจองได้ที่ร้านสะดวกซื้อ Lawson ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในญี่ปุ่นค่ะ โดยต้องใช้ชื่อและเบอร์โทรศัพท์ในการออกตั๋ว (สามารถใช้เบอร์โทรศัพท์ของโรงแรมได้ค่ะ) การจองจะจองผ่านตู้อัตโนมัติของร้านที่มีแต่ภาษาญี่ปุ่น -_-‘ ต้องเรียกพนักงานในร้านให้มาช่วยเราด้วยนะคะ ซึ่งพนักงานในร้าน Lawson ส่วนใหญ่ที่เจอก็ภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นมาก ใครจะไปจองก็เผื่อเวลาเล่นละครใบ้กันนิดนึงนะคะ XD

**ราคาตั๋วผู้ใหญ่คนละ 1000¥ ส่วนเด็กเล็กอย่างน้องภูมิแค่ 100¥ เท่านั้น ^^

***ขอบคุณพระเจ้าที่นำเรามาที่นี่อย่างอัศจรรย์. ขอบคุณน้องขวัญในฐานะฑูตสวรรค์ที่นำเรื่องนี้มาบอกเราทันเวลา :), ขอบคุณลุงบอมบ์สำหรับคำแนะนำที่มีประโยชน์มากๆ สำหรับการมาเที่ยวที่นี่ ^^, ขอบคุณพี่ตุ่มที่ส่งต่อ Micro sim ให้เราที่โตเกียว เราเลยสามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ ^^,  ขอบคุณ Hayao Mizayaki ที่ช่วยบ่มเพาะและเก็บรักษา ความงาม ความฝันในวัยเด็กของเราทุกๆ คนไว้ผ่านการ์ตูน ขอบคุณ ขอบคุณ Arigato gozaimashita  ^^

ดูภาพที่ Ghibli Museum ทั้งหมด ได้ที่ Facebook Page ของ BhoomPlay นะคะ

Previous Older Entries

© 2010 แม่น้องภูมิ All rights reserved.

สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าลอกเลียนหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความ รูปภาพจากเว็บไซต์แห่งนี้ไปใช้ทั้งโดยเผยแพร่และการอ้างอิง และ/หรือเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาติเป็นลายลักษณ์อักษรจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 593 other followers

%d bloggers like this: