ร้านหนังสือลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Logos-hope-01

ครอบครัวเรามีโอกาสมาที่เรือลำนี้ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่ได้เขียนบันทึกไว้ เนื่องจากเราไปกันวันสุดสัปดาห์สุดท้ายที่เรืออยู่ที่ประเทศไทย ผู้คนล้นหลาม เหนื่อยมาก และไม่ค่อยมีโอกาสถ่ายรูป ลำพังช่วงเวลาต่อแถวรอคิวก็ยืนกันนานกว่า 1 ชั่วโมง แม่เล็ก (ซึ่งมีน้องภูริอยู่ในท้อง ^^’) กับน้องภูมิได้ไปนั่งพักบ้าง และให้ผมยืนต่อคิว

Logos-hope-02Logos-hope-03

ปีนี้ตั้งใจว่าจะไปวันธรรมดา และไปตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้มีโอกาสกลับมาเขียนเล่า ชักชวนให้หาโอกาสไปร้านหนังสือลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกกัน แต่สุดท้ายก็ปาเข้าไปสัปดาห์สุดท้ายอยู่ดี :)

Logos-hope-04Logos-hope-05

เจ้าร้านหนังสือลอยน้ำนี้ชื่อว่า Logos Hope เป็นเรือลำที่ 4 ของโครงการ GBA Ships e.V. (ลำก่อนหน้านี้คือ Logos, Doulos และ Logos II ตามลำดับ) หนังสือบนเรือจะถูกขายในราคาถูก มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเด็ก นิทาน นวนิยาย กีฬา ทำอาหาร บริหารจัดการ การตลาด ภาษา ลับสมอง ฯลฯ เท่าที่ฟังจากประกาศบนเรือ เห็นว่ามีมากกว่า 5,000 รายการในร้านหนังสือลอยน้ำแห่งนี้

Logos-hope-07Logos-hope-06

ดีที่เรามากันในวันธรรมดา (น้องภูมิลาหยุดครึ่งวันบ่าย) เพราะคนน้อย ทำให้เรามีเวลาดูและเลือกหนังสือ น้องภูมิเองก็สามารถนั่งอ่านหนังสือบนพื้นได้โดยไม่เกะกะมาก แถมมีรถเข็นน้องภูริอีก :D

ครั้งนี้เราได้หนังสือเต็มตระกร้ากลับบ้าน

Logos-hope-08

แต่ช่วงที่ดีที่สุดของวันนี้ไม่ใช่การมาซื้อหนังสือ แต่เป็นการเดินดูส่วนต่างๆ ของเรือ Logos Hope กับอาสาสมัครชื่อ Deborah จากประเทศปารากวัย เธออายุ 18 ปีและเพิ่งเริ่มต้นการเดินทางของเธอบนเรือ Logos Hope เมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมานี่เอง เราพูดคุยกันเกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของเรือลำนี้ สิ่งที่พวกเขาทำเวลาเดินทางไปประเทศต่างๆ ชีวิตบนเรือ ความรู้สึกของเธอกับการเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครบนเรือลำนี้ ฯลฯ

Logos-hope-09

แม่เล็กและผมเพลิดเพลินกับเรื่องเล่าของเธอมาก ถึงแม้ว่าเธอจะยังใหม่กับที่นี่ แต่เธอก็เล่าได้เยอะและมีชีวิตชีวา สำหรับน้องภูมิ การที่ได้เดินขึ้นลง มุดประตูโน้น ออกประตูนี้ในเรือลำมหึมานั้นเป็นความสนุกสุดๆ แถมด้วยความพิเศษกับการได้เข้าไปในห้องบังคับเรือพร้อมใส่หมวกกัปตัน Tom Dyer ที่วางอยู่ตรงนั้น

Logos-hope-10 Logos-hope-11

ก่อนจากกัน เราล่ำราด้วยรอยยิ้มและอวยพรให้พระเจ้าดูแล Deborah ตลอดการใช้ชีวิตบนเรือลำนี้ ให้สิ่งที่เธอทำเป็นพระพรต่อไปให้กับทุกคนและทุกที่ที่เธอจะเดินทางไป

วันนี้เราก็กลับบ้านกันพร้อมกับมิตรภาพที่ดีและความรู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวมากกว่าไปซื้อหนังสือ

Logos-hope-12

ปีนี้ เรือ Logos Hope จะอยู่ถึงวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคมนี้นะครับ สำหรับคนที่สนใจ สามารถติดตามข่าวของร้านหนังสือลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ที่นี่เลยครับ
https://www.facebook.com/LogosHopeVisitBangkok

Designing a Happy Journey

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ^^

ปีที่แล้วเราสวัสดีปีใหม่บนหน้าบล็อกตอนปลายๆ เดือนมกราคม แต่ปีนี้เราทำลายสถิติปีที่แล้ว มาสวัสดีปีใหม่ (ไทย) กันเอาตอนเดือนเมษายนเลยนะคะ ^^”

เล็กไม่ได้เขียนบล็อกเลยตั้งแต่ต้นปีเพราะมีงานหลายอย่างที่ต้องทำ อีกทั้งเพิ่งจะมีเวลาและได้แบบสำหรับการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านชั้น 1 ที่เสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปีก่อนโน้น ก็เลยค่อนข้างยุ่ง ส่วนใหญ่เราก็เลยได้แต่พูดคุยกันสั้นๆ ผ่าน Facebook Page ของ BhoomPlay ใครที่แวะเวียนไปที่เพจก็จะยังรู้ว่าครอบครัวเราไม่ได้หายไปไหน ยังสบายดีจ๊ะ ^^

130331happytrain1

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาครอบครัวเรามีโอกาสพาน้องภูมิไปดูนิทรรศการงานออกแบบรถไฟสายความสุข KYUSHU JR ที่ TCDC มาค่ะ เป็นงานนิทรรศการที่น่าสนใจ เหมาะกับผู้สนใจทุกเพศทุกวัย เลยอยากจะแนะนำและชักชวนให้ครอบครัว BhoomPlay หาเวลาไปดูกันนะคะ

130331happytrain2130331happytrain4

ชื่องานเต็มๆ ของงานนี้ก็คือ “รถไฟสายความสุข… เศรษฐกิจใหม่จากรางสู่เมือง Designing a Happy Journey: Reviving Kyushu Through Creativity” เป็นงานที่นำเสนอแนวความคิด ความเป็นมาของงานออกแบบรถไฟที่มุ่งสร้างความสุขให้กับผู้ใช้บริการรถไฟทุกวัย ผลงานของคุณเอย์จิ มิโตโอกะ นักออกแบบและนักวาดภาพประกอบ ผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับและได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย

130331happytrain3130331happytrain9

คุณเอย์จิ เริ่มงานออกแบบรถไฟให้กับบริษัทคิวชู เรลเวย์ คอมปานี (เจอาร์ คิวชู) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 กว่า 25 ปีในการทำงานออกแบบรถไฟ คุณเอย์จิได้ทำการปรับปรุงรถไฟ ทั้งภายนอกและภายในทั้งหมดถึง 30 ขบวน ซึ่งแต่ละขบวนล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง การผสมผสานความงามของวัฒนธรรมท้องถิ่น และความใส่ใจในทุกรายละเอียดของการออกแบบของคุณเอย์อิจิ ประกอบกับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของทีมบริหารของเจอาร์ คิวชู ได้สร้างจุดขายใหม่ของการเดินทางด้วยรถไฟ และทำให้เจอาร์ คิวชู ขึ้นมาเป็นที่หนึ่ง ทั้งที่มารับช่วงต่อจากการรถไฟญี่ปุ่นในช่วงที่กำลังประสบปัญหาขาดทุน

130331happytrain8

นอกเหนือจากการเดินชมแบบร่างรถไฟ ภาพการเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังได้รับการออกแบบแล้ว เล็กอยากจะแนะนำให้คนที่มีโอกาสได้ไปดู ให้้ใช้เวลานั่งชมวีดีโอเรื่องราวการทำงานของคุณเอย์จิไปด้วยนะคะ เพราะจะเห็นภาพความตั้งใจ ความคิดที่ละเมียดละไม และใส่ใจในทุกรายละเอียดของเขา ซึ่งบริเวณที่นั่งชมวีดีโอก็ไม่ธรรมดาค่ะ ผู้จัดได้ใช้เก้าอี้รถไฟผลงานของคุณเอย์จิบางส่วนมาจัดไว้เป็นที่สำหรับนั่งชมด้วยค่ะ นั่งดูเพลินสบายกว่าเบาะนั่งในโรงหนังอีกนะคะ ^^ เก้าอี้ทุกแบบก็จะมีรายละเอียดให้ได้ดู ได้ค้นหา และที่ดึงดูความสนใจของน้องภูมิได้มากๆ คือถาดรองอาหารบนรถไฟ ที่ซ่อนอยู่อย่างน่าทึ่งบริเวณเท้าแขนของเก้าอี้ กลไกในการดึงออกมาใช้นอกจากจะทำให้เราทึ่งแล้ว มันยังน่าสนใจและน่าค้นหามากๆ สำหรับเด็กชายภูมิ น้องภูมิง่วนอยู่ตรงนี้นานเลยค่ะ เมื่อค้นหาวิธีและเข้าใจแล้วก็ยังคอยทำหน้าที่นำเสนอวิธีให้กับคนที่เพิ่งเข้ามาด้วยค่ะ :D

130331happytrain7

และที่ประทับใจคนเป็นเป็น พ่อ-แม่อย่างเรามากๆ ก็คือ รถไฟสายความสุขของคุณเอย์จิ ให้ความสำคัญกับเด็กๆ มากค่ะ ตั้งแต่มีมุมหนังสือเล็กๆ สำหรับเด็ก รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดึงดูดความสนใจระดับสายตาของเด็กๆ สนามเด็กเล่นบนรถไฟ จุดชมวิว เก้าอี้และหน้าต่างที่มีขนาดพอเหมาะกับผู้โดยสารตัวน้อย ซึ่งทุกสิ่งอย่างที่คุณเอย์จิพยายามปรับปรุงนั้นมาจากพื้นฐานที่ว่า อยากให้มีสิ่งที่ผู้โดยสารคิดว่า “ถ้ามีอย่างนี้ก็คงดีสินะ” :)

130331happytrain5

งานนิทรรศการครั้งนี้มีรายละเอียดสำหรับการเดินชมและเดินเก็บความรู้ค่อนข้างมาก แต่เล็กกับคุณก๊อกก็มีเวลาได้เดินเก็บรายละเอียดได้อย่างเต็มที่ เพราะผู้จัดได้ยกเอาสนามเด็กเล่นบนรถไฟที่คุณเอย์จิออกแบบไว้ มาให้เด็กๆ ได้เล่นกันด้วย น้องภูมิไปเล่นแล้วก็ได้เจอเพื่อนใหม่ เล่นกันเพลินลืมป๊ากับแม่ไปเลยค่ะ :D

130331happytrain6

ภายในส่วนจัดแสดงนิทรรศการจะมีภาพผลงานการออกแบบของคุณเอย์จิ ให้ดูอย่างจุใจ ไม่มีกั๊ก และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้นิทรรศการในครั้งนี้จำเป็นต้องขอความร่วมมือผู้เข้าชมงดถ่ายภาพในห้องจัดแสดงทั้งหมด เพราะทุกอย่างมีลิขสิทธิ์ แต่ที่เราสามารถเก็บภาพมาฝากแฟนบล็อกได้ เพราะคุณก๊อกติดต่อทาง TCDC เพื่อขออนุญาตแล้ว (หากใครต้องการเก็บภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์ สามารถติดต่อไปที่ทาง TCDC ก่อนได้นะคะ)

130331happytrain12130331happytrain10130331happytrain11

งานนี้จะมีจัดแสดงที่ TCDC ตั้งแต่ 16 มี.ค. ถึงวันที่ 28 พ.ค.  2556 นะคะ เล็กอยากให้หาเวลาพาเด็กๆ ไปดูกัน นิทรรศการดีๆ มาตรฐานญี่ปุ่น แถมให้ชมฟรีอย่างนี้ ไม่อยากให้พลาดจริงๆ ค่ะ :)

*TCDC ปิดทำการทุกวันจันทร์ และวันหยุดสงกรานต์นะคะ

ไปญี่ปุ่นกันมั๊ย.ย.. はい! (ตอนที่ 7)

หนาวๆ ฝันๆ ที่ Rokkō-san ♫♪

วันสุดท้ายในญี่ปุ่นของเรา เราอยู่ที่โกเบกันค่ะ โกเบเป็นเมืองเล็กๆ ที่ท่องเที่ยวที่เราวางแผนว่าจะไปเราก็สามารถไปได้ครบตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ทั้ง Tetsujin 28 Monument, ย่าน Sannomiya, และอ่าวโกเบ เช้าวันนี้เล็กกับคุณก๊อกเลยตื่นขึ้นมาแบบไม่มีแผนเลยว่าจะไปไหนดี น้องอันกับคุณแม่และน้องแอนนั่งรถไฟไปเที่ยวโอซาก้ากัน แต่เราเพิ่งไปโอซาก้าเมื่อ 2 วันก่อน เลยคิดว่าจะอยู่เดินโต๋ๆ เต๋ๆ ที่โกเบดีกว่า

เล็กเคยอ่านเจอข้อมูลจากที่เมืองไทยว่า ที่โกเบมีพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีอยู่บนภูเขา จำได้แค่นี้เลยค่ะ (ชื่อก็จำไม่ได้, พิกัดก็ไม่รู้ *.*) วันแรกที่เรามาถึงโกเบ เล็กก็พยายามถามคนที่นี่ว่าพอจะรู้ไม๊ว่าพิพิธภัณฑ์ประมาณนี้อยู่ที่ไหน แต่ถามใครก็ไม่มีใครรู้จัก (แถมคนที่โกเบที่เราเจอส่วนใหญ่ก็พูดภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยได้ซะด้วย) คุณก๊อกหาดูใน Lonely Planet ที่พกไปด้วยก็ไม่มีข้อมูล, พลิกดูในแผ่นพับข้อมูลท่องเที่ยวทุกแผ่นที่มีก็ไม่พบ, จะหาข้อมูลเพิ่มเติม sim internet ที่พี่ตุ่มให้มาก็ใช้หมดแล้ว, ที่โรงแรมก็ไม่มี wifi, คอมพิวเตอร์หยอดเหรียญก็เป็นภาษาญี่ปุ่น -_-’

วันสุดท้ายของเราก็เลยดูเหมือนเราจะไม่มี plan อะไร จนกระทั่งเล็กหยิบคู่มือบัตรโดยสารรถ Kanzai Thru Pass ขึ้นมาพลิกๆ ดูสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองโกเบ ก็ไปเจอกรอบเล็กๆ (ไม่มีรูปด้วย) เขียนว่า Rokko Orgel Museum อ่านคำอธิบายสั้นๆ แล้ว..ใช่เลย…ต้องเป็นที่นี่แน่ๆ พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี!

ขอบคุณพระเจ้า ในที่สุดเราก็รู้แล้วว่าจะไปไหนดี ^^

เราต้องขึ้นรถไฟ ไปต่อรถเมล์ขึ้นไปบนเชิงเขา จากนั้นก็ขึ้น Cable car ขึ้นไปบนภูเขา Rokko และต่อรถเมล์อีกครั้งเพื่อไปยังพิพิธภัณฑ์ ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 45 นาที เป็น 45 นาทีที่เราต้องปรับตัวจากอุณหภูมิประมาณ 22 องศาลงมาเป็น 8 องศา แบบไม่ได้ทำใจมาก่อนเลย… +.+’

Cable Car ที่นี่ สวยคลาสสิคมากๆ เลยค่ะ ในขบวนจะมีทั้งแบบตู้กระจก และตู้แบบ Open air รอบที่เรานั่งขึ้นไปมีผู้โดยสารรวมเราแล้ว แค่ 5 คนเท่านั้น >.< บรรยากาศ 2 ข้างทางเป็นป่าสน ต้นไม้-ดอกไม้ บนภูเขาสวยสดชื่นมากๆ ค่ะ ยิ่งรถพาเราสูงขึ้นเท่าไหร่ อากาศก็ยิ่งเย็นมากขึ้น มากขึ้น เท่านั้น หมอกเริ่มขาวโพลนจนมองแทบไม่เห็นอะไร เมื่อถึงสถานีปลายทางปุ๊บ เราก็ต้องรีบเอาเครื่องกันหนาวทุกอย่างเท่าที่มีในกระเป่าออกมาใส่ทันที ไม่ได้คิดว่าจะขึ้นมาเจอหนาวอย่างนี้จริงๆ ค่ะ เพราะข้างล่างในตัวเมืองไม่ค่อยหนาวแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่แจ๊คเก็ตและถุงมือของน้องภูมิยังอยู่ในเป้ของเขา 

เราเข้าไปหลบหนาว ตั้งหลักกันในสถานีเพื่อรอต่อรถเมล์ไปยังพิพิธภัณฑ์ สถานีรถ Cable Car ข้างบนนี้มีเสน่ห์มากๆ ค่ะ เป็นสถานีเล็กๆ เก่าๆ ตกแต่งแบบคลาสสิค มีคนประปราย ข้างนอกหมอกลงจัดเหมือนเมืองในฝัน ภายในสถานีจะได้ยินเสียงเพลงกล่องดนตรีเบาๆ โรแมนติกสุดๆ …เราคงใกล้ถึงพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีแล้วสิเนี่ย ^^

และขณะที่กำลังเดินดูกันอยู่ เราก็ได้ยินเสียงเพลงกล่องดนตรีบรรเลงเป็นเพลง Tonari No Totoro!!!! น้องภูมิรีบวิ่งมาหาเล็กแล้วบอกเล็ก “แม่คับ..เพลงโตโตโร่” เล็กเลยบอกน้องภูมิว่าสงสัยโตโตโร่มารับเรา :D

เรานั่งรถบัสไปอีกประมาณไม่ถึง 10 นาที ก็ถึง Rokko International Musical Box Museum พอลงจากรถได้เล็กก็เพ้อเลยค่ะ หนาวมาก.ก.ก. สวยมากก..ก… อาคารพิพิธภัณฑ์เหมือนบ้านไม้หลังใหญ่ในนิทาน บริเวณโดยรอบมีต้นไม้ ดอกไม้ ลำธาร และตอนนี้ทุกอย่างขาวโพลนไปด้วยหมอก เป็นที่ที่สวยและน่าประทับใจที่สุดในทริปนี้เลยค่ะ (นึกถึงทีไรก็มีความสุข ^^)

หลังจากซื้อตั๋วเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็แนะนำให้เราไปชมคอนเสิร์ตกล่องดนตรีก่อนเลย เพราะใกล้จะถึงเวลาแสดงแล้ว พอเข้าไปในห้องแสดงก็ถึงกับอึ้งค่ะ มีผู้ชมที่นั่งรอชมการแสดงอยู่ประมาณกว่า 70 คน ที่อึ้งเพราะตั้งแต่เรานั่ง Cable Car และต่อรถเมล์มาถึงที่นี่ เราเจอคนอยู่ไม่ถึง 10 คน ตอนแรกนึกสงสัยว่าเขามากันยังไงนะนี่นะ แต่พอนึกๆ ดูแล้ว ก็จำได้ว่าตรงลานกว้างทางเข้าพิพิธภัณฑ์มีรถจอดอยู่เต็มลาน อ่อ…เขาคงขับรถกันมา นักท่องเที่ยวที่เราเจอที่นี่เป็นชาวญี่ปุ่นทั้งหมด ไม่มีชาวต่างชาติเลยค่ะคอนเสิร์ตกล่องดนตรี ก็คือการแสดงความสามารถของกล่องดนตรีที่อลังการงานสร้างมากๆ หน่ะค่ะ บางตัวใหญ่เท่าตู้เสื้อผ้า ภายในบรรจุไวโอลิน 4-5 ตัว พร้อมบรรเลงบทเพลงคลาสสิคเมื่อไขลาน บางตัวไม่ใหญ่มากแต่มีความสามารถที่ซับซ้อน น่าทึ่ง แต่ละกล่องล้วนน่าตื่นตาตื่นใจ แม้แต่น้องภูมิยังตั้งใจดูจนจบการแสดงเลยค่ะ ทั้งๆ ที่เราฟังเจ้าหน้าที่บรรยายไม่รู้เรื่องเลยซักคำ (ระหว่างแสดงคอนเสิร์ตไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพ หรือวีดีโอ เลยไม่มีภาพการแสดงมาฝากนะคะ)

เสร็จจากคอนเสิร์ตท้องก็เริ่มร้องเพราะใกล้เที่ยงแล้ว เล็กถามเจ้าหน้าที่ถึงร้านอาหารเธอก็ชี้ไปที่คาเฟ่ของพิพิธภัณฑ์ ดูจากภายนอกแล้วก็แอบหวั่นใจ เพราะเป็นคาเฟ่ที่ดูเก๋ไก๋ หะรูหะราใช้ได้เลย ตังค์จะพอไม๊เนี่ยเรา >.< วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา เงินสดที่เหลือในกระเป๋าก็มีไม่มากแล้ว (ที่ญี่ปุ่นร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่รับบัตรเครดิตค่ะ) แต่ก็คิดว่ายังไงก็คงต้องทานล่ะ เพราะถ้าไม่ทานที่นี่ก็ไม่รู้จะออกไปทานที่ไหน (ข้างนอกเห็นมีแต่ป่าสน >.<)

แต่พอเราเปิดเมนูอาหารเท่านั้นแหละค่ะ ก็ต้องหลงรักที่นี่มากเข้าไปอีก ราคาอาหารไม่ต่างจากราคาอาหารข้างนอกเลย แถมรสชาติและบริการก็ดีมากๆๆๆ สถานที่ท่องเที่ยวประเภทพิพิธภัณฑ์ที่ญี่ปุ่นที่เรามีโอกาสได้ไปจะเป็นอย่างนี้แทบทั้งหมดเลยค่ะ เขาจะไม่ฉวยโอกาสด้วยการตั้งราคาแพงๆ เลย  (นึกถึงว่าถ้าเป็นเมืองไทยนะ…เราต้องโดนโขกแน่ๆ =.=’)

หลังจากอิ่มแล้ว เราก็เดินชมสารพัดกล่องดนตรีที่ชั้น 2 และชั้น 3 ที่น้องภูมิดูจะชอบใจมากที่สุด ก็คือเจ้าตัวนี้ค่ะ ที่สามารถบรรเลงเพลงไปพร้อมกับพ่นฟองสบู่ฟุ้งๆ ฝันๆ อย่างนี้ไปด้วย เพลินมากๆ ค่ะ ^^ ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีกล่องเพลงโบราณที่น่าสนใจอีกมากมาย รายละเอียดลองหาอ่านจาก google นะคะ (รู้สึกว่าโพสนี้เล็กจะเขียนยาวมากแล้ว :P)

เดินชมครบแล้ว เขาคงรู้ว่าใครได้มาเที่ยวที่นี่ก็คงจะอยากได้กล่องเพลงน่ารักๆ กลับไปเป็นที่ระลึกแน่ๆ ที่ร้านขายของที่ระลึกของที่นี่ก็เลยมีกล่องเพลงน่ารักๆ เพีย.ย..ย..บเลยค่ะ จะเอาแบบไหนก็มีหมด หรือจะเลือกเพลง เลือกกล่องเองก็ได้นะคะ มีเจ้าหน้าที่พร้อมประกอบให้ค่ะ (รับบัตรเครดิตด้วย ^^v) สำหรับเล็กเอง ด้วยความที่ต้องมนต์เพลงโตโตโร่มาตั้งแต่สถานี Cable Car แล้ว ก็ต้องสอยเพลงนี้แหละค่ะ :D

เล็ก คุณก๊อก และน้องภูมิ ชอบและประทับใจที่นี่มากๆ ถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวที่โกเบ ลองหาเวลาแวะไปนะคะ ถ้าไปตอนช่วงที่ไม่หนาวมาก ในบริเวณของพิพิธภัณฑ์ยังสวนดอกไม้กลางแจ้งให้เดินชมด้วยค่ะ ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ก็เชื้อเชิญเราให้ไปชมนะคะ แต่เเราสู้ความหนาวไม่ไหวจริงๆ ไม่ได้เตรียมตัวมาเลยต้องขอตัว :D

โพสนี้คงจะเป็นโพสปิดท้ายทริปเที่ยวญี่ปุ่นของเราแล้วนะคะ ความจริงแล้วยังมีเรื่องที่อยากเล่าเกี่ยวกับ เกียวโต โอซาก้า และร้านน่ารักๆ ที่โกเบ อีกเยอะเลยค่ะ แต่คิดว่าถ้ารอมีเวลาแล้วค่อยมาเขียนอีก “ไปญี่ปุ่นกันมั๊ย.ย.. はい!” ของเราอาจจะเป็นมหากาพย์ลากยาวไปอีก 2 เดือนแน่ๆ :P พอแค่นี้ก่อนละกันนะคะ

* เพื่อนๆ แฟนบล็อก ที่แวะเข้ามาอ่านตรงนี้ รบกวนกด like ที่ปุ่ม Like ท้ายบทความ(ข้างล่าง) เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ (ไปเม้นท์ที่ FB เพจกันหมด เดี๋ยวตรงนี้จะเหงานะ ^^ ♥)

ดูภาพจาก Rokko International Musical Box Museum ทั้งหมดได้ที่ Facebook Page ของ BhoomPlay นะคะ :)

* ค่ารถ Cable Car ถ้าซื้อแบบไป-กลับ ผู้ใหญ่คนละ 1000¥ ค่ะ
* ค่าเข้าชม Rokko International Musical Box Museum ผู้ใหญ่คนละ 1000¥ ค่ะ (สามารถใช้คูปองส่วนลดที่แนบอยู่ใน คู่มือบัตรโดยสารรถ Kanzai Thru Pass ได้ค่ะ)
* ค่าใช้จ่ายทั้ง 2 อย่าง เด็กเล็กอย่างน้องภูมิฟรีค่ะ :D

ไปญี่ปุ่นกันมั๊ย.ย.. はい! (ตอนที่ 6)

ฟูจิซัง… ภูเขาอะไร มันจะใหญ่ได้ขนาดเน้.. >.<

เช้าวันที่ 4 เราเช็คเอาท์จากโรงแรมที่ชินจุกุแต่เช้า เพื่อเดินทางไปพักที่ Kawaguchiko 1 คืน ตามแผนการแล้วเราตั้งใจกันว่า เราจะฝากกระเป๋าเดินทางและสัมภาระส่วนใหญ่ของเราไว้ที่ตู้หยอดเหรียญที่สถานีรถไฟ เพราะเราจะต้องเดินทางกลับมาที่โตเกียวอีกครั้งเพื่อขึ้น Shinkansen ไปโอซาก้า

แต่ทุกอย่างในเช้าวันนั้นดูจะผิดแผนไปหมด เวลาที่เรามีอยู่นั้นมีพอแค่ให้เราเดินทางไปให้ทันรถบัสออกเท่านั้น เราทั้งหมดหอบหิ้วสัมภาระไปขึ้นรถไฟ ขึ้น-ลงสถานี แบบแทบจะวิ่งกันตลอดทางเพราะต้องลุ้นตกรถ (รถที่ญี่ปุ่นออกตรงเวลามาก.ก..ก.ก…ค่ะ) ใครเคยดูรายการ Amazing Race ก็อารมณ์ประมาณนั้นเลยค่ะ …ขอบคุณพระเจ้าพวกเรากระหืดกระหอบมาถึงทันเวลารถบัสออกพอดี…เป๊ะ! >.<‘

พอขึ้นรถได้ก็ถอดเสื้อหนาวกันแทบไม่ทันเลยค่ะ เพราะวิ่งกันมาเหงื่อแตกเจอบนรถไม่มีแอร์ เปิดแต่ฮีทเตอร์ +.+’

รถบัสขับพาเราออกทางหลวงใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงนิดๆ เราก็ถึง Kawaguchiko Station จากนั้นเราก็ต้องขึ้นรถ City Bus เพื่อไปยังที่พักของเรา รถ City Bus หรือรถชมเมืองที่นี่หน้าตาคลาสสิค สวยงาม แต่มีขนาดเล็กเท่ารถมินิบัสที่กรุงเทพ พวกเราทั้งหมด 6 ชีวิต กับสัมภาระทั้งหมดอัดกันเข้าไปก็ใช้พื้นที่ของรถไปเกือบจะครึ่งคันแล้วค่ะ เล่นเอานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกลุ่มใหญ่ที่ขึ้นเที่ยวเดียวกับเราแอบค้อนเอาเลย -.-’

นั่งรถ City Bus ไปอีกประมาณ 20 นาที เราก็เริ่มมองเห็นทะเลสาบ Kawaguchiko ตอนที่เราไปถึงอากาศสดใสทีเดียวค่ะ มีแสงแดดอุ่นๆ และสามารถมองเห็นฐานของภูเขาฟูจิประมาณ 20% เพราะมีเมฆปกคลุมด้านบน ตามพยากรณ์อากาศเขาว่าวันนี้ฝนจะตก >.<

พวกเราเห็นแค่ฐานก็ตื่นเต้นแล้วค่ะ เพราะว่าฟูจิซังเป็นภูเขาลูกเดียว(ไม่ใช่เทือกเขา) ที่สูงและใหญ่และกว้างมาก.ก.ก.ก.ก.ก.. คุณก๊อกเคยอ่านเจอว่าภูเขาฟูจินี่ ถ้าได้เห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ ซักครั้งหนึ่ง จะไม่มีภาพถ่ายไหนเลยจะให้ความรู้สึกได้เท่ากับที่เราได้จ้องมองฟูจิซังจริงๆ เล็กก็รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ นะคะ

Mr. Taka เจ้าของโรงแรมมาเจอเราที่ปลายทางของรถ City Bus ที่สถานี Oishi เพื่อรับสัมภาระของเราไปเก็บให้ที่โรงแรมก่อน แล้วจะออกมารับพวกเราอีกทีในตอนเย็น

พวกเราไปหาอาหารทานที่ร้านริมทำเลสาบ ทานอิ่มปุ๊บ ฟ้าก็เริ่มครึ้ม ฝนก็เริ่มเทลงมา พยากรณ์อากาศที่นี่เป๊ะจริงๆ T.T เล็กกับคุณก๊อกนั่งรอให้ฝนซาอยู่ซักพักก็ออกมาเดินดูร้านน่ารักๆ ที่เราเห็นตอนนั่งรถเข้ามา ร้านแรกที่แวะเป็นร้านขายคุ๊กกี้ ชื่อ “Fujiyama Cookie” คือทั้งร้านจะมีแต่คุ๊กกี้รูปฟูจิซังหลากหลายรสชาติ ซึ่งทำออกมาได้น่ารัก น่าทานมากๆ แถมอร่อยซะด้วย รู้ตัวอีกทีก็ซื้อติดมือออกมา 3 กล่อง O_o ‘ (ก็กระเตงกันไปนะ เกียวโต โอซาก้า.. โกเบ -_-’)

เราออกจากร้านคุ๊กกี้ ตั้งใจว่าจะเดินต่อแต่ทนความหนาวไม่ไหวจริงๆ เลยต้องหาที่พักหลบฝน หลบหนาว เรา 3 คนเข้าไปนั่งหลบฝนอยู่ในมุมกาแฟของร้านขายของที่ระลึก (พนักงานในร้านใจดีมากๆ ค่ะ) เข้ามาในร้านได้สักพักฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก ทุกอย่างข้างนอกร้านขาวโพลนไปหมด ไม่นานก็ได้ยินเสียงแกร๊กๆ พนักงานในร้านวิ่งกรูออกไปดูหน้าร้าน (เล็กเลยออกไปดูมั่ง) ปรากฏว่าข้างนอกลูกเห็บตก! >.<

เม็ดขาวๆ กลมๆ ขนาดประมาณปลายนิ้วก้อย พากันตกลงมาจากฟ้า น้องภูมิเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกตื่นเต้นมากค่ะ วิ่งออกไปเก็บเล่นมือเปล่า ทั้งที่หนาวมาก วิ่งเข้า วิ่งออก กอบใส่มือเป็นกำๆ มาอวดแม่กับปาป๊า ทั้งที่เล็กเองยืนอยู่กับที่เอามือซุกกระเป๋าเสื้อยังสั่นหงึกๆ (คุณก๊อกบอก เด็กยังไม่รู้จักความหนาว >.<)

เรานั่งหลบฝนอยู่ประมาณ 1 ชั่วโมง ฝนก็เริ่มซา ฟ้าก็เริ่มเปิด เริ่มเห็นแสงแดดอีกครั้ง อากาศที่นี่หลากหลายจริงๆ :D เล็กกับคุณก๊อกพาน้องภูมิเดินเลาะรอบๆ ทะเลสาบไปเรื่อยๆ จนเย็น ได้เห็นฟูจิซังมากขึ้นแต่ก็ยังไม่เห็นเต็มๆ อยู่ดี (ใครๆ ก็ว่าฟูจิซังนั้นขี้อาย)

ค่ำนั้นเราก็นอนอธิษฐานกัน ขอพระเจ้าปัดเมฆก้อนนั้นออกไป ^^ แล้วสายๆ ของวันรุ่งขึ้นก่อนเราจะออกเดินทางกลับ เราทั้งหมดได้มีโอกาสเห็นภูเขาฟูจิแบบเต็มๆ ขอบคุณพระเจ้า มันช่างเป็นภูเขาที่ใหญ่โตมาก.ก.ก.ก.ก…

..ใหญ่โต มีพลัง สงบนิ่งและสง่างาม..

สิ่งปลูกสร้าง โบราณสถาน วัง วัด ต่างๆ ในญี่ปุ่นที่เรามีโอกาสได้ชม ก็ให้ความรู้สึกอย่างนี้เหมือนกันค่ะ ฟูจิซังคงเป็นรากเหง้าของความเป็นญี่ปุ่นเป็นแน่แท้..

ดูภาพจาก Lake Kawaguchiko และฟูจิซัง ทั้งหมดได้ที่ Facebook Page ของ BhoomPlay นะคะ :)

Previous Older Entries

© 2010 แม่น้องภูมิ All rights reserved.

สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าลอกเลียนหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความ รูปภาพจากเว็บไซต์แห่งนี้ไปใช้ทั้งโดยเผยแพร่และการอ้างอิง และ/หรือเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาติเป็นลายลักษณ์อักษรจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 582 other followers

%d bloggers like this: