สัตหีบ ทะเลน้ำใส ใกล้กรุงเทพฯ

หลังจากสิ้นสุดหน้าหนาวที่หนาวนาน (กว่าทุกที) เราก็เข้าสู่หน้าร้อน (ที่ก็เหมือนจะร้อนกว่าทุกที) ทำให้แม่เล็กบ่นคิดถึงทะเลและชายหาด อยากนั่งตากลม นอนแช่น้ำทะเลสีฟ้าใสๆ ผมนึกๆ ดูก็ไม่รู้จะไปไหนที่ไม่ไกลกรุงเทพฯ มากนัก เพราะน้องภูริยังเล็ก ยังไม่อยากเดินทางไกลๆ  แถมเดินทางไกลแต่ละทีตอนนี้ ต้องขนของกันเหมือนกับย้ายบ้าน :D

ทะเลใกล้ๆ ที่เราเคยไป ไม่ว่าชะอำ หัวหิน พัทยา ก็น้ำไม่สวยใสอย่างที่อยากไปกระโดดเล่นกัน

140328_Sattaheeb-01

ผมลองหาข้อมูลเกี่ยวกับทะเลสวยๆ ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพมากนัก แล้วก็พบว่ามีหลายคนแนะนำทะเลสัตหีบ ด้วยระยะทางเพียงร้อยกว่ากิโลเมตรจากกรุงเทพและใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ได้ ประกอบกับบ้านเราเองก็ยังไม่เคยไปสัตหีบมาก่อน เราเลยตัดสินใจปักหมุดเป้าหมายเที่ยวทะเลของเราที่นี่ และค่อยๆ หาข้อมูลท่องเที่ยวที่น่าสนใจเพิ่มเติมกัน

140328_Sattaheeb-02

สัตหีบมีที่ที่น่าสนใจสำหรับเด็กอยู่เหมือนกันครับ ทำให้นอกเหนือจากไปเอกเขนกและเล่นน้ำทะเลแล้ว จะต้องวางแผนเรื่องเวลาไปดูเรือหลวงจักรีนฤเบศร, เที่ยวชมศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล และPercula Farm (ฟาร์มปลาการ์ตูนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย) กันอีกด้วย กิจกรรมเยอะ สัมภาระเลยแยะไปด้วย ต้องขนกันไปเต็มคันรถ (แค่ของใช้เจ้าตัวเล็กและของเล่นชายหาดของตัวโตก็ปาเข้าไปกว่าครึ่งของสิ่งที่ต้องขนแล้ว) :D 

140328_Sattaheeb-03

เราออกจากกรุงเทพฯ กันวันศุกร์ตอนบ่ายๆ ครับ เพื่อจะได้ได้เอนหลังพักผ่อนสบายๆ ก่อนซัก 1 คืน และมีเวลาเที่ยวเล่นเต็มวันในวันเสาร์ (..และผมจะได้ไปปั่นจักรยานตอนเช้าตรู่เป็นของแถม ^^)

140328_Sattaheeb-06

เช้าวันเสาร์เราเริ่มต้นกันที่เรือหลวงจักรีนฤเบศร เมื่อไปถึง ก็ขอบคุณพระเจ้าที่เรามาแต่เช้า เพราะท้องฟ้าใสและแดดแรงมาก แต่ความที่ยังเป็นช่วงเช้า ทำให้ลานบนดาดฟ้าเรือยังมีด้านที่เป็นร่มเงาอยู่ แม่เล็กกับน้องภูริก็เลยได้นั่งรอสบายๆ ในร่มระหว่างที่น้องภูมิกับผมเดินเล่นดูรอบๆ 

140328_Sattaheeb-05

ความใหญ่โตของเรือหลวงจักรีนฤเบศรทำให้เราทั้งหมดตื่นเต้นที่ได้เห็น ถึงแม้ว่าน้องภูมิพอจะรู้จักเรือแบบนี้จากหนังสือที่เคยอ่านกันบ้างแล้วว่าไว้ทำอะไร แต่การได้ไปเห็นของจริงเป็นประสบการณ์ที่ทำให้จินตนาการสมบูรณ์มากขึ้น(โดยเฉพาะเวลาที่เราเล่นกัน ^^) เรือหลวงจักรีนฤเบศรเป็นเรือธงและเรือบรรทุกอากาศยานลำแรกและลำเดียวของราชนาวีไทย ซึ่งมีภารกิจทั้งทางทหารยามรบและใช้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเลยามเกิดปัญหา (สามารถเข้าชมเรือหลวงจักรีนฤเบศรได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 น. – 17.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)

140328_Sattaheeb-04140328_Sattaheeb-07

ไม่ไกลจากท่าเรือจุกเสม็ดที่เรือหลวงจักรีนฤเบศรจอดเทียบอยู่ เราแวะดูเต่าทะเลกันต่อที่ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล ไฮไลท์ที่สนุกสำหรับน้องภูมิคือ การป้อนอาหารให้เต่าทะเลตัวใหญ่ และการเดินดูบ่ออนุบาลลูกเต่าทะเลน่ารักๆ หลายร้อยตัว จริงๆ เราน่าจะมีเวลาได้นั่งคุยกันเกี่ยวกับเต่าทะเลและการอนุรักษ์มากกว่านี้ แต่ครั้งนี้เรามีน้องภูริตัวเล็กๆ ไปด้วย คงต้องรอให้น้องภูริโตกว่านี้อีกซักหน่อยค่อยมาเดินเก็บรายละเอียดกันอีกที (สามารถเข้าชมศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 – 17.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)

140328_Sattaheeb-08140328_Sattaheeb-09

หลังจากดูเต่าทะเลก็ได้เวลาไปเป็นเต่าทะเลกัน ^^ 

เราแวะเล่นน้ำทะเลกันที่หาดเตยงาม น้องภูมิ พี่เตี้ย (เพื่อนใหม่ที่เจอที่หาด) กับผมเล่นกันตลอดบ่ายจนหมดแรง เล่นไปก็คุยกันไป

“เตี้ย” เป็นเด็กบางสเหร่ กำลังจะขึ้น ป.4 เล่นกับน้องภูมิน่ารัก ใจเย็น และจะคอยหันมามองผมตลอดเวลาที่น้องภูมิเดินออกไปไกลเกินไป เมื่อเช้า​ เตี้ยก็เล่นน้ำทะเลอยู่ที่บ้านตัวเอง แต่ตามปู่มาซ่อมรถแถวนี้ ก็เลยขอเล่นน้ำที่นี่ต่อ ตอนนี้ เตี้ยกำลังเก็บเงินซื้อเรือบังคับทรงจระเข้อยู่ ผมถามว่าทำไมต้องเอาแบบจระเข้ เตี้ยตอบด้วยความภูมิใจว่า เวลาเล่นในน้ำ คนจะได้กลัวเพราะนึกว่าจระเข้มาจริงๆ :D  

140328_Sattaheeb-10

หาดเตยงามเป็นชายหาดที่ไม่มีร่มชายหาด แต่เต็มไปด้วยต้นเตยงามยืนเรียงรายตลอดแนวชายหาด (ซึ่งคงเป็นที่มาของชื่อหาด) เตยงามเป็นต้นไม้หน้าตาแปลกๆ ใบเป็นเส้นมีหนามแหลมเล็กๆ ดูแล้วไม่น่าจะร่มรื่น แต่เมื่อได้นั่งหลบแดดที่ใต้ต้นเตยงามก็พบว่ามันช่วยให้ร่มเงากับเราได้เป็นอย่างดี บ่ายวันเสาร์ที่แดดจัดอย่างนี้ พื้นที่ร่มใต้ต้นเตยงามจึงเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวเรียกได้ว่าแทบจะเสื่อติดเสื่อเลยครับ ^^’

140328_Sattaheeb-11140328_Sattaheeb-12

เช้าตรู่วันอาทิตย์ ผมพาน้องภูมิออกมาปั่นจักรยานลงเนินกันสั้นๆ หลังจากที่ผมได้ปั่นไปสำรวจมาเมื่อเช้าวันเสาร์ น้องภูมิสนุกมาก จะมีบ่นเมื่อยนิดหน่อยช่วงที่ต้องปั่นขึ้นเนิน แต่พอถึงช่วงลงเนิน ก็สนุกจนลืมเหนื่อย

140328_Sattaheeb-13140328_Sattaheeb-14140328_Sattaheeb-26

จากนั้นเราก็ไปเล่นน้ำทะเลที่อ่าวดงตาลกัน ที่อ่าวดงตาลในยามสายมีร่มเงาของแนวต้นสนทอดยาวลงไปที่ชายหาดเป็นร่มเงา ให้ได้นั่งเล่น นอนเล่นริมทะเลได้อย่างสบายๆ ไม่ต้องง้อร่มชายหาด หลายหาดที่สัตหีบอยู่ในพื้นที่ของทหาร ทำให้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ชายหาดสะอาดสะอ้าน และไม่มีร่มชายหาดปักบดบังวิวสวยๆ ของทะเลเลยครับ

140328_Sattaheeb-17140328_Sattaheeb-18

น้องภูมิเห็นทะเลก็เปลี่ยนชุดพร้อมลงน้ำ ไม่สนอาหารเช้าเลย จนต้องไปเรียกให้ขึ้นมากินเป็นระยะๆ อาหารเช้าง่ายๆ ของเราวันนี้เป็น ไก่ย่าง ข้าวเหนียว และน้ำแอปเปิ้ลใส่น้ำแข็งเต็มกระติก น้องภูมิง่วนอยู่กับการจับปูเสฉวนตลอดทั้งเช้า ได้มาหลายสิบตัว และก็เอาไปปล่อยหลังจากอวดแม่เสร็จ

ลมทะเลพัดเย็นสบายจริงๆ น้องภูริกินนมแม่เสร็จก็หลับปุ๋ย แม่เล็กก็เลยได้เอนตัวพักสบายๆ บ้าง

140328_Sattaheeb-19140328_Sattaheeb-20

เราออกจากสัตหีบช่วงเที่ยงๆ เพื่อแวะไปทานข้าวที่ร้านฟาร์มหอยหวาน (ร้านที่เราเจอโดยบังเอิญเมื่อคืนวันศุกร์ แต่ถูกใจมากจนต้องกลับมาทานอีกมื้อ ^^) ร้านฟาร์มหอยหวานนี้อยู่ในซอยนาจอมเทียน 22 บรรยากาศดี เงียบสงบ บริการดี และที่สำคัญอาหารอร่อย ที่ร้านจะมีการจัดพื้นที่แสดงข้อมูลเกี่ยวกับหอยและการเลี้ยงหอยหวานด้วยครับ ถ้าจังหวะดี จะได้ดูเจ้าหน้าที่ให้อาหารหอยด้วยครับ ดูแล้วนึกถึงหนังพวกเอเลี่ยน :)

140328_Sattaheeb-16140328_Sattaheeb-21140328_Sattaheeb-22

เราตั้งใจว่าทานอาหารกลางวันเสร็จก็จะกลับ แต่คุณอาของน้องภูมิชวนน้องภูมิไปเล่นนำ้ต่อที่สวนน้ำในโรงแรมที่คุณอาพักอยู่ น้องภูมิตอบรับทันทีโดยไม่ลังเล เด็กๆ ก็เลยได้เล่นน้ำกันต่อไปถึงเย็น กว่าเราจะได้ออกจากพัทยากันก็ประมาณ 2 ทุ่มครับ เด็กน้อย 2 คนหลังรถ หลับยาวตั้งแต่ออกรถจนถึงเช้าวันจันทร์เลยครับ :D

140328_Sattaheeb-23140328_Sattaheeb-24140328_Sattaheeb-25

~
ขอขอบคุณบริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับรถนิสสัน ลิวิน่า ที่เราใช้เดินทางในทริปครอบครัวครั้งนี้ครับ

~

 

ร้านหนังสือลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Logos-hope-01

ครอบครัวเรามีโอกาสมาที่เรือลำนี้ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว แต่ไม่ได้เขียนบันทึกไว้ เนื่องจากเราไปกันวันสุดสัปดาห์สุดท้ายที่เรืออยู่ที่ประเทศไทย ผู้คนล้นหลาม เหนื่อยมาก และไม่ค่อยมีโอกาสถ่ายรูป ลำพังช่วงเวลาต่อแถวรอคิวก็ยืนกันนานกว่า 1 ชั่วโมง แม่เล็ก (ซึ่งมีน้องภูริอยู่ในท้อง ^^’) กับน้องภูมิได้ไปนั่งพักบ้าง และให้ผมยืนต่อคิว

Logos-hope-02Logos-hope-03

ปีนี้ตั้งใจว่าจะไปวันธรรมดา และไปตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้มีโอกาสกลับมาเขียนเล่า ชักชวนให้หาโอกาสไปร้านหนังสือลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกกัน แต่สุดท้ายก็ปาเข้าไปสัปดาห์สุดท้ายอยู่ดี :)

Logos-hope-04Logos-hope-05

เจ้าร้านหนังสือลอยน้ำนี้ชื่อว่า Logos Hope เป็นเรือลำที่ 4 ของโครงการ GBA Ships e.V. (ลำก่อนหน้านี้คือ Logos, Doulos และ Logos II ตามลำดับ) หนังสือบนเรือจะถูกขายในราคาถูก มีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเด็ก นิทาน นวนิยาย กีฬา ทำอาหาร บริหารจัดการ การตลาด ภาษา ลับสมอง ฯลฯ เท่าที่ฟังจากประกาศบนเรือ เห็นว่ามีมากกว่า 5,000 รายการในร้านหนังสือลอยน้ำแห่งนี้

Logos-hope-07Logos-hope-06

ดีที่เรามากันในวันธรรมดา (น้องภูมิลาหยุดครึ่งวันบ่าย) เพราะคนน้อย ทำให้เรามีเวลาดูและเลือกหนังสือ น้องภูมิเองก็สามารถนั่งอ่านหนังสือบนพื้นได้โดยไม่เกะกะมาก แถมมีรถเข็นน้องภูริอีก :D

ครั้งนี้เราได้หนังสือเต็มตระกร้ากลับบ้าน

Logos-hope-08

แต่ช่วงที่ดีที่สุดของวันนี้ไม่ใช่การมาซื้อหนังสือ แต่เป็นการเดินดูส่วนต่างๆ ของเรือ Logos Hope กับอาสาสมัครชื่อ Deborah จากประเทศปารากวัย เธออายุ 18 ปีและเพิ่งเริ่มต้นการเดินทางของเธอบนเรือ Logos Hope เมื่อ 2 อาทิตย์ที่ผ่านมานี่เอง เราพูดคุยกันเกี่ยวกับส่วนต่างๆ ของเรือลำนี้ สิ่งที่พวกเขาทำเวลาเดินทางไปประเทศต่างๆ ชีวิตบนเรือ ความรู้สึกของเธอกับการเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครบนเรือลำนี้ ฯลฯ

Logos-hope-09

แม่เล็กและผมเพลิดเพลินกับเรื่องเล่าของเธอมาก ถึงแม้ว่าเธอจะยังใหม่กับที่นี่ แต่เธอก็เล่าได้เยอะและมีชีวิตชีวา สำหรับน้องภูมิ การที่ได้เดินขึ้นลง มุดประตูโน้น ออกประตูนี้ในเรือลำมหึมานั้นเป็นความสนุกสุดๆ แถมด้วยความพิเศษกับการได้เข้าไปในห้องบังคับเรือพร้อมใส่หมวกกัปตัน Tom Dyer ที่วางอยู่ตรงนั้น

Logos-hope-10 Logos-hope-11

ก่อนจากกัน เราล่ำราด้วยรอยยิ้มและอวยพรให้พระเจ้าดูแล Deborah ตลอดการใช้ชีวิตบนเรือลำนี้ ให้สิ่งที่เธอทำเป็นพระพรต่อไปให้กับทุกคนและทุกที่ที่เธอจะเดินทางไป

วันนี้เราก็กลับบ้านกันพร้อมกับมิตรภาพที่ดีและความรู้สึกเหมือนได้ไปเที่ยวมากกว่าไปซื้อหนังสือ

Logos-hope-12

ปีนี้ เรือ Logos Hope จะอยู่ถึงวันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคมนี้นะครับ สำหรับคนที่สนใจ สามารถติดตามข่าวของร้านหนังสือลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ที่นี่เลยครับ
https://www.facebook.com/LogosHopeVisitBangkok

Designing a Happy Journey

สวัสดีปีใหม่ค่ะ ^^

ปีที่แล้วเราสวัสดีปีใหม่บนหน้าบล็อกตอนปลายๆ เดือนมกราคม แต่ปีนี้เราทำลายสถิติปีที่แล้ว มาสวัสดีปีใหม่ (ไทย) กันเอาตอนเดือนเมษายนเลยนะคะ ^^”

เล็กไม่ได้เขียนบล็อกเลยตั้งแต่ต้นปีเพราะมีงานหลายอย่างที่ต้องทำ อีกทั้งเพิ่งจะมีเวลาและได้แบบสำหรับการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านชั้น 1 ที่เสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปีก่อนโน้น ก็เลยค่อนข้างยุ่ง ส่วนใหญ่เราก็เลยได้แต่พูดคุยกันสั้นๆ ผ่าน Facebook Page ของ BhoomPlay ใครที่แวะเวียนไปที่เพจก็จะยังรู้ว่าครอบครัวเราไม่ได้หายไปไหน ยังสบายดีจ๊ะ ^^

130331happytrain1

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาครอบครัวเรามีโอกาสพาน้องภูมิไปดูนิทรรศการงานออกแบบรถไฟสายความสุข KYUSHU JR ที่ TCDC มาค่ะ เป็นงานนิทรรศการที่น่าสนใจ เหมาะกับผู้สนใจทุกเพศทุกวัย เลยอยากจะแนะนำและชักชวนให้ครอบครัว BhoomPlay หาเวลาไปดูกันนะคะ

130331happytrain2130331happytrain4

ชื่องานเต็มๆ ของงานนี้ก็คือ “รถไฟสายความสุข… เศรษฐกิจใหม่จากรางสู่เมือง Designing a Happy Journey: Reviving Kyushu Through Creativity” เป็นงานที่นำเสนอแนวความคิด ความเป็นมาของงานออกแบบรถไฟที่มุ่งสร้างความสุขให้กับผู้ใช้บริการรถไฟทุกวัย ผลงานของคุณเอย์จิ มิโตโอกะ นักออกแบบและนักวาดภาพประกอบ ผู้มีผลงานเป็นที่ยอมรับและได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย

130331happytrain3130331happytrain9

คุณเอย์จิ เริ่มงานออกแบบรถไฟให้กับบริษัทคิวชู เรลเวย์ คอมปานี (เจอาร์ คิวชู) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 กว่า 25 ปีในการทำงานออกแบบรถไฟ คุณเอย์จิได้ทำการปรับปรุงรถไฟ ทั้งภายนอกและภายในทั้งหมดถึง 30 ขบวน ซึ่งแต่ละขบวนล้วนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง การผสมผสานความงามของวัฒนธรรมท้องถิ่น และความใส่ใจในทุกรายละเอียดของการออกแบบของคุณเอย์อิจิ ประกอบกับการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของทีมบริหารของเจอาร์ คิวชู ได้สร้างจุดขายใหม่ของการเดินทางด้วยรถไฟ และทำให้เจอาร์ คิวชู ขึ้นมาเป็นที่หนึ่ง ทั้งที่มารับช่วงต่อจากการรถไฟญี่ปุ่นในช่วงที่กำลังประสบปัญหาขาดทุน

130331happytrain8

นอกเหนือจากการเดินชมแบบร่างรถไฟ ภาพการเปลี่ยนแปลงก่อนและหลังได้รับการออกแบบแล้ว เล็กอยากจะแนะนำให้คนที่มีโอกาสได้ไปดู ให้้ใช้เวลานั่งชมวีดีโอเรื่องราวการทำงานของคุณเอย์จิไปด้วยนะคะ เพราะจะเห็นภาพความตั้งใจ ความคิดที่ละเมียดละไม และใส่ใจในทุกรายละเอียดของเขา ซึ่งบริเวณที่นั่งชมวีดีโอก็ไม่ธรรมดาค่ะ ผู้จัดได้ใช้เก้าอี้รถไฟผลงานของคุณเอย์จิบางส่วนมาจัดไว้เป็นที่สำหรับนั่งชมด้วยค่ะ นั่งดูเพลินสบายกว่าเบาะนั่งในโรงหนังอีกนะคะ ^^ เก้าอี้ทุกแบบก็จะมีรายละเอียดให้ได้ดู ได้ค้นหา และที่ดึงดูความสนใจของน้องภูมิได้มากๆ คือถาดรองอาหารบนรถไฟ ที่ซ่อนอยู่อย่างน่าทึ่งบริเวณเท้าแขนของเก้าอี้ กลไกในการดึงออกมาใช้นอกจากจะทำให้เราทึ่งแล้ว มันยังน่าสนใจและน่าค้นหามากๆ สำหรับเด็กชายภูมิ น้องภูมิง่วนอยู่ตรงนี้นานเลยค่ะ เมื่อค้นหาวิธีและเข้าใจแล้วก็ยังคอยทำหน้าที่นำเสนอวิธีให้กับคนที่เพิ่งเข้ามาด้วยค่ะ :D

130331happytrain7

และที่ประทับใจคนเป็นเป็น พ่อ-แม่อย่างเรามากๆ ก็คือ รถไฟสายความสุขของคุณเอย์จิ ให้ความสำคัญกับเด็กๆ มากค่ะ ตั้งแต่มีมุมหนังสือเล็กๆ สำหรับเด็ก รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ดึงดูดความสนใจระดับสายตาของเด็กๆ สนามเด็กเล่นบนรถไฟ จุดชมวิว เก้าอี้และหน้าต่างที่มีขนาดพอเหมาะกับผู้โดยสารตัวน้อย ซึ่งทุกสิ่งอย่างที่คุณเอย์จิพยายามปรับปรุงนั้นมาจากพื้นฐานที่ว่า อยากให้มีสิ่งที่ผู้โดยสารคิดว่า “ถ้ามีอย่างนี้ก็คงดีสินะ” :)

130331happytrain5

งานนิทรรศการครั้งนี้มีรายละเอียดสำหรับการเดินชมและเดินเก็บความรู้ค่อนข้างมาก แต่เล็กกับคุณก๊อกก็มีเวลาได้เดินเก็บรายละเอียดได้อย่างเต็มที่ เพราะผู้จัดได้ยกเอาสนามเด็กเล่นบนรถไฟที่คุณเอย์จิออกแบบไว้ มาให้เด็กๆ ได้เล่นกันด้วย น้องภูมิไปเล่นแล้วก็ได้เจอเพื่อนใหม่ เล่นกันเพลินลืมป๊ากับแม่ไปเลยค่ะ :D

130331happytrain6

ภายในส่วนจัดแสดงนิทรรศการจะมีภาพผลงานการออกแบบของคุณเอย์จิ ให้ดูอย่างจุใจ ไม่มีกั๊ก และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้นิทรรศการในครั้งนี้จำเป็นต้องขอความร่วมมือผู้เข้าชมงดถ่ายภาพในห้องจัดแสดงทั้งหมด เพราะทุกอย่างมีลิขสิทธิ์ แต่ที่เราสามารถเก็บภาพมาฝากแฟนบล็อกได้ เพราะคุณก๊อกติดต่อทาง TCDC เพื่อขออนุญาตแล้ว (หากใครต้องการเก็บภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์ สามารถติดต่อไปที่ทาง TCDC ก่อนได้นะคะ)

130331happytrain12130331happytrain10130331happytrain11

งานนี้จะมีจัดแสดงที่ TCDC ตั้งแต่ 16 มี.ค. ถึงวันที่ 28 พ.ค.  2556 นะคะ เล็กอยากให้หาเวลาพาเด็กๆ ไปดูกัน นิทรรศการดีๆ มาตรฐานญี่ปุ่น แถมให้ชมฟรีอย่างนี้ ไม่อยากให้พลาดจริงๆ ค่ะ :)

*TCDC ปิดทำการทุกวันจันทร์ และวันหยุดสงกรานต์นะคะ

ไปญี่ปุ่นกันมั๊ย.ย.. はい! (ตอนที่ 7)

หนาวๆ ฝันๆ ที่ Rokkō-san ♫♪

วันสุดท้ายในญี่ปุ่นของเรา เราอยู่ที่โกเบกันค่ะ โกเบเป็นเมืองเล็กๆ ที่ท่องเที่ยวที่เราวางแผนว่าจะไปเราก็สามารถไปได้ครบตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ทั้ง Tetsujin 28 Monument, ย่าน Sannomiya, และอ่าวโกเบ เช้าวันนี้เล็กกับคุณก๊อกเลยตื่นขึ้นมาแบบไม่มีแผนเลยว่าจะไปไหนดี น้องอันกับคุณแม่และน้องแอนนั่งรถไฟไปเที่ยวโอซาก้ากัน แต่เราเพิ่งไปโอซาก้าเมื่อ 2 วันก่อน เลยคิดว่าจะอยู่เดินโต๋ๆ เต๋ๆ ที่โกเบดีกว่า

เล็กเคยอ่านเจอข้อมูลจากที่เมืองไทยว่า ที่โกเบมีพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีอยู่บนภูเขา จำได้แค่นี้เลยค่ะ (ชื่อก็จำไม่ได้, พิกัดก็ไม่รู้ *.*) วันแรกที่เรามาถึงโกเบ เล็กก็พยายามถามคนที่นี่ว่าพอจะรู้ไม๊ว่าพิพิธภัณฑ์ประมาณนี้อยู่ที่ไหน แต่ถามใครก็ไม่มีใครรู้จัก (แถมคนที่โกเบที่เราเจอส่วนใหญ่ก็พูดภาษาอังกฤษกันไม่ค่อยได้ซะด้วย) คุณก๊อกหาดูใน Lonely Planet ที่พกไปด้วยก็ไม่มีข้อมูล, พลิกดูในแผ่นพับข้อมูลท่องเที่ยวทุกแผ่นที่มีก็ไม่พบ, จะหาข้อมูลเพิ่มเติม sim internet ที่พี่ตุ่มให้มาก็ใช้หมดแล้ว, ที่โรงแรมก็ไม่มี wifi, คอมพิวเตอร์หยอดเหรียญก็เป็นภาษาญี่ปุ่น -_-’

วันสุดท้ายของเราก็เลยดูเหมือนเราจะไม่มี plan อะไร จนกระทั่งเล็กหยิบคู่มือบัตรโดยสารรถ Kanzai Thru Pass ขึ้นมาพลิกๆ ดูสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองโกเบ ก็ไปเจอกรอบเล็กๆ (ไม่มีรูปด้วย) เขียนว่า Rokko Orgel Museum อ่านคำอธิบายสั้นๆ แล้ว..ใช่เลย…ต้องเป็นที่นี่แน่ๆ พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี!

ขอบคุณพระเจ้า ในที่สุดเราก็รู้แล้วว่าจะไปไหนดี ^^

เราต้องขึ้นรถไฟ ไปต่อรถเมล์ขึ้นไปบนเชิงเขา จากนั้นก็ขึ้น Cable car ขึ้นไปบนภูเขา Rokko และต่อรถเมล์อีกครั้งเพื่อไปยังพิพิธภัณฑ์ ใช้เวลาเดินทางทั้งหมดประมาณ 45 นาที เป็น 45 นาทีที่เราต้องปรับตัวจากอุณหภูมิประมาณ 22 องศาลงมาเป็น 8 องศา แบบไม่ได้ทำใจมาก่อนเลย… +.+’

Cable Car ที่นี่ สวยคลาสสิคมากๆ เลยค่ะ ในขบวนจะมีทั้งแบบตู้กระจก และตู้แบบ Open air รอบที่เรานั่งขึ้นไปมีผู้โดยสารรวมเราแล้ว แค่ 5 คนเท่านั้น >.< บรรยากาศ 2 ข้างทางเป็นป่าสน ต้นไม้-ดอกไม้ บนภูเขาสวยสดชื่นมากๆ ค่ะ ยิ่งรถพาเราสูงขึ้นเท่าไหร่ อากาศก็ยิ่งเย็นมากขึ้น มากขึ้น เท่านั้น หมอกเริ่มขาวโพลนจนมองแทบไม่เห็นอะไร เมื่อถึงสถานีปลายทางปุ๊บ เราก็ต้องรีบเอาเครื่องกันหนาวทุกอย่างเท่าที่มีในกระเป่าออกมาใส่ทันที ไม่ได้คิดว่าจะขึ้นมาเจอหนาวอย่างนี้จริงๆ ค่ะ เพราะข้างล่างในตัวเมืองไม่ค่อยหนาวแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่แจ๊คเก็ตและถุงมือของน้องภูมิยังอยู่ในเป้ของเขา 

เราเข้าไปหลบหนาว ตั้งหลักกันในสถานีเพื่อรอต่อรถเมล์ไปยังพิพิธภัณฑ์ สถานีรถ Cable Car ข้างบนนี้มีเสน่ห์มากๆ ค่ะ เป็นสถานีเล็กๆ เก่าๆ ตกแต่งแบบคลาสสิค มีคนประปราย ข้างนอกหมอกลงจัดเหมือนเมืองในฝัน ภายในสถานีจะได้ยินเสียงเพลงกล่องดนตรีเบาๆ โรแมนติกสุดๆ …เราคงใกล้ถึงพิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีแล้วสิเนี่ย ^^

และขณะที่กำลังเดินดูกันอยู่ เราก็ได้ยินเสียงเพลงกล่องดนตรีบรรเลงเป็นเพลง Tonari No Totoro!!!! น้องภูมิรีบวิ่งมาหาเล็กแล้วบอกเล็ก “แม่คับ..เพลงโตโตโร่” เล็กเลยบอกน้องภูมิว่าสงสัยโตโตโร่มารับเรา :D

เรานั่งรถบัสไปอีกประมาณไม่ถึง 10 นาที ก็ถึง Rokko International Musical Box Museum พอลงจากรถได้เล็กก็เพ้อเลยค่ะ หนาวมาก.ก.ก. สวยมากก..ก… อาคารพิพิธภัณฑ์เหมือนบ้านไม้หลังใหญ่ในนิทาน บริเวณโดยรอบมีต้นไม้ ดอกไม้ ลำธาร และตอนนี้ทุกอย่างขาวโพลนไปด้วยหมอก เป็นที่ที่สวยและน่าประทับใจที่สุดในทริปนี้เลยค่ะ (นึกถึงทีไรก็มีความสุข ^^)

หลังจากซื้อตั๋วเสร็จ เจ้าหน้าที่ก็แนะนำให้เราไปชมคอนเสิร์ตกล่องดนตรีก่อนเลย เพราะใกล้จะถึงเวลาแสดงแล้ว พอเข้าไปในห้องแสดงก็ถึงกับอึ้งค่ะ มีผู้ชมที่นั่งรอชมการแสดงอยู่ประมาณกว่า 70 คน ที่อึ้งเพราะตั้งแต่เรานั่ง Cable Car และต่อรถเมล์มาถึงที่นี่ เราเจอคนอยู่ไม่ถึง 10 คน ตอนแรกนึกสงสัยว่าเขามากันยังไงนะนี่นะ แต่พอนึกๆ ดูแล้ว ก็จำได้ว่าตรงลานกว้างทางเข้าพิพิธภัณฑ์มีรถจอดอยู่เต็มลาน อ่อ…เขาคงขับรถกันมา นักท่องเที่ยวที่เราเจอที่นี่เป็นชาวญี่ปุ่นทั้งหมด ไม่มีชาวต่างชาติเลยค่ะคอนเสิร์ตกล่องดนตรี ก็คือการแสดงความสามารถของกล่องดนตรีที่อลังการงานสร้างมากๆ หน่ะค่ะ บางตัวใหญ่เท่าตู้เสื้อผ้า ภายในบรรจุไวโอลิน 4-5 ตัว พร้อมบรรเลงบทเพลงคลาสสิคเมื่อไขลาน บางตัวไม่ใหญ่มากแต่มีความสามารถที่ซับซ้อน น่าทึ่ง แต่ละกล่องล้วนน่าตื่นตาตื่นใจ แม้แต่น้องภูมิยังตั้งใจดูจนจบการแสดงเลยค่ะ ทั้งๆ ที่เราฟังเจ้าหน้าที่บรรยายไม่รู้เรื่องเลยซักคำ (ระหว่างแสดงคอนเสิร์ตไม่อนุญาติให้ถ่ายภาพ หรือวีดีโอ เลยไม่มีภาพการแสดงมาฝากนะคะ)

เสร็จจากคอนเสิร์ตท้องก็เริ่มร้องเพราะใกล้เที่ยงแล้ว เล็กถามเจ้าหน้าที่ถึงร้านอาหารเธอก็ชี้ไปที่คาเฟ่ของพิพิธภัณฑ์ ดูจากภายนอกแล้วก็แอบหวั่นใจ เพราะเป็นคาเฟ่ที่ดูเก๋ไก๋ หะรูหะราใช้ได้เลย ตังค์จะพอไม๊เนี่ยเรา >.< วันนี้เป็นวันสุดท้ายของเรา เงินสดที่เหลือในกระเป๋าก็มีไม่มากแล้ว (ที่ญี่ปุ่นร้านอาหารส่วนใหญ่ไม่รับบัตรเครดิตค่ะ) แต่ก็คิดว่ายังไงก็คงต้องทานล่ะ เพราะถ้าไม่ทานที่นี่ก็ไม่รู้จะออกไปทานที่ไหน (ข้างนอกเห็นมีแต่ป่าสน >.<)

แต่พอเราเปิดเมนูอาหารเท่านั้นแหละค่ะ ก็ต้องหลงรักที่นี่มากเข้าไปอีก ราคาอาหารไม่ต่างจากราคาอาหารข้างนอกเลย แถมรสชาติและบริการก็ดีมากๆๆๆ สถานที่ท่องเที่ยวประเภทพิพิธภัณฑ์ที่ญี่ปุ่นที่เรามีโอกาสได้ไปจะเป็นอย่างนี้แทบทั้งหมดเลยค่ะ เขาจะไม่ฉวยโอกาสด้วยการตั้งราคาแพงๆ เลย  (นึกถึงว่าถ้าเป็นเมืองไทยนะ…เราต้องโดนโขกแน่ๆ =.=’)

หลังจากอิ่มแล้ว เราก็เดินชมสารพัดกล่องดนตรีที่ชั้น 2 และชั้น 3 ที่น้องภูมิดูจะชอบใจมากที่สุด ก็คือเจ้าตัวนี้ค่ะ ที่สามารถบรรเลงเพลงไปพร้อมกับพ่นฟองสบู่ฟุ้งๆ ฝันๆ อย่างนี้ไปด้วย เพลินมากๆ ค่ะ ^^ ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีกล่องเพลงโบราณที่น่าสนใจอีกมากมาย รายละเอียดลองหาอ่านจาก google นะคะ (รู้สึกว่าโพสนี้เล็กจะเขียนยาวมากแล้ว :P)

เดินชมครบแล้ว เขาคงรู้ว่าใครได้มาเที่ยวที่นี่ก็คงจะอยากได้กล่องเพลงน่ารักๆ กลับไปเป็นที่ระลึกแน่ๆ ที่ร้านขายของที่ระลึกของที่นี่ก็เลยมีกล่องเพลงน่ารักๆ เพีย.ย..ย..บเลยค่ะ จะเอาแบบไหนก็มีหมด หรือจะเลือกเพลง เลือกกล่องเองก็ได้นะคะ มีเจ้าหน้าที่พร้อมประกอบให้ค่ะ (รับบัตรเครดิตด้วย ^^v) สำหรับเล็กเอง ด้วยความที่ต้องมนต์เพลงโตโตโร่มาตั้งแต่สถานี Cable Car แล้ว ก็ต้องสอยเพลงนี้แหละค่ะ :D

เล็ก คุณก๊อก และน้องภูมิ ชอบและประทับใจที่นี่มากๆ ถ้าใครมีโอกาสไปเที่ยวที่โกเบ ลองหาเวลาแวะไปนะคะ ถ้าไปตอนช่วงที่ไม่หนาวมาก ในบริเวณของพิพิธภัณฑ์ยังสวนดอกไม้กลางแจ้งให้เดินชมด้วยค่ะ ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ก็เชื้อเชิญเราให้ไปชมนะคะ แต่เเราสู้ความหนาวไม่ไหวจริงๆ ไม่ได้เตรียมตัวมาเลยต้องขอตัว :D

โพสนี้คงจะเป็นโพสปิดท้ายทริปเที่ยวญี่ปุ่นของเราแล้วนะคะ ความจริงแล้วยังมีเรื่องที่อยากเล่าเกี่ยวกับ เกียวโต โอซาก้า และร้านน่ารักๆ ที่โกเบ อีกเยอะเลยค่ะ แต่คิดว่าถ้ารอมีเวลาแล้วค่อยมาเขียนอีก “ไปญี่ปุ่นกันมั๊ย.ย.. はい!” ของเราอาจจะเป็นมหากาพย์ลากยาวไปอีก 2 เดือนแน่ๆ :P พอแค่นี้ก่อนละกันนะคะ

* เพื่อนๆ แฟนบล็อก ที่แวะเข้ามาอ่านตรงนี้ รบกวนกด like ที่ปุ่ม Like ท้ายบทความ(ข้างล่าง) เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ (ไปเม้นท์ที่ FB เพจกันหมด เดี๋ยวตรงนี้จะเหงานะ ^^ ♥)

ดูภาพจาก Rokko International Musical Box Museum ทั้งหมดได้ที่ Facebook Page ของ BhoomPlay นะคะ :)

* ค่ารถ Cable Car ถ้าซื้อแบบไป-กลับ ผู้ใหญ่คนละ 1000¥ ค่ะ
* ค่าเข้าชม Rokko International Musical Box Museum ผู้ใหญ่คนละ 1000¥ ค่ะ (สามารถใช้คูปองส่วนลดที่แนบอยู่ใน คู่มือบัตรโดยสารรถ Kanzai Thru Pass ได้ค่ะ)
* ค่าใช้จ่ายทั้ง 2 อย่าง เด็กเล็กอย่างน้องภูมิฟรีค่ะ :D

Previous Older Entries

© 2010 แม่น้องภูมิ All rights reserved.

สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าลอกเลียนหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความ รูปภาพจากเว็บไซต์แห่งนี้ไปใช้ทั้งโดยเผยแพร่และการอ้างอิง และ/หรือเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาติเป็นลายลักษณ์อักษรจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 583 other followers

%d bloggers like this: