เรื่องราวในตัวหนังสือ

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา เล็กเห็นว่าน้องภูมิ 4 ขวบแล้ว น่าจะมีสมาธิพอจะฟังเรื่องเล่ายาวๆ จากหนังสือที่ไม่มีภาพได้ เล็กเลยเลือกหนังสือที่มีอยู่ในบ้าน (หนังสือผู้ใหญ่ ที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์และเข้าใจง่าย) มาลองอ่านให้น้องภูมิฟังก่อนนอน มีทั้งหนังสือชีวประวัติบุคคลสำคัญของโลก (เป็นตอนสั้นๆ) หนังสือเรื่องสั้นที่จบเป็นตอนๆ และหนังสือแปลที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องรอบตัว การได้อ่านหนังสือประเภทนี้ให้ลูกฟัง ก็ทำให้เล็กรู้ว่าลูกยังไม่รู้คำศัพท์ง่ายๆ หลายคำ เพราะยังไม่มีโอกาสใช้หรือได้ยิน เวลาฟังเล็กอ่านน้องภูมิก็จะถามเป็นระยะๆ ว่าคำนี้ คำนั้นแปลว่าอะไรเล็กดูแล้วน้องภูมิสามารถฟังได้นาน เลยหาซื้อวรรณกรรมสำหรับเด็กแบบเรื่องยาวมาอ่านให้ฟัง เล็กเลือก “โต๊ะโต๊ะจัง เด็กหญิงข้างหน้าต่าง” เป็นเล่มแรก เพราะนอกจากจะเป็นเรื่องที่เล็กชอบมากเรื่องหนึ่งแล้ว เนื้อหาของโต๊ะโต๊ะจังก็ยังสวยงาม จรรโลงใจ และเป็นบันทึกที่เกิดขึ้นในช่วงวัยที่ใกล้เคียงกับน้องภูมิ เด็กน้อยได้ฟังแล้วติดหนึบทีเดียวค่ะ เราอ่านต่อเนื่องจนจบเล่มในเวลาไม่ถึงเดือน ^^ (270 หน้า) น้องภูมิจะนอนหนุนตักแม่และฟังอย่างตั้งใจได้นาน ชนิดที่ว่าถ้าแม่ไม่เลิกอ่าน ก็คงจะนอนฟังไปเรื่อยๆ >.< เล็กแอบสังเกตดูเวลาที่เขาฟัง จะเห็นแววตาใสๆ จ้องเหม่อไปบนเพดานเหมือนกำลังจินตนาการตามไปอย่างสนุก และเศร้าไปตามเนื้อเรื่อง

หลังจากอ่านเล่มแรกจบเล็กก็เริ่มหาเล่มต่อไป ค้นหาจากหน้าเว็บนี่หล่ะค่ะ จนไปเจอเรื่อง “ลาแสนรู้” หรือ “Les  Mémoires  d’un  Âne” เล็กไม่รู้เลยว่าเนื้อเรื่องเป็นอย่างไรเพราะยังไม่เคยอ่าน แต่จากเรื่องย่อและรายละเอียดของหนังสือที่ระบุว่าได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 10 วรรณกรรมเยาวชนคลาสสิกของฝรั่งเศส ก็เพียงพอที่จะทำให้เล็กกดสั่งซื้อแล้วค่ะ ^^

วันที่ได้รับหนังสือถึงรู้ว่า เป็นวรรณกรรมแปลที่มีภาพประกอบด้วย >.< และเป็นภาพประกอบสีน้ำที่สวย สบายตา น่ารักมากๆ ทีเดียว มีทั้งที่เป็นภาพสีและภาพขาวดำ จังหวะและรายละเอียดของภาพก็พอเหมาะ พอเจาะ สำหรับหนังสืออ่านประเภทนี้ ดูแล้วคิดว่าน่าจะช่วยเป็นภาพนำทางให้จินตนาการของเด็กน้อยได้เป็นอย่างดีตอนแรกที่เปิดดู เล็กคิดว่าภาพประกอบในเล่มนี้เป็นภาพที่มาพร้อมกับต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส แต่เมื่อพลิกอ่านคร่าวๆ ก็พบว่าเป็นงานวาดของนักวาดประกอบชาวไทย >.< แถมเป็นคนที่เล็กและน้องภูมิรู้จักดี เพราะที่บ้านมีงานหนังสือเด็กของเธออยู่ 2-3 เล่ม และได้มีโอกาสรู้จักกันผ่านพี่ๆ น้องๆ ใน Facebook มาเกือบ 2 ปีแล้ว

ป้าอ้อย (ของน้องภูมิ) หรือ คุณวชิรวรรณ ทับเสือ นักวาดภาพประกอบหนังสือเด็กที่หลายๆ คนน่าจะเคยเห็นผลงานภาพวาดน่ารักๆ แฝงอารมณ์สดใส อบอุ่น เป็นผู้วาดภาพประกอบให้ “ลาแสนรู้” ค่ะ ตอนที่ได้รู้ว่าเป็นผลงานของป้าอ้อย เล็กกับคุณก๊อกภูมิใจ ปลื้มใจอย่างกับเป็นงานของตัวเองเลยทีเดียว >.< (รูปสวยจริงๆ ค่ะป้าอ้อย น้องภูมิมักจะมาพลิกเปิดดูรูปอย่างละเอียดทุกครั้งที่อ่านจบตอน ^_^)

เราใช้เวลาอ่านเล่มนี้กันไม่ถึง 2 สัปดาห์ก็จบค่ะ (180 หน้า) “ลาแสนรู้” เป็นเรื่องราวในบันทึกของเจ้าลาตัวหนึ่ง ซึ่งฉลาดมาก ชีวิตของมันต้องระหกระเหิน เปลี่ยนเจ้านายหลายครั้ง เพราะความอวดดีของมัน แต่มันก็ค่อยๆ ได้รับบทเรียนชีวิตไปทีละน้อย และเปลี่ยนแปลงเป็นลาที่ดีในทีี่่สุด ตัวละครในเรื่องนี้จะมีมิติทางอารมณ์ที่ขับเคลื่อนพฤติกรรมในหลากหลายรูปแบบ ทั้งดีและไม่ดี มีความเป็นจริงที่จับต้องได้มากขึ้นอีกนิดสำหรับน้องภูมิ อ่านไปแล้วก็มีเรื่องให้พูดคุยกันต่ออีกเยอะแยะ สำหรับเล็กเองการอ่านได้เรื่องราวอย่างนี้ให้ลูกฟังก็เป็นการอบรมสั่งสอนลูกในแบบที่เพลิดเพลินมากค่ะ

เวลาที่อ่านเรื่องยาวๆ อย่างนี้ เล็กจะอ่านและหยุดเป็นระยะเพื่อเช็คว่าน้องภูมิยังเข้าใจเนื้อเรื่องและตามทัน โดยใช้คำถามเช่น “ลูกรู้ไม๊ว่า ทำไมออกุสต์ถึงไม่อยากเข้าใกล้กาดิชง (เจ้าลาตัวเอกของเรื่อง) ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้โกรธหรือเกลียดมัน” บางครั้งน้องภูมิก็จะถามเองว่าคำนี้หมายถึงอะไร หรือถ้าฟังเพลินๆ แล้วน้องภูมิไม่ได้ถาม แต่เล็กรู้ว่าคำนี้ลูกน่าจะไม่รู้จัก เล็กก็จะหยุดถามเขาว่ารู้ไม๊คำนี้หมายถึงอะไร ถ้าเขาส่ายหน้าเราก็อธิบาย

และที่สำคัญที่สุด การได้อ่านกันอย่างนี้กันเป็นประจำก็ทำให้น้องภูมิรู้ว่า ข้างในหนังสือ และเจ้าตัวหนังสือที่เขายังอ่านไม่ได้นั้น มันมีเรื่องราวที่น่าสนใจอยู่มากมาย และสนุกซะด้วยสิ :D

*ภาพประกอบหนังสือสวยๆ ในโพสนี้ เล็กหยิบยืมมาจากบล็อกของป้าอ้อย Littleblackoz Studio แวะเข้าไปทักทาย ให้กำลังใจ และอ่านแนวคิดเบื้องหลังภาพวาดน่ารักๆ กันได้นะคะ ^^

ของเล่น : คุณค่า ความหวัง และความหมายที่มากกว่า “การเล่น”

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเล็กมีโอกาสได้ไปแบ่งปันในงานเสวนาเรื่อง ของเล่น: คุณค่า ความหวัง และความหมายที่มากกว่า “การเล่น” (หนึ่งในกิจกรรมของงานนิทรรศการการละเล่นของประเทศทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ “Traditional Children’s Game in South-East Asia”) ที่มิวเซียมสยามมา เลยเก็บเอาเรื่องเล่าและภาพบรรยากาศมาฝากนะคะ
เนื้อหาของงานเสวนาในวันนี้ หลักๆ จะเป็นการพูดคุยและแบ่งปันเกี่ยวกับคุณค่าและความหมายของของเล่น จากมุมมองของเล็กและคุณวีรวัฒน์ กังวานนวกุล จากพิพิธภัณฑ์เล่นได้ จังหวัดเชียงราย โดยมีคุณนงลักษณ์  สุขใจเจริญกิจ เป็นผู้ดำเนินรายการเล็กพอมีเวลานิดหน่อยก่อนเริ่มงานเสวนา จึงมีโอกาสได้เดินชมของเล่นพื้นบ้านที่ถูกนำมาจัดแสดงที่บริเวณระเบียงชั้น 3 ของมิวเซียม ของเล่นมากมายถูกจัดวางเรียงรายอยู่ 2 ข้างทางเดิน มีเยอะจนหยิบไม่ถูกเลยค่ะ ส่วนใหญ่เป็นของเล่นที่มีเล่นกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่า หลายชิ้นเล็กก็เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกค่ะ ของเล่นบางชิ้นหน้าตาดูธรรมดาๆ แต่พอได้รู้วิธีเล่นเท่านั้นแหละค่ะอดไม่ได้ที่จะต้องร้องโอ้โหออกมา น้องภูมิเองก็สนุกมากๆ ค่ะเพราะของเล่นที่จัดแสดงนั้นสามารถหยิบเล่นได้ทุกอย่างเลยค่ะ แต่ที่ชอบที่สุดก็เห็นจะเป็นของเล่นชิ้นใหญ่ๆ อย่าง รถเข็นไม้, รถสามล้อ, ลังไม้ติดล้อ ที่เล่นสนุกกับพี่ภู (ลูกชายแม่จิ๋ว) อยู่นานทีเดียว

เราเริ่มงานเสวนากันประมาณบ่ายโมงครึ่ง เราคุยกันถึงของเล่น คุณค่าของของเล่น และความหมายที่มากกว่าความสนุก โดยคุณวีรวัฒน์ กังวานนวกุล ได้ให้ความรู้และมุมมองในแง่ของของเล่นพื้นบ้านในอดีต ส่วนเล็กพูดถึงมุมมองในฐานะที่เป็นคุณแม่ที่ทำของเล่นให้ลูกเอง ซึ่งตอนแรกเล็กเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทั้งสองมุมมองมีจุดเหมือนอย่างไร (จุดต่างพอมองเห็นค่ะ) แต่เมื่อได้พูดคุยแลกเปลี่ยนมุมมองกันแล้ว ก็ได้เห็นว่าสิ่งที่เล็กทำก็ไม่ต่างกับพ่อเฒ่าแม่เฒ่าในอดีตเลย คือการทำของเล่นให้ลูกเล่นเองโดยใช้สิ่งที่มีอยู่รอบๆ ตัว ผ่านความคิด ความรู้และประสบการณ์ของตัวเอง ประดิษฐ์ออกมาเป็นของเล่นง่ายๆ ให้ลูกเล่น ต่างกันเพียงแค่สิ่งแวดล้อมและยุคสมัยที่ต่างกัน

หากเรามองแต่เพียงตัวของเล่น ของเล่นทำมือจะไม่หวือหวา น่าสนใจมากเท่ากับของเล่นสำเร็จรูปที่มีทั้งกลไกไฟฟ้า แสง เสียงที่สามารถดึงความสนใจของเด็กได้ทันที แต่ก็มั่นใจได้ว่าของเล่นทำมือเหล่านี้ปลอดภัยต่อจินตนาการและความบริสุทธิ์สดใสของวัยเด็ก ไม่ยึดติดกับของเล่น.. แต่สนุกกับการเล่น ไม่สำเร็จรูป..แต่สมบูรณ์เท่าที่จินตนาการจะพาไป

เล็กอยากให้คุณพ่อคุณแม่ยุคนี้ลองมองหาของเล่นทำมือเป็นทางเลือกให้กับเด็กๆ ดูบ้างนะคะ ถ้าพอจะสามารถทำเองได้ก็ลองทำเอง หรือถ้าไม่ถนัดก็อาจจะสนับสนุนของเล่นพื้นบ้านหรือของเล่นทำมือดูนะคะ นอกจากเป็นการส่งเสริมให้เด็กๆ ได้ใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาในการเล่นแล้ว ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์ของเล่นพื้นบ้านไม่ให้สูญไปด้วยค่ะ

หลังจบงานเสวนา มีกิจกรรมฝึกทำของเล่น โดยทางพิพิธภัณฑ์เล่นได้ ได้จัดเตรียมอุปกรณ์และผู้สอนมาสอนให้อย่างเต็มที่ ชนิดที่เรียกได้ว่าใครขยัน-ตั้งใจ อาจจะมีของเล่นพื้นบ้านที่ตัวเองทำเองติดไม้ติดมือกลับไปคนละ 5-6 ชิ้นเลยค่ะ เล็กเองถ้าไม่ติดว่าต้องสอนทำหุ่นนนิ้วกระดาษก็อยากจะลงไปร่วมทุกวง หัดทำทุกชิ้นเลยค่ะ ^^ 

เล็กสอนไปจนคนเริ่มซาลงหน่อย เหมือนคุณปู (เจ้าหน้าจากมิวเซียมสยาม ที่ดูแลและอำนวยความสะดวกให้เราตลอดงาน) จะอ่านใจเล็กออก คุณปูเสนอตัวรับหน้าที่ดูแลโต๊ะหุ่นนิ้วให้เพื่อให้เล็กได้ไปหัดทำของเล่นพื้นบ้าน (ขอบคุณมากๆ เลยนะคะคุณปู ^^)  เล็กเลยได้หัดทำกังหันลมรูปดอกไม้ก่อนกลับ เป็นกังหันที่มีรูปแบบน่ารักมากๆ เลยค่ะ :D

เป็นอีกหนึ่งวัน และอีกหนึ่งงานที่เล็กได้ความรู้และประทับใจมากๆ ค่ะ ต้องขอบคุณมิวเซียมสยามและองค์การยูเนสโกที่จัดนิทรรศการเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อสะกิดเตือนเราให้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของของเล่นพื้นบ้าน ขอบคุณพิพิธภัณฑ์เล่นได้ จ. เชียงราย ที่ช่วยสืบสานและอนุรักษ์ของเล่นเหล่านี้จนมีมาให้เราได้เห็น ได้จับเล่นในวันนี้ (จับเล่นได้ทุกชิ้นเลยค่ะ ^^)

ของเล่นพื้นบ้านจากพิพิธภัณฑ์เล่นได้ จ. เชียงราย กว่า 100 ชิ้น จะยังมีจัดแสดงไปจนถึงวันที่ 16 กันยายน นี้ค่ะ (ชมฟรี) ใครที่เข้ามาอ่านแล้วฝากกดปุ่ม Like ด้านล่างหรือ แชร์ต่อด้วยนะคะ อยากให้เด็กๆ ได้ไปดู ได้ไปเล่นกันเยอะๆ ค่ะ :D

ดูภาพบรรยากาศทั้งหมดของงานได้ที่ Facebook Page ของ BhoomPlay นะคะ

รักของแม่… ออกแบบได้ :D

เมื่อวานนี้ (9 ส.ค. 55) เล็กและคุณก๊อกได้มีโอกาสไปร่วมงานแถลงข่าว การแจกจ่ายของเล่น 10,000 ชิ้น ที่ได้จากโครงการ Mom-made Toys สู่เด็กที่มีความต้องการพิเศษทั่วประเทศ ตามคำเชิญชวนของน้องชายคนหนึ่งที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักของโครงการฯ

จากจุดเริ่มต้นจนถึงวันนี้ ตลอดเวลากว่า 1 ปีที่ผ่านมา ทุกๆ คนที่มีส่วนร่วมในโครงการนี้ ทั้งคุณแม่ๆ, นักออกแบบและพัฒนาของเล่น, ผู้เชี่ยวชาญ, หมอ, ครู, บริษัทผู้ผลิตของเล่น Plan Toys, และทีมงานในโครงการฯ ได้ทำการพัฒนาของเล่นจากไอเดียต้นแบบที่ได้จากการระดมสมองร่วมกัน จนได้ออกมาเป็นของเล่นสำหรับเด็กที่มีความต้องการ 3 แบบด้วยกัน คือ “My Mood” สำหรับเด็กออทิสติก, “Braille Domino” สำหรับเด็กที่มีปัญหาทางสายตา และ “Fiendly Free-Weight” สำหรับเด็กพิการทางสมองโดยของเล่นแต่ละแบบ จะมีคุณแม่ที่เป็นเจ้าของแนวความคิดขึ้นมาเล่าถึงที่มาที่ไป และอธิบายว่าของเล่นแบบนั้นๆ ดีอย่างไร ตอบโจทย์และช่วยพัฒนาเด็กๆ ที่มีความต้องการพิเศษแต่ละกลุ่มอย่างไร ฟังแล้วรู้สึกได้เลยค่ะว่าของเล่นทั้ง 3 แบบที่สำเร็จออกมานั้น เป็นของเล่นที่ได้รับการออกแบบมาด้วยความรักและความใส่ใจจริงๆ (สามารถเข้าไปดูรายละเอียดของของเล่นแต่ละชิ้นได้ที่เพจ Mom-Made Toys นะคะ)

ของเล่นแบบนี้ หาซื้อที่ไหนในโลกก็ไม่ได้ค่ะ

และแม้ว่าของเล่นในโครงการนี้จะเป็นของเล่นที่ถูกผลิตมาเพื่อการแจกไม่ใช่การขาย แต่บริษัท Plan Toys ก็ได้ผลิตทุกชิ้นตามมาตรฐานการส่งออก มีความแข็งแรงปลอดภัยสำหรับเด็ก และจากที่เล็กได้สัมผัสของเล่นที่ผลิตออกมาจริงแล้ว บอกได้เลยค่ะว่าคุณภาพดีจริงๆ และของเล่นเหล่านี้กำลังจะถูกแจกออกไปฟรีๆ ค่ะ :D ต้องขอขอบคุณผู้ที่มีส่วนร่วมในการบริจาคเงินทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะคะเล็กเชื่อเหลือเกินว่า ของเล่นทุกชิ้นจากโครงการนี้ที่กำลังจะถูกแจกออกไป จะนำพาความรัก ความหวัง ความปราถนาดี และเรื่องราวดีๆ (ที่ยังพอมีอยู่ในสังคมเรา) ให้กระจายออกไป เป็นกำลังใจและแรงบันดาลใจให้คุณแม่ที่มีหัวใจพิเศษ และเป็นความสุขเล็กๆ ของลูกที่เกิดมาพิเศษ

ขอบคุณพระเจ้าที่วันนี้เล็กได้มีโอกาสได้มาอยู่ท่ามกลางความรักของแม่ๆ กลุ่มนี้อีกครั้ง แม่ๆ ที่ี่มีความรักที่เรียบง่ายแต่ยิ่งใหญ่ แม่ที่ไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่า การเห็นลูกมีลมหายใจ, ขยับเนื้อขยับตัว, มีความสุข, รับรู้และตอบสนองความรักของแม่ได้บ้าง และได้รับความเคารพในฐานะของคนอีกคนหนึ่งในสังคม เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ว่าจะต้องเหน็ดเหนื่อยและทุ่มเทแรงกายแรงใจมากมายสักเท่าใดก็ตาม

อยากให้เราเป็นกำลังใจให้กับแม่ๆ เหล่านี้ด้วยนะคะ กำลังใจของเราสามารถทำได้ง่ายๆ คือความเข้าใจ เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อย่าให้เราเห็นเพียงแค่เด็กพิการแต่ให้เรามองเห็นหัวใจของคุณแม่เหล่านี้ด้วยนะคะ เพราะไม่ว่าเราจะมีลูกแบบไหนเราก็เป็นแม่เหมือนกันค่ะเล็กขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้กับแม่นก, แม่อ้อน, แม่พิม, แม่น้อย และคุณแม่ที่มีหัวใจพิเศษทุกๆ คนด้วยนะคะ รวมถึงทีมงานทั้งหมดที่ทำงานนี้ด้วยใจ จากศูนย์จนสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง เป็นความสุขและความหวังกับครอบครัวของเด็กๆ ที่มีความต้องการพิเศษอีกหลายพันครอบครัว

…การให้เป็นเหตุให้มีความสุข ยิ่งกว่าการรับ…
กิจการ 20:35

สำหรับคนที่อยากจะช่วยเหลือโครงการ Mom-Made Toy นี้ ทางทีมงานยังเปิดรับเงินบริจาคอยู่นะคะ เงินที่บริจาคไปจะนำไปผลิตของเล่นเพิ่มเติมค่ะ รายละเอียดตามนี้ค่ะ
คณะบุคคล มัม-เมด ทอยส์ เลขบ/ช 646-2-04266-1 ธนาคาร กสิกรไทย สาขา เอ็มไพร์ทาวเวอร์

หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ หรือพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เข้าไปได้ที่เพจ Mom-Made Toys ได้เลยนะคะ

และสำหรับคุณแม่ที่มีลูกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษและอยากจะได้ของเล่นเหล่านี้ สามารถส่งจดหมายเล่ารายละเอียดของน้อง (พร้อมระบุเลขทะเบียนคนพิการ) และแจ้งความประสงค์ไปได้ที่
ตู้ปณ. 151
ปณฝ. จตุจักร
กรุงเทพ 10900

คุณคือหมอคนแรกของลูก

วันนี้เล็กอยากจะหยิบยกเรื่องการดูแลลูกเมื่อยามป่วยไข้มาแบ่งปันกันอีกครั้งนะคะ หลายคนอาจจะเคยได้ยินเล็กพูดถึงเรื่องนี้อยู่บ่อยๆ ใน FB แล้ว เล็กขออีกซักครั้งในบล็อกนะคะ

จากกรณีที่คุณพ่อคนหนึ่งได้เขียนแบ่งปันเรื่องการเสียชีวิตของลูกชายชั้น ป.1 (รร.กรุงเทพคริสเตียน) ด้วยไวรัสที่น่าจะเกี่ยวข้องกับโรคมือเท้าปากไว้ในเว็บบอร์ด (หลายๆ คนอาจจะมีโอกาสได้อ่านแล้ว) คุณพ่อเล่าว่าช่วงหนึ่งของการรักษาที่เริ่มวิกฤติ คุณหมอแจ้งว่าหากเพาะเชื้อแล้วพบว่าเป็นไวรัสก็จะไม่สามารถใช้ยาฆ่าเชื้อได้ ต้องใช้ภูมิคุ้มกันของร่างกายของน้องเองเป็นตัวฆ่า ถ้าน้องแข็งแรงก็จะผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนี้ไปได้ – – และก็พบว่ามีไวรัสในหัวใจจริงๆ เป็นตัวที่ร้ายที่สุด ซึ่งไม่มียาฆ่าเชื้อโรคตัวนี้ โอกาสรอดมีน้อยมาก จนคุณหมอต้องตัดสินใจใช่เซรุ่มของคนอื่นที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรงมาฉีดให้น้อง แต่เมื่อฉีดเซรุ่มเข้าไปได้ 2 ชม. หัวใจของน้องก็หยุดเต้นและคุณหมอก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของน้องไว้ได้ — ครอบครัวเราขอแสดงความเสียใจและเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของน้องเฟยด้วยนะคะ

หลังจากที่ได้อ่านเรื่องของน้องเฟยแล้วก็ทำให้เล็กคิดถึงบทความเรื่อง “คุณคือหมอคนแรกของลูก” เขียนโดย คุณฝน นภนีรา รักษาสุข เป็นบทความที่เล็กได้มีโอกาสอ่านตั้งแต่น้องภูมิยังเล็กๆ (ขอบคุณพระเจ้า) เล็กอ่านแล้วได้รับแรงบันดาลใจ และความมั่นใจอย่างมากที่จะดูแลลูกเมื่อลูกเจ็บไข้โดยไม่ใช้ยา เพื่อให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายของลูกไม่ถูกรบกวน และเล็กก็ยึดตามแนวทางที่แม่ฝนแนะนำไว้ในบทความมาตลอดจนถึงทุกวันนี้

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าที่จริงแล้วความเจ็บป่วยเล็กน้อยของเด็ก เช่น ไข้ตัวร้อน หรือไข้หวัดนั้นไม่ต้องใช้ยารักษาเลยค่ะ

อาการมีไข้ตัวร้อนนั้นเกิดจากกระบวนการตามธรรมชาติของร่างกายเมื่อได้รับเชื้อ (ซึ่งอาจจะมาจากภายนอกเข้าสู่ร่างกาย หรือเกิดขึ้นภายในร่างกายเอง) เราสามารถหลีกเลี่ยงการใช้ยาลดไข้ได้ด้วยการเช็ดตัวเพื่อช่วยระบายความร้อน และให้เด็กจิบน้ำบ่อยๆ การไม่ใช้ยาจะช่วยให้ภูมิคุ้มกันในร่างกายเด็กได้ทำงานอย่างเต็มที่โดยไม่ถูกรบกวน ผลที่ได้ระยะยาวคือภูมิคุ้มกันในร่างกายของเด็กจะแข็งแรงและทำงานได้ดีค่ะ

ส่วนอาการหวัดนั้น เล็กเคยคุยกับคุณหมอ คุณหมอว่าส่วนใหญ่แล้วหวัดเกิดจากไวรัส ไม่ต้องใช้ยารักษา (ไม่มียารักษาด้วย) หวัดที่เกิดจากไวรัสจะหายได้เอง เพียงแต่พักผ่อนให้เพียงพอและดูแลไปตามอาการ อาการหลักทั่วๆ ไปของหวัดก็ไม่พ้นมีน้ำมูกและไอ สำหรับที่บ้านเล็ก เมื่อเป็นหวัดก็ให้ล้างจมูกบ่อยๆ หากระคายคอ/ไอ ก็ดื่มน้ำผึ้ง, อมมะแว้ง เราดูแลกันอย่างนี้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ก็หายค่ะ ไม่ต้องทานยาแก้แพ้ใดๆ

เล็กอยากจะส่งต่อบทความของแม่ฝนให้คุณพ่อคุณแม่ เก็บไว้เป็นคู่มือการดูแลลูกแบบทางเลือก (เลือกที่จะไม่ใช้ยา) ดูนะคะ รายละเอียดและวิธีการปฏิบัติแม่ฝนได้เขียนไว้อย่างละเอียดแล้ว (กดที่รูปด้านล่างเพื่ออ่านได้เลยค่ะ) ทุกๆ ครั้งที่เล็กสามารถดูแลน้องภูมิให้ผ่านช่วงที่เจ็บไข้มาได้แบบไม่ต้องใช้ยา ก็จะคิดถึงและขอบคุณแม่ฝนเสมอสำหรับบทความนี้… ขอบคุณอีกครั้งนะฝน :D

ที่ผ่านมา ครอบครัวเราเลือกที่จะดูแลน้องภูมิเวลาป่วยแบบไม่ใช้ยาก่อนเสมอค่ะ แต่เราก็จะเฝ้าระวังและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิดนะคะ หากมีอาการอื่นๆ นอกเหนือจากไข้ตัวร้อน เช่น อาเจียน, หอบ, ปวดหู, ซึม ฯลฯ ก็ปรึกษาแพทย์ทันทีค่ะ

ขอเป็นกำลังใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องดูแลลูกที่ป่วย และขอให้เด็กๆ ของเราสุขภาพแข็งแรงกันทุกคนนะคะ :)

Previous Older Entries

© 2010 แม่น้องภูมิ All rights reserved.

สงวนลิขสิทธิ์ตามพรบ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2539 ห้ามผู้ใดละเมิดไม่ว่าลอกเลียนหรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อความ รูปภาพจากเว็บไซต์แห่งนี้ไปใช้ทั้งโดยเผยแพร่และการอ้างอิง และ/หรือเพื่อประโยชน์ทางการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาติเป็นลายลักษณ์อักษรจะถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้สูงสุด
Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 596 other followers

%d bloggers like this: