เวลาระบายสีเทียนเล่นกับลูก แล้วลูกหยิบสีขาวมาเขียน เล็กก็จะบอกเขาว่าใช้สีอื่นสิลูก สีขาวมันมองไม่เห็น (ส่วนใหญ่แล้วก็วาดลงบนกระดาษขาวอ่ะจ๊ะ) ตอนน้ีลูกยังไม่ได้ถามแต่ก็คงงงๆ ว่าไม่ให้ใช้แล้วมันมีไว้ทำไมล่ะแม่… นั่นหน่ะสิ -”-
สงสัยต้องหาวิธีใช้ซะหน่อย เดี๋ยวสีขาวมันจะน้อยใจ
อุปกรณ์
• สีเทียนสีขาว (หรือจะใช้เทียนไขสีขาวก็น่าจะได้เหมือนกัน)
• กระดาษวาดเขียน
• สีผสมอาหาร/สีน้ำ/สีโปสเตอร์ (อย่างใดอย่างหนึ่ง ตามสะดวก)
• ภู่กัน/จานสี
เริ่มจากใช้สีเทียนสีขาววาดรูปต่างๆ ที่เราอยากจะวาดลงไปบนกระดาษ ตอนวาดจะมองไม่ค่อยเห็นอะไรนะคะ เล็กกับน้องภูมิก็มั่วๆ กันไป อันไหนที่ดูเป็นรูปเป็นร่างหน่อยก็ฝีมือแม่ ขีดๆ ข่วนๆ มั่วๆ นั่นฝีมือภูมิ วาดเสร็จแล้วก็จะเห็นเป็นกระดาษเปล่าๆ
จากนั้นก็ใช้สีน้ำละเลงไปบนกระดาษ (วันนี้เล็กใช้สีผสมอาหารนะคะ สีสดดีค่ะ)
ภาพที่ขีดเขียนเมื่อกี้ก็จะปรากฏบนกระดาษ แต่น.. แตน.. แต้นนน.. เนื่องจากน้ำจากสีจะไม่เกาะบนสีเทียนที่เราขีดไว้ หลักการเดียวกับการทำผ้าบาติก จะว่าไปสีสันที่ออกมาของเราก็ดูคล้ายๆ ลายบาติกเหมือนกันนะ…แค่มั่วกว่านิดหน่อย 555+

นั่งดูสักพักไม่เห็นมีทีท่าว่าน้องภูมิจะเลิกดู แม่เล็กก็เลยชวน(แกมหลอกล่อ) ให้ออกไปดูซุ้มต่างๆ ที่ออกร้านอยู่ในบริเวณงาน เพราะกลัวเขาจะเก็บร้านกันซะก่อน มีซุ้มเกี่ยวกับของกิน และงานฝีมือของไทยให้เดินชม แม่เล็กก็พาน้องภูมิเดินดูแต่ละซุ้ม ความวิจิตร และความปราณีตในงานฝีมือของไทยเราน่าทึ่งเสมอ และไม่เคยเป็นรองใคร แต่ที่น่าสนใจสำหรับน้องภูมิที่สุด ดูเป็นจะเป็นเสียงเป๊าะ แป๊ะ ของข้าวโพดคั่วแบบไทยๆ ที่ยกมานั่งทำกันสดๆ ใหม่ๆ และอร่อยมากกก..
เดินดูโน่น ชมนี่ไปซักพัก กะว่าเสร็จแล้วก็จะกลับ แต่น้องภูมิจะคอยบอกตลอดว่า “I want to see the show.. I want to see the show.” แม่เล็กก็เลยใจอ่อนพากลับไปดูบริเวณที่เล่นดนตรี พากย์เสียง และไปหาที่นั่งดูต่อ น้องภูมิดูจะตื่นตาตื่นใจกับเสียงเครื่องดนตรีไทยทีเดียว หลายครั้งพอมีเสียงกลองรัวๆ ขึ้น น้องภูมิก็จะชะเง้อไปที่ซุ้มมหรสพทันที จริงๆ การร้องแบบมหรสพนี้ฟังค่อนข้างยาก ไม่แน่ใจว่าเรื่องที่กำลังดูอยู่เป็นเรื่องอะไร รู้แต่ว่ามีทัพยักษ์กำลังตามล่า พระ นาง ระหว่างนั่งดูกัน แม่เล็กก็จะคอยบรรยายแบบง่ายๆ ปนขำๆ ให้น้องภูมิฟัง เพื่อให้ลูกรู้ว่าเขากำลังทำอะไรกัน เรานั่งดูอยู่นานทีเดียวครับ เพราะน้องภูมิชอบมาก ไม่ยอมกลับ (แม่เล็กบอกว่าจะลุกทีไร น้องภูมิจะกอดแขนแน่นไม่ยอมให้อุ้มลุกทุกที 555+) ถึงขนาดตอนท้ายๆ ต้องพาไปนั่งดูข้างหน้าเวทีเลย
จนกระทั่ง มีช่วงนึงเป็นเสียงฟ้าร้องดังมาก ทำเอาน้องภูมิตกใจ (เพราะลำโพงตัวใหญ่อยู่ด้านข้างของเวทีเลย) เราก็เลยฉวยโอกาสชวนกลับบ้าน (แถมค่อนข้างจะดึกแล้วด้วย) ระหว่างทางกลับบ้าน น้องภูมิเลียนแบบเสียงเอื้อนๆ ตลอด ทำไป ขำไป แล้วแถมชวนผมกับแม่เล็กทำตามด้วยอีกแหนะ :)
วิธีทำ

เราไปถึงประมาณเที่ยงครึ่ง ยังไม่ค่อยมีคนมา เลยได้นั่งด้านหน้าสุด ^ ^ แถมโชคดีที่การแสดงเลื่อนไปเป็นบ่ายโมงครึ่ง ก็เลยพอมีเวลาไปซื้อ burger มานั่งกินกันระหว่างชมการแสดงอีกด้วย :)
ส่วนใหญ่มากันเป็นครอบครัวครับ ตลอดการแสดง มีเสียงหัวเราะจากเด็กๆ อยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะน้องคนข้างๆ ดูจะเส้นตื้นเป็นพิเศษ หัวเราะมันส์มากจนน้องภูมิหัวเราะตามไปด้วย และบางช่วงก็นั่งจ้องกันตาไม่กระพริบ เพราะจดจ่อว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป (การแสดงคนหน้าขาวจะเป็นการแสดงแบบไม่มีบทพูด เราจะต้องสังเกตุและปะติดปะต่อเรื่องราวจากท่าทางของนักแสดงเองครับ)
จะนั่งดูมาราธอนจนถึงเย็นๆ สงสัยจะไม่ไหวครับ :D พอจบการแสดงของกลุ่มแรก น่าจะเกือบ 1 ชั่วโมง เราก็พาน้องภูมิไปดูงานอื่นๆ ภายในอาคารหอศิลปฯ ค่อยๆ ไล่ไปตั้งแต่ชั้นล่างสุดจนถึงชั้นบนสุด ดูการเขียนภาพเหมือนบุคคลที่ต้องยกนิ้วให้เลย และเกือบได้เสียเงินกับของ handmade สวยๆ ที่วางขายอยู่
เดินต่อขึ้นไปชมงานศิลปะที่ห้องแสดงงานศิลปะที่ชั้น 7-9 เพลิดเพลินมากๆ (บริเวณนี้จะไม่อนุญาติให้หิ้วกระเป๋าขึ้นไป และไม่ให้ถ่ายภาพด้วย.. น่าเสียดายมาก)
หลังจากเดินจนเมื่อยก็มานั่งพักเหนื่อยกันตรงริมกระจกชั้น 5 ด้านที่หันไปทาง MBK น้องภูมิกับแม่เล็กก็มาสนุกกันต่อกับการนั่งโบกมือทักทายรถไฟฟ้า BTS ที่วิ่งผ่านไปมา ก่อนออกจากหอศิลปฯ ไปทานอาหารมื้อเย็นกัน
ไม่รู้ว่าน้องภูมิเองจะดูรู้เรื่องแค่ไหนนะครับ ที่แน่ๆ วันนี้ เป็นอีกครั้งนึง ที่คำว่า “museum” ไม่เคยทำให้น้องภูมิผิดหวังเลย

